Food Review

[SR] Banyan Tree Bangkok High Tea 2018 : ชุดชายามบ่ายที่หลายคนน่าจะชื่นชอบ

posted by ภรรยาหา สามีใช้ July 24, 2018 0 comments
หลังจากที่เมื่อปีก่อนผมได้พาทุกคนไปชิมชุดชายามบ่ายหรือ High Tea Set ของโรงแรม Banyan Tree Bangkok (บันยันทรี กรุงเทพฯ) ตามลิงก์นี้มาแล้ว http://www.amazingcouple.net/sr-floral-high-tea-set-banyan-tree-bangkok/ วันนี้ผมก็เลยจะพาทุกคนไปชิมชุดชายามบ่ายชุดใหม่ของโรงแรมแห่งนี้ที่พึ่งจะเปิดตัวได้ไม่นานครับ โดยชุดชาชุดนี้จะมาพร้อมกับขนมทั้งหมด 24 ชิ้น และชาอีก 1 กา ใครที่พร้อมแล้วก็ตามไปดูหน้าตาที่แสนจะสวยงามของชาชุดนี้กันได้เลย!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
สำหรับชุดชายามบ่ายของ Banyan Tree Bangkok นั้น จะเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ห้องอาหาร Vertigo TOO ชั้น 60 โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. – 17.00 น. ส่วนเวลาอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ทางห้องอาหาร Vertigo TOO จะให้บริการอาหารประเภทอื่นๆ ดังนั้นใครที่สนใจจะไปทานก็เช็ควันและเวลาดีๆ นะครับ เดี๋ยวไปแล้วจะเก้อ
ส่วนใครที่มาโรงแรมแห่งนี้ไม่ถูก ก็สามารถดูแผนที่ตามด้านล่างนี้ได้เลย โรงแรมจะไม่ได้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT มากนัก เราต้องเดินประมาณ 500-600 เมตรได้ ดังนั้นใครที่ไม่อยากจะเดินก็คงต้องนั่ง Taxi หรือขับรถมาเองนะครับ
หลังจากที่เรามาถึงโรงแรมแล้วก็ให้เรากดลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้น 59 เลยครับ เมื่อออกจากลิฟท์มาเราจะเจอกับพนักงานต้อนรับและบันไดวนที่จะพาเราไปยังห้องอาหาร Vertigo TOO ที่อยู่ชั้น 60
และนี่คือหน้าตาของห้องอาหาร Vertigo TOO ครับ เป็นห้องอาหารที่เพดานสูงโปร่ง ดูโล่งสบายตา มีการเล่นระดับภายในห้องอาหาร การตกแต่งโดยรวมจะเน้นโทนสีดำและน้ำตาลเป็นหลัก ทำให้ดูสวยงามและมีระดับมาก นอกจากนี้ผนังทั้งสองข้างของห้องอาหารจะเป็นกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถชมวิวและความสวยงามของกรุงเทพได้แบบ 180  องศา ใครที่อยากกินอาหารอร่อยๆ พร้อมกับชมวิวสวยๆ ห้องอาหารแห่งนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ
และด้วยความที่ห้องอาหาร Vertigo TOO เป็นห้องอาหารที่มีการบริการอาหารหลากหลายอย่าง และเปิดบริการแทบจะตลอดทั้งวัน ดังนั้นลักษณะของโต๊ะภายในห้องอาหารแห่งนี้จึงมีหลากหลายแบบมาก ตั้งแต่โซฟา, โต๊ะเก้าอี้ปกติ จนไปถึงชุดโซฟาริมกระจกที่สามารถเห็นวิวกรุงเทพฯ สวยๆ ได้เต็มตา ซึ่งแน่นอนว่าผมกับต๋งก็เลือกที่จะนั่งที่โซฟาริมกระจกนี้เพราะวิวมันดีจริงๆ ครับ
ใครที่อยากจะนั่งมุมนี้แบบผมก็สามารถแจ้งพนักงานตั้งแต่ตอนโทรสำรองที่นั่งได้เลยครับ เพราะที่นั่งแบบนี้เค้าจะมีทั้งหมดแค่ 6 ชุดเท่านั้น หากวันไหนที่มีคนมาใช้บริการเยอะๆ และเราไม่ได้จองเอาไว้ก่อน ก็มีโอกาสสูงที่เราจะอดนั่งได้ T_T
ส่วนนี่คือรายการอาหารในเซ็ต High Tea 2018 หรือที่หลายๆ คนชอบพูดติดปากกันว่า Afternoon Tea Set โดยทาง Banyan Tree Bangkok จะจำหน่ายเซ็ตนี้ในราคา 1,250 บาท++ (ราคายังไม่รวม Vat 7% และ Service 10%) ภายในเซ็ตจะมีขนมทั้งหมด 24 ชิ้น (11 ชนิด) พร้อมกับชาอีก 1 กา โดยหากใครที่ไม่อยากจะทานชาก็สามารถเลือกรับเป็น Mocktail หรือ Cocktail 1 แก้วแทนก็ได้ครับ
นอกจากนี้หากใครที่คิดว่าเครื่องดื่มที่ให้มาภายในเซ็ตนั้นไม่เพียงพอ เราก็สามารถที่จะสั่งชาประเภทอื่นๆ มาทานเพิ่มเติมได้ โดยทางห้องอาหารจะมีราคาของชาประเภทต่างๆ ให้เราดูในเมนูเรียบร้อย หรือหากใครที่ชอบทานแชมเปญก็สามารถที่จะจ่ายเพิ่มอีก 1,499 บาท เพื่อรับแชมเปญ Moet & Chandon Brut Imperial 1 แก้วก็ได้ครับ
หมายเหตุ : ด้านหลังของชื่อขนมแต่ละชิ้นจะมีการวงเล็บบอกไว้ด้วยว่าขนมชิ้นนั้นมีส่วนผสมอะไรที่หลายคนอาจจะแพ้ได้ ยังไงก็ดูรายละเอียดให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปทานนะครับ พอไปถึงแล้วจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการทานได้ ทานไม่ได้
หลังจากที่เรานั่งดูเมนูได้ซักพัก ทางพนักงานก็จะนำใบชากลิ่นต่างๆ มาให้เราดมครับ โดยที่ Banyan Tree Bangkok จะเลือกใช้ชาของ Ronnefeldt ซึ่งเป็นชาพรีเมี่ยมของโลกอีกยี่ห้อนึง และเป็นชาที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1823  เรียกว่าเป็นชาพรีเมี่ยมที่เก่าแก่จริงๆ
สำหรับวันนี้ผมกับต๋งเลือกเป็นชา Peach Blossom ครับ เพราะโดยปกติแล้วต๋งเป็นคนชอบทานพีชอยู่แล้ว นอกจากนี้ทางพนักงานของห้องอาหารยังแนะนำด้วยว่าชาชนิดนี้จะเป็นชาอ่อนๆ ไม่ขม ไม่เข้มมาก เหมาะมากที่จะทานกับขนมในวันนี้
เรานั่งรอไม่นาน ทางพนักงานก็นำชามาเสิร์ฟ เหยือกกาใหญ่มาก ดูจากปริมาณแล้วสามารถกินกัน 2 คนได้สบายๆ โดยไม่ต้องขอเติมน้ำร้อนเพิ่มเลย
เมื่อได้ชามาแล้วจะรออะไรล่ะครับ เทและลองชิมกันเลย!!!
สำหรับรสชาติของชา Peach Blossom นั้นก็เป็นอย่างที่ทางพนักงานแนะนำจริงๆ เป็นชาอ่อนๆ ไม่เข้มมาก มีรสหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นของพีชลอยแตะจมูกตั้งแต่ก่อนที่ปากของเราจะสัมผัสกับแก้วชาอีก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมกับต๋งชอบในชาชนิดนี้มากครับ และคิดว่าเหมาะมากเลยที่จะนำมาทานคู่กับขนมต่างๆ ในวันนี้
ใครที่ชอบทานชาหวานๆ และชอบในกลิ่นของพีชก็ลองสั่งชาชนิดนี้มาทานดูนะครับ
หลังจากที่ชามาเสิร์ฟได้ประมาณ 15 นาที ขนมในชุด High Tea ก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะของเรา โดยทางพนักงานจะนำมาเสิร์ฟด้วยภาชนะทั้งหมด 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะเป็นถาดใส่สโคน ส่วนชิ้นที่สองจะเป็นชั้นเหล็กวงกลมที่มีความสวยงาม ภายในชั้นเหล็กจะมีของคาวหวานทั้งหมด 10 ชนิด (20 ชิ้น) เมื่อรวมกับสโคนในถาดอีก 4 ชิ้น ก็จะทำให้มีขนมในเซ็ตนี้ทั้งหมด 11 ชนิด 24 ชิ้นครับ
และจากการสำรวจขนมทั้งหมด 24 ชิ้นอย่างใกล้ชิด ก็พบว่าขนมในเซ็ตนี้จะแบ่งออกเป็นของคาว 5 ชนิด (10 ชิ้น), ของหวาน 5 ชนิด (10 ชิ้น) แล้วก็สโคนอีก 4 ชิ้นครับ โดยหน้าตาขนมแต่ละชิ้นดูสวยงามและน่ากินมากๆ หลายๆ ชิ้นนี่ต้องแอบทึ่งในไอเดียของเชฟเลยว่าคิดมาได้ยังไง ><
เมื่อสำรวจเรียบร้อยแล้วจะรออยู่ใย เรามาเริ่มชิมกันไปทีละรายการเลยว่ารสชาติแต่ละชิ้นจะอร่อยและโดนใจแค่ไหนกันครับ ><
เริ่มจากรายการแรก รายการที่หลายๆ คนอยากรู้มากที่สุด นั่นก็คือ Scones สำหรับสโคนในเซ็ตนี้จะมีทั้งหมด 4 ชิ้นด้วยกัน โดยทางห้องอาหารจะเสิร์ฟมาเป็นถาดคู่กับเนย, แยมสตรอเบอร์รี่ และคอทเทจครีม เนื้อของสโคนจะเนียนละเอียด แต่แอบมีร่วนเล็กน้อยตอนที่เราหั่น ส่วนรสชาติจะมีความเป็นนมสูง กัดแล้วรู้สึกถึงความเป็นนมเต็มๆ ปาก
สำหรับรสชาติของเนย, แยมสตรอเบอร์รี่ และคอทเทจครีมนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ทั้งหมด แต่ละแบบต่างก็มีรสชาติคนละแนวทาง ใครชอบแบบไหนก็จัดไปครับ อย่างผมซึ่งเป็นคนชอบทานสโคนกับแยมหวานๆ ก็จะเลือกทานกับแยมสตรอเบอร์รี่เป็นหลัก ส่วนต๋งซึ่งเป็นคนชอบทานคนละแนวกับผมก็จะเน้นทานคู่กับเนยและคอทเทจครีมครับ
ต่อกันที่ของคาว 5 รายการ และเนื่องจากว่าทางห้องอาหารไม่ได้มีการเรียงของคาวหวานแยกเป็นชั้นๆ ดังนั้นผมก็เลยจะขอเล่าเรียงตามลำดับในเมนูแล้วกันนะครับ
ของคาวชนิดแรกก็คือ Crab and Cucumber Sandwich หรือแซนวิชมันม่วงไส้ปูทอปปิ้งด้วยแตงกวาญี่ปุ่นและไข่ปลาแซลมอน เมนูนี้ผมว่ารสชาติดีเลยนะครับ ขนมปังนิ่ม ทานง่าย ส่วนทอปปิ้งที่เป็นแตงกวาด้านบนนั้นพอทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นดีครับ
ส่วนของคาวชนิดที่สอง Iberico Ham, Cream Cheese and Onion Jam Sandwich เมนูนี้จะเป็นแซนวิชทรงสี่เหลี่ยมคล้ายๆ กับเมนูแรก เพียงแต่ตัวขนมปังจะสอดไส้แยมหัวหอมและทอปปิ้งด้วย Iberico Ham กับครีมชีส รสชาติของขนมปังดี แฮมที่เป็นทอปปิ้งดี ส่วนแยมหัวหอมนั้นรสชาติดีกว่าที่คิดมาก อร่อย ถูกปากเลย และโดยส่วนตัวแล้วผมแทบไม่รู้สึกถึงความเป็นหัวหอมซักเท่าไหร่เลยครับ เรียกว่าถ้าไม่อ่านชื่อเมนูก็คงไม่รู้เลยว่าทำมาจากอะไร @_@
ของคาวชนิดที่สาม Quail Egg Sandwich หรือแซนวิชไข่ แซนวิชที่ผมว่าหน้าตาดี และดูน่าสนใจที่สุดในหมู่แซนวิชทั้ง 3 ชนิด แต่สำหรับในเรื่องรสชาติแล้ว ผมให้แซนวิชชิ้นนี้อร่อยน้อยที่สุดครับ เพราะรสชาติไม่แตกต่างจากแซนวิชไช่ทั่วไปเท่าไหร่เลย เรียกได้ว่าหน้าตาดี แต่รสชาติกลางๆ ตามมาตรฐาน ไม่ได้มีอะไรหวือหวาแปลกแหวกแนว
ต่อกันที่ของคาวชนิดที่สี่ Prawn and Avocado Mousse on Crostini หรือขนมปังหน้ากุ้งพร้อมด้วยมูสอะโวคาโด ชิ้นนี้รสชาติดีเลยครับ ขนมปังด้านล่างกรอบ กุ้งด้านบนสดเด้งดี ส่วนมูสอะโวคาโดที่สอดแทรกอยู่ตรงกลางนั้นก็รสชาติดี ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเป็นอะโวคาโดจ๋ามากนัก ซึ่งสำหรับผมถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะโดยปกติแล้วผมจะไม่ค่อยถูกกับรสชาติของอะโวคาโดสดๆ ซักเท่าไหร่ครับ
ปิดท้ายของคาวอย่างที่ห้าด้วย Smoke Salmon in Bamboo Cone หรือแซลมอนรมควันในโคนไม้ไผ่ หนึ่งในเมนูของคาวที่ผมว่าเชฟออกแบบมาได้เก๋ ดึงดูดสายตา น่ากิน และน่าถ่ายรูปอวดเพื่อนมากๆ ขนาดของโคนกำลังพอดีมือ กัดได้ 1-2 คำหมด ส่วนรสชาตินั้นในส่วนของแซลมอนรมควันถือว่าทำได้ดีเลยครับ รสชาติเค็มนิดๆ กำลังดี ส่วนโคนนั้นผมว่ากรอบดีแต่ไม่ค่อยรู้สึกถึงรสชาติซักเท่าไหร่ครับ ออกแนวจืดๆ และถ้าไม่บอกว่าเป็นไม้ไผ่ ผมไม่รู้จริงๆ ครับ – -“
และตอนนี้เราก็ชิมของคาวในเซ็ต High Tea ชุดนี้กันไปเรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อไปผมจะพาทุกคนไปชิมของหวานที่อยู่ในเซ็ตนี้กันต่อ แต่เพื่อให้ไม่ให้ทุกคนรู้สึกอิ่มจนเกินไป ผมก็เลยจะขอพาทุกคนไปฟังเพลงเพราะๆ กันก่อนครับ โดยในระหว่างที่เราทาน High Tea Set อยู่ภายในห้องอาหาร Vertigo TOO นั้น ทางห้องอาหารจะมีนักร้องเสียงเพราะๆ มาร้องเพลงสดๆ ให้เราฟังด้วย ซึ่งนักร้องคนนี้ผมได้มีโอกาสฟังเค้าร้องมา 4-5 ครั้งแล้ว และผมว่าเค้าร้องได้เพราะดีนะครับ เพราะทั้งเพลงไทยและเพลงสากลเลย ที่สำคัญเรายังสามารถขอเพลงที่เราต้องการได้อีกด้วย ใครที่อยากจะเซอร์ไพรส์แฟนหรือกำลังอินกับเพลงอะไรเป็นพิเศษก็สามารถขอเพลงเค้าได้เลยครับ
เอาล่ะ ฟังเพลงเพราะๆ ให้กระเพาะเราย่อยอาหารคาวไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เรามาเริ่มชิมของหวานในเซ็ตกันต่อเลย เริ่มจากเมนูแรก Berries Panna Cotta with Cotton Candy หรือพานาคอตต้าที่ทอปปิ้งด้วยขนมสายไหม เมนูที่ดึงดูดสายตาผมมากที่สุดใน High Tea เซ็ตนี้ และเป็นเมนูที่ผมหยิบกล้องมาถ่ายรูปเป็นเมนูแรกเลย เพราะรูปร่างและสีสันของมันสะดุดตา ชวนให้ถ่ายรูปจริงๆ
สำหรับรสชาติของเมนูนี้ผมว่าอร่อยดีนะครับ พานาคอตต้าด้านล่างอร่อยมาก มีความหวานนิดๆ ซึ่งเมื่อกินกับบลูเบอร์รี่ด้านบนที่มีความเปรี้ยวเล็กๆ นั้น มันมีความลงตัวมาก ส่วนสายไหมที่อยู่ด้านบนสุดนั้นก็หวานกำลังดี แต่เมนูนี้เป็นเมนูที่ผมต้องบอกทุกคนเลยว่าควรจะต้องรีบกินเป็นเมนูแรกๆ เพราะหากเราทิ้งไว้นานสายไหมที่ด้านบนจะเริ่มแฟบและเริ่มมีการแข็งตัวในบางจุด ทำให้เราทานยากขึ้นรวมทั้งรสชาติความอร่อยก็จะลดลงด้วยครับ
อ้อ สำหรับเนื้อพานาคอตต้าของขนมชิ้นนี้จะค่อนข้างเหลวนะครับ ไม่จับตัวเป็นก้อนซักเท่าไหร่ ดังนั้นใครที่ชอบทานพานาคอตต้าที่เป็นเนื้อหยุ่นๆ ตักลงไปแล้วสามารถตัดทานเป็นชิ้นๆ ได้ อาจจะไม่ชอบซักเท่าไหร่ครับ
ต่อกันที่เมนูที่สองของของหวาน Chocolate Tartlet and Strawberry หรือช็อคโกแลตทาร์ตทอปปิ้งด้วยสตรอเบอร์รี่สด โดยเมนูนี้ด้านล่างจะเป็นทาร์ตเคลือบด้วยช็อคโกแลต รสชาติของทาร์ตอร่อยดี ช็อคโกแลตที่เคลือบมาก็ไม่ได้มีความหนามาก รวมทั้งไม่ได้มีรสขม ก็เลยทำให้ผมสามารถกินได้อย่างสบายๆ ส่วนด้านบนนั้นนอกจากจะมีสตรอเบอร์รี่สดแล้วก็ยังมีช็อคโกแลตซอสราดมาด้วยครับ
เมนูนี้ผมว่าใครที่ชอบทานพวกเวเฟอร์ที่เคลือบช็อคโกแลตอ่อนๆ ไม่เข้มมาก น่าจะถูกใจพอควรครับ แต่ถ้าใครเป็นสาย Dark Chocolate เน้นช็อคโกแลตเข้มๆ ก็คงจะไม่โดนซักเท่าไหร่
ของหวานอย่างที่สาม Crispy Feuilletine Flake Tart หรือทาร์ตที่ทอปปิ้งด้วยเฟลค, บลูเบอร์รี่และเฟโยติน โดยเฟโยตินจะเป็นแป้งกรอบบางๆ สีน้ำตาลทอง รสชาติหวานนิดๆ และสามารถคงความกรอบของตัวเองไว้ได้นาน แม้สัมผัสกับไอศครีม, นม หรือของหวานต่างๆ ดังนั้นของหวานสไตล์ฝรั่งเศสก็เลยมักจะเลือกนำเอาเฟโยตินมาเป็นส่วนผสมที่สำคัญครับ รวมไปถึงใน Ferrero Rocher ก็มีส่วนประกอบนี้ด้วย ><
สำหรับเมนูนี้ผมขอแนะนำให้ทุกคนกัดทุกชั้นแล้วกินพร้อมๆ กันนะครับ เพราะรสชาติที่เราได้รับจะลงตัวกว่า เนื่องจากแต่ละชั้นจะมีรสชาติที่แตกต่างกัน ข้างบนจะออกหวาน ข้างล่างจะค่อนข้างจืด ดังนั้นหากใครที่กินเฉพาะด้านบนก่อนก็อาจจะรู้สึกว่าหวานจนเกินไปได้ ภาพรวมของเมนูนี้ผมให้คะแนนกลางๆ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าความเปรี้ยวของบลูเบอร์รี่แอบน้อยไปหน่อย หากสามารถเพิ่มให้รู้สึกเปรี้ยวกว่านี้ได้อีกนิด น่าจะทำให้ขนมชิ้นนี้กลมกล่อมมากขึ้นครับ
เมนูของหวานอย่างที่สี่ Sweet Purple Potato, Coconut and Sticky Rice หรือข้าวเหนียวมันม่วง อีกหนึ่งเมนูที่มีความเก๋ไก๋ในการดีไซน์ทั้งหน้าตาและส่วนประกอบ แต่ด้วยความที่ผมเคยมาทานชุด High Tea ของที่นี่แล้วหนึ่งครั้ง และในครั้งนั้นก็มีข้าวเหนียวมะม่วงที่มีลักษณะการออกแบบคล้ายๆ กับชิ้นนี้ ก็เลยทำให้ความตื่นตาตื่นใจของผมลดลงพอควร แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยเห็นการดีไซน์ข้าวเหนียวมูนที่มีหลอดน้ำกะทิเสียบอยู่ด้านบนแบบนี้ก็น่าจะรู้สึกว้าวมากๆ ในครั้งแรกที่เห็นครับ
รสชาติโดยรวมของเมนูนี้ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ ครับ ข้าวเหนียวมูนกับมันม่วงที่อยู่ตรงกลางนั้นเหนียวหนึบ เคี้ยวมัน รสชาติดีเลย แต่ตัวขนมปังที่ล้อมรอบอยู่ด้านนอกนั้นผมว่ามีการอมน้ำมันมากไปหน่อย ก็เลยทำให้รสชาติโดยรวมดร็อปกว่าที่ควรจะเป็น แต่หากใครได้ทานชิ้นที่ไม่อมน้ำมันเท่าของผม น่าจะรู้สึกอร่อยถูกปากครับ เพราะด้วยส่วนผสมอื่นๆ ภายในชิ้นนี้ ทางเชฟทำมาได้ดีอยู่แล้วครับ
ปิดท้ายด้วยของหวานชิ้นที่ห้าและเป็นเมนูสุดท้ายในเซ็ตนี้กับ Strawberry Éclair หรือเอแคลร์สตรอเบอร์รี่ เมนูนี้ตรงๆ ตัวไม่มีอะไรมาก ไส้สตรอเบอร์รี่ตรงกลางหอมอร่อยดี ส่วนแป้งด้านนอกแข็งไปนิดนึงครับ โดยรวมๆ ถือว่าสอบผ่านและหลายคนน่าจะถูกใจ แต่ผมก็มีแอบคิดในใจนิดๆ นะครับว่าถ้าทางเชฟทำออกมาเป็นไส้มันม่วงน่าจะมีความเก๋มากกว่านี้ครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมกับต๋งในการไปทานชุดชายามบ่าย High Tea Set ที่ห้องอาหาร Vertigo TOO ชั้น 60 โรงแรม Banyan Tree Bangkok (บันยันทรี กรุงเทพฯ) และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจึงขอสรุปการรีวิวออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2561
ช่วงเวลา : 14.00 – 16.00 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : รสชาติของคาวและของหวานในเซ็ตนี้ โดยรวมดีและดีมากเลยครับ โดยจากของทั้งหมด 11 รายการในเซ็ต มีอยู่ 3 รายการเท่านั้นที่ผมว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ว้าวมาก นั่นก็คือเอแคลร์สตรอเบอร์รี่, ข้าวเหนียวมันม่วง แล้วก็แซนวิชไข่ ส่วนอีก 8 รายการที่เหลือผมประทับใจทั้งหมดครับ นอกจากนี้ในส่วนของชา Peach Blossom ของ Ronnefeldt ที่กินคู่กันนั้นก็มีรสชาติที่ดี กินกับขนมในเซ็ตนี้ได้อร่อยลงตัวมาก
ความหลากหลายของอาหาร : จำนวนอาหารคาวหวานในเซ็ตทั้งหมด 11 อย่าง ถือว่าอยู่ในมาตรฐานของการกินอาหารประเภท Afternoon Tea Set หรือ High Tea Set ครับ ซึ่งหากมองลงไปในประเภทอาหารแต่ละประเภทแล้วก็จะพบว่าทางเชฟเองก็ได้มีการสร้างอารมณ์ สร้างรสชาติของอาหาร รวมไปถึงตกแต่งหน้าตาของอาหารแต่ละประเภทให้มีความแตกต่างกันพอควร เพื่อไม่ให้คนทานรู้สึกน่าเบื่อครับ อย่างแซนวิชที่มีทั้งหมด 3 แบบนั้นก็ให้รสชาติและความรู้สึกแตกต่างกันไปคนละแบบเลย
ความสะอาดของร้านและบรรยากาศโดยรวม : ในเรื่องของบรรยากาศห้องอาหารนั้น ต้องบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วผมชอบบรรยากาศของห้องอาหาร Vertigo TOO อยู่แล้วนะครับ เพราะนี่เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ผมว่าวิวสวย เพดานสูงโปร่ง นั่งแล้วรู้สึกโล่ง ไม่อึดอัด ส่วนการตกแต่งภายในห้องอาหารก็ทำได้ดี ดูหรูหรา สถานที่สะอาด เหมาะมากที่จะพาแฟนมานั่งชิวๆ ในวันที่เราต้องการพักผ่อนหรือใช้เวลาร่วมกันครับ
การบริการของพนักงาน : พนักงานต้อนรับที่บริเวณหน้าห้องอาหารพูดจาสุภาพและเอาใจใส่ดี แต่ด้วยความที่มีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการบริการต่างๆ ภายในห้องอาหารก็เลยตกลงกว่าที่ผมเคยได้รับนิดนึง แต่โดยรวมก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่ครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : อาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนติดขัดนิดนึงกับการมาใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ เพราะโรงแรม Banyan Tree Bangkok ไม่ได้อยู่ใกล้กับ MRT หรือ BTS แบบชนิดที่มีทางเดินเชื่อมถึง โดยสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ MRT ลุมพินีซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 600 เมตร ซึ่งหากใครจะเดินก็ต้องใช้เวลาประมาณ 10 นาทีได้ครับ ดังนั้นหากใครที่ต้องการความสะดวกสบายในการมาที่โรงแรมแห่งนี้ก็ควรจะเลือกมาด้วย Taxi หรือรถส่วนตัวเป็นหลัก แต่เราก็ต้องดูเวลาในการขับรถมาด้วยนะครับ เพราะบางช่วงเวลาถนนเส้นนี้ก็เรียกว่าติดสาหัสเอามากๆ เลย
ความคุ้มค่า : ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยมาทานชุด High Tea ของที่นี่ ราคาต่อชุดจะอยู่ที่ 1,100 บาท++/เซ็ต ซึ่งตอนนั้นผมบอกไปว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก แนะนำว่าคสรมาทานเลย แต่พอมาวันนี้ทางโรงแรมได้มีการขยับราคาเป็น 1,250 บาท++/เซ็ต ผมก็เลยขอปรับในเรื่องของความคุ้มค่าให้อยู่ในระดับกลางๆ แทนแล้วกันนะครับ
สรุป : หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบการทาน High Tea Set หรือ Afternoon Tea Set และยังไม่เคยมาทานอาหารประเภทนี้ที่โรงแรม Banyan Tree Bangkok มาก่อน ผมอยากให้คุณมาลองทานซักครั้งครับ เพราะจุดเด่นของที่นี่นอกจากจะมีชาอร่อย, ขนมที่รสชาติดีและหน้าตาดีแล้ว ที่ห้องอาหาร Vertigo TOO ยังมีที่นั่งและวิวสวยๆ ให้คุณได้ชมอย่างเพลิดเพลินอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าบรรยากาศและวิวของห้องอาหารแห่งนี้น่าจะทำให้คนที่คุณพาไปทานด้วยรู้สึกประทับใจอย่างแน่นอนครับ ส่วนใครที่เคยมาทานชาชุดอื่นของที่นี่ก่อนหน้านี้แล้ว ก็น่าจะพอมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า เมนูอาหารใหม่กับราคาใหม่ที่ปรับขึ้นมาประมาณ 150 บาทนั้น คุณจะอยากกลับมาลิ้มลองอีกหรือไม่ครับ ^^
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องราวการรีวิวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจของผมกับต๋งก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลต่างๆ ของ High Tea เซ็ตนี้เพิ่มเติมได้ที่
Facebook : Banyan Tree Bangkok
Tel : 02-6791200
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like