Travel Review

[SR] ชุมชนบ้านครัวเหนือ : แหล่งผลิตผ้าไหมทอมือในกรุงเทพ ของดีที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามี!!

posted by ภรรยาหา สามีใช้ August 9, 2018 0 comments
หากพูดถึงของฝากหรือของขึ้นชื่อของประเทศไทยแล้ว ผมเชื่อว่า “ผ้าไหมไทย” คือหนึ่งในรายชื่อที่จะมีคนหยิบมาพูดถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะผ้าชนิดนี้มีเสน่ห์และมีความสวยงามที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งเป็นผ้าไหมไทยที่ได้รับการถักทอมืออย่างประณีต มีการคิดลวดลายอย่างพิถีพิถันก็ยิ่งทำให้ผ้าไหมผืนนั้นมีความสวยงาม มีมูลค่า และมีความเหมาะสมมากๆ ที่จะนำไปฝากผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือหรือนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าเพื่อใช้ใส่ในวาระต่างๆ ครับ
และเมื่อเราพูดถึงผ้าไหมไทยขึ้นมา สถานที่แรกๆ ที่หลายคนจะนึกถึงว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของประเทศไทยก็คงจะเป็นภาคอีสาน โดยเฉพาะที่อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น และอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา แต่ทุกคนรู้มั้ยครับว่ายังมีอีกหนึ่งชุมชนที่มีฝีมือเป็นที่เลื่องลือในการทอผ้าไหมด้วยมือมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเป็นชุมชนที่เคยทอผ้าไหมส่งให้จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ส่งขายไปทั่วโลก ที่สำคัญชุมชนแห่งนี้ยังเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ อย่างสยาม – ราชเทวี ย่านที่ว่ากันว่ามีราคาที่ดินแพงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันนี้ชุมชนดังกล่าวยังคงมีการผลิตผ้าไหมทอมือออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ครับ!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
และผมก็ต้องขอสารภาพตามตรงครับว่า ตั้งแต่ที่ผมได้มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ผมก็ได้มีโอกาสออกท่องเที่ยวตามตรอกซอกซอยต่างๆ มามากมายหลายที่ แต่ผมก็ยังไม่เคยรู้จักหรือได้ยินมาก่อนเลยว่ามีชุมชนผ้าไหมทอมืออยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย ดังนั้นเมื่อทาง Local Alike ซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ร่วมมือกับชุมชน เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนผ่าน “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ได้ชักชวนให้ผมออกเดินทางท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางผ้าไหมในกรุงเทพฯ ผมจึงไม่คิดอะไรมาก รีบตอบตกลงแล้วเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปพร้อมๆ กับเค้าเลยครับ
สำหรับวันที่ผมกับทาง Local Alike เดินทางกันในทริปนี้นั้นก็คือวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2561 โดยมีจุดเริ่มต้นของการเดินทางอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ หลังจากนั้นเราก็เดินเท้าเข้าซอยเกษมสันต์ 2 เพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน (Jim Thompson House Museum) บ้านของชาวอเมริกันผู้ที่ทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลกตั้งแต่สมัยที่สงครามโลกครั้งที่ 2 พึ่งจบลงได้ไม่นานครับ
สำหรับประวัติคร่าวๆ ของคุณจิม ทอมป์สันก็มีตามนี้เลย
คุณจิม ทอมป์สัน เป็นสถาปนิกชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเดลาแวร์ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2488 ซึ่งตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณจิมได้เป็นอาสาสมัครในกองทัพอเมริกาและเดินทางมาประจำการในประเทศไทย โดยคุณจิมได้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังวางแผนปลดปล่อยอิสระประเทศไทย แต่หลังจากที่คุณจิมเดินทางมาถึงประเทศไทยได้เพียงแค่ 2 วัน สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้จบลงครับ!!
และด้วยความที่คุณจิมนั้นชื่นชอบในวิถีชีวิตและสิ่งต่างๆ ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก หลังจากลาออกจากราชการคุณจิมจึงได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวร และได้เริ่มรู้จักกับอุตสาหกรรมการทอผ้าไหมด้วยมือ อุตสาหกรรมครัวเรือนที่ถูกเพิกเฉยมานาน ซึ่งเมื่อคุณจิมได้เห็นการทอผ้าไหมด้วยมือนี้เป็นครั้งแรกก็รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก และเริ่มอุทิศตัวเองเพื่อที่จะฟื้นฟูศิลปะหัตกรรมนี้ โดยคุณจิมได้ทำการซื้อที่ดินประมาณ 1 ไร่ เพื่อปลูกบ้านเรือนไทยริมคลองแสนแสบ บริเวณซอยเกษมสันต์ 2 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนขาวแขกจามที่มีฝีมือในการทอผ้าไหมด้วยมือ หลังจากนั้นคุณจิมก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการพัฒนาการทอ, การใช้สี และการปรับปรุงลวดลายของการทอผ้าไหม จนทำให้ผ้าไหมไทยประสบความสำเร็จในระดับโลก
โดยบ้านเรือนไทยที่คุณจิมได้สร้างขึ้นมานั้นจะประกอบจากเรือนไม้สักทั้งหมด 6 หลัง แต่ละหลังมีความสวยงามมากตามสถาปัตยกรรมไทย และแต่ละหลังมีอายุไม่น้อยกว่า 200 ปี โดยคุณจิมได้นำเรือนไทยจำนวน 4 หลังมาจากจังหวัดอยุธยา และอีก 2 หลังมาจากชุมชนบ้านครัวเหนือ กรุงเทพมหานคร จากนั้นก็ได้นำทั้งเรือนไทยทั้ง 6 หลังมาประกอบกันโดยมีการผสมผสานทั้งความเป็นไทยแบบดั้งเดิมและการประยุกต์เอาแนวคิดใหม่ๆ ผสมผสานลงไปเพื่อให้สะดวกในการใช้งานและมีความสวยงามมากขึ้น โดยในแต่ละกระบวนการทางคุณจิมได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมศาสนาทั้งหมด จนกระทั่งคุณจิมได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเรือนไทยหลังนี้ตามฤกษ์งามยามดีทางโหราศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2502 ครับ
หลังจากที่บ้านเรือนไทยหลังนี้สร้างเสร็จได้ไม่นาน ชื่อเสียงของบ้านหลังนี้ก็ได้รับการพูดถึงไปทั่วทั้งในด้านความสวยงาม และการสะสมของศิลปะต่างๆ ของคุณจิม จนในที่สุดคุณจิมก็ได้เปิดบ้านหลังนี้ให้สาธารณชนเข้าชมโดยนำเงินที่ได้ไปบริจาคให้การกุศลรวมไปถึงโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาวัฒนธรรมของประเทศไทย
โดยตลอดเวลาที่คุณจิมได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ คุณจิมมักจะใช้เวลาในช่วงเช้าๆ ข้ามคลองแสนแสบไปยังชุมชนบ้านครัวเหนือเพื่อควบคุมและพูดคุยถึงกระบวนการย้อมสีไหม, การทอผ้าไหมด้วยมือให้ได้สีและลวดลายตามที่ต้องการ รวมไปถึงการเดินทางไปยังชุมชนมัสยิดฮารูณ เขตบางรัก เพื่อให้ผู้คนแถวนั้นนำผ้าไหมที่ได้แปรรูปเป็นเนคไท และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก
ซึ่งจากความทุ่มเท ความตั้งใจจริงของคุณจิมที่ต้องการผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก รวมไปถึงฝีมือในการย้อมสีไหม, การทอผ้าไหม และการตัดเย็บแปรรูปต่างๆ ของชาวบ้านที่คุณจิมได้ไปคลุกคลีด้วย ทำให้เวลาเพียงไม่นานผ้าไหมจิม ทอมป์สันก็กลายเป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดโลก มียอดสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก และชาวบ้านในชุมชนบ้านครัวเหนือกับชุมชนมัสยิดฮารูณต้องเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมอีกหลายเท่าตัว
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2510 คุณจิมได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ป่าบริเวณคาเมอรอน ไฮแลนด์ ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย คุณจิมก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย จน 7 ปีต่อมาทางการประเทศไทยได้ประกาศให้คุณจิมเป็นบุคคลหายสาบสูญและติดต่อให้หลานชายของคุณจิมมารับมรดก ซึ่งหลานชายของคุณจิมก็ได้เข้ามาสืบสานเจตนารมณ์ของคุณจิม โดยการจัดตั้งเป็นมูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิ้ลยู ทอมป์สัน ในปี พ.ศ. 2518 และเปิดบ้านของคุณจิมให้บุคคลภายนอกเข้าชมอีกครั้งในปี พ.ศ. 2519 จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
และจากประวัติคร่าวๆ ที่ผมเล่ามาให้ทุกคนฟังนี้ ก็จะเห็นได้เลยว่าคุณจิม ทอมป์สัน เป็นชาวต่างชาติอีกหนึ่งคนที่รักความเป็นไทยมาก และได้ช่วยประชาสัมพันธ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะความงามของผ้าไหมไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สันแห่งนี้จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนกันมามากมายในทุกๆ วัน โดยในการเข้าชมที่นี่จะมีค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อคน และจะมีการแบ่งการชมออกเป็นรอบ รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง โดยในการเดินแต่ละรอบจะมีเจ้าหน้าที่ของทางพิพิธภัณฑ์นำชม และจะมีการแบ่งรอบออกเป็นภาษาไทยและภาษาต่างๆ ใครที่พาเพื่อนชาวต่างชาติไปด้วยก็สามารถสอบถามเวลาของรอบภาษาที่ตัวเองต้องการได้ที่เจ้าหน้าที่ที่จุดจำหน่ายตั๋วได้เลยครับ
หมายเหตุ : พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 18.00 น.
สำหรับการเข้าชมบ้านของคุณจิม ทอมป์สัน เราจะต้องถอดรองเท้าและฝากกระเป๋าไว้ที่บริเวณทางเข้าก่อนนะครับ (สามารถฝากได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) และนอกจากนี้เราจะไม่สามารถถ่ายภาพภายในบ้านได้ โดยเราจะสามารถถ่ายภาพได้เฉพาะบริเวณโถงชั้นล่างและทางเดินรอบๆ เท่านั้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่นำชมจะเป็นผู้บอกเราเองว่าจุดไหนที่เราจะสามารถถ่ายภาพได้บ้างครับ
โดยตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงในการเดินชมบ้าน ทางเจ้าหน้าที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณจิม ทอมป์สัน, รายละเอียดของห้องต่างๆ, ของสะสมด้านศิลปะภายในบ้าน รวมไปถึงความสามารถในด้านศิลปะของท่าน โดยเฉพาะเรื่องราวของท่านกับผ้าไหมไทยให้เราฟังมากมาย ซึ่งผมเองจะไม่ขอลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์จนเกินไป แต่ผมบอกได้เลยว่าสนุกและได้ความรู้มากๆ ใครที่ชอบบ้านเรือนไทย ชอบดูของเก่าๆ ควรต้องมาที่นี่เลย ของบางอย่างมีอายุมากกว่า 1,400 อีก และของบางอย่างก็เก๋และคลาสิคมากๆ เช่น กาไวน์ที่ไม่มีฝาด้านบนและต้องใส่ไวน์จากด้านล่าง, ประตูโรงรับจำนำ, พระแผง, บ้านหนู, รูปจำลองของภาพวาดคณะทูตไทยชุดแรกที่เดินทางไปยังฝรั่งเศส (เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน), ออกหลวงกัลยาราชไมตรี และออกขุนศรีวิศาลวาจา) หรือแม้กระทั่งโคมไฟที่เกิดจากการเอากลองมาวางกลับด้าน!!
หลังจากที่เจ้าหน้าที่พาเราชมความงามของบ้านและรับรู้เรื่องราวที่สำคัญของคุณจิม ทอมป์สันจบแล้ว ก่อนที่เราจะออกจากเขตของพิพิธภัณฑ์ ผมอยากให้ทุกคนเผื่อเวลาไว้อย่างน้อยซักครึ่งชั่วโมงเพื่อเดินดูความสวยงามของบริเวณรอบๆ ก่อนนะครับ เพราะที่นี่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้เราดูอีกมาก โดยจุดที่ผมไม่อยากให้พลาดชมก็คือบริเวณเรือนไทยด้านหน้าสุดที่นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหมสวยๆ ให้เราชมและเลือกซื้อหาแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ยังได้นำอุปกรณ์อย่างรังไหม, ไหมสีต่างๆ มาให้เราชมอีกด้วย โดยในบางช่วงเวลาก็จะมีพนักงานมาทำการสาวไหมหรือทอผ้าให้เราดูด้วยนะครับ
และหากใครเหนื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำหรืออยากจะหาของอร่อยๆ ทาน ที่บริเวณนี้ก็ยังมีร้านอาหารให้บริการอีกด้วยครับ โดยเค้าจะมีบริการทั้งในส่วนห้องกระจกที่ติดแอร์และส่วนของใต้ถุนเรือนไทยที่เป็น open air ซึ่งตัวผมเองค่อนข้างที่จะชอบบรรยากาศในส่วนที่เป็น open air มากครับ เพราะมันเป็นมุมที่เราจะได้อยู่ใกล้ชิดสวนสวยๆ ได้เห็นบ่อปลา แล้วก็ได้สัมผัสกับลมธรรมชาติเย็นๆ แบบที่ทำให้เราลืมนึกไปเลยว่าเรากำลังอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ อยู่
ใครที่มีโอกาสได้ไปที่นี่และชอบบรรยากาศแบบนี้ ก็อย่าลืมแวะไปใช้บริการนะครับ
เอาล่ะ หลังจากที่ผมได้พาทุกคนไปรู้จักกับบ้านจิม ทอมป์สัน บ้านของคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลกมาแล้ว คราวนี้ผมกับ Local Alike จะพาทุกคนไปรู้จักกับชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนชาวแขกจามใจกลางกรุงเทพฯ ชุมชนที่ในอดีตคุณจิม ทอมป์สัน ได้ข้ามคลองแสนแสบมาหาทุกเช้า ชุมชนที่ผลิตผ้าไหมทอมือส่งให้จิม ทอมป์สันส่งออกไปขายทั่วโลก และชุมชนที่ครั้งนึงเคยได้มีโอกาสถวายงานรับใช้พระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงษาณุวงศ์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงช่วงรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดยประวัติคร่าวๆ ของชาวจามหรือแขกจามก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในตระกูลมาลาโย-โพลินีเชียน เคยมีอาณาจักรเป็นของตัวเองชื่อว่าอาณาจักรจามปา โดยอาณาจักรนี้ตั้งอยู่ระหว่างญวนกับเขมรและมีความเจริญรุ่งเรืองมากในช่วง 500 – 1,800 ปีก่อน ชาวจามส่วนใหญ่มีความสามารถในด้านการรบ, การเดินเรือ และการค้าขาย รวมถึงมีสินค้าที่เด่นๆ ที่คนในสมัยก่อนรู้จักคือผ้าทอ, ไม้หอม และเครื่องปั้นดินเผา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และสื่อสารกันด้วยภาษาในตระกูลเดียวกับภาษามลายู โดยชามจามหรือแขกจามกลุ่มแรกๆ ได้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นกรุงศรีอยุธยาและได้มาอาศัยอยู่ที่เมืองชุมพร จนกระทั่งอาณาจักรอยุธยาได้เริ่มมีการขยายอาณาเขตมาทางใต้มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เมืองชุมพรและเมืองทางใต้ทั้งหลายได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรอยุธยา และด้วยความสามารถทางการรบ, การเดินเรือ และการค้าขายของแขกจามที่เป็นที่น่าประทับใจ ทำให้แขกจามได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือกรุงศรีอยุธยาในด้านต่างๆ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่พระบาทสมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงให้แขกจามช่วยรบในสงคราม ๙ ทัพ และด้วยความดีความชอบในการช่วยรบในครั้งนั้น พระองค์ท่านจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินผืนหนึ่งบริเวณริมคลองมหานาคและคลองแสนแสบนอกเขตพระนคร เพื่อให้แขกจามทำมาหากินอยู่รวมกัน ซึ่งชุมชนดังกล่าวนั่นก็คือชุมชนบ้านครัว เขตปทุมวัน ที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านของจิม ทอมป์สันในปัจจุบันนั่นเองครับ
สำหรับภาพนี้เป็นภาพของแขกจามในสมัยช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ครับ โดยว่ากันว่าฝีมือการทอผ้าไหมด้วยมือของแขกจามนั้นเป็นที่เลื่องลือมาก จนทำให้แขกจามในชุมชนบ้านครัวเหนือได้มีโอกาสถวายงานให้แก่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ ด้วยครับ
โดยในอดีตนั้นคุณจิม ทอมป์สัน จะนั่งเรือจากท่าที่อยู่ภายในบ้านเพื่อข้ามคลองไปยังชุมชนบ้านครัวเหนือทุกเช้าเพื่อพูดคุยและดูคุณภาพการผลิตของผ้าไหม โดยในสมัยนั้นชุมชนบ้านครัวเหนือจะเป็นชุมชนที่ประกอบไปด้วยบ้านเรือนไทยซะเป็นส่วนใหญ่ และจะมีอยู่ทั้งหมด 8 ตระกูลในชุมชนที่คอยทำผ้าไหมส่งให้กับคุณจิม ซึ่งด้วยความสนิทสนมจากการพูดคุยกันมาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับเกิดการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ทำให้เมื่อชาวชุมชนบ้านครัวเหนือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ้านจากบ้านเรือนไทยในสมัยอดีตเป็นบ้านที่ก่ออิฐถือปูน คุณจิมจึงได้ทำการขอซื้อบ้านเรือนไทยในชุมชนแห่งนี้ 2 หลังเพื่อไปปลูกเป็นบ้านของตัวเองในอีกฝั่งคลอง โดยหนึ่งในทายาทของบ้านสองหลังนั้นก็คือคุณลุงอี๊บที่ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกันในวันนี้นี่ล่ะครับ
และเนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้ท่าน้ำที่อยู่ในบ้านของคุณจิมไม่ได้มีการเปิดใช้งานแล้ว ดังนั้นเส้นทางในการเดินทางจากบ้านคุณจิมไปยังชุมชนบ้านครัวเหนือก็เลยต้องใช้การเดินข้ามสะพานคลองแสนแสบไปแทน ซึ่งเส้นทางการเดินนั้นก็สะดวกสบายดี ใช้เวลาในการเดินประมาณ 5 นาทีก็ถึง โดยในระหว่างการเดินไปนั้นเราก็จะได้เห็นชีวิตของผู้คนริมคลองแสนแสบที่โดยปกติเราไม่ค่อยจะได้มีโอกาสเห็นซักเท่าไหร่ด้วยครับ
พอเราเดินข้ามสะพานคลองแสนแสบเรียบร้อยก็ให้เราเลี้ยวซ้ายและเดินตามทางไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็จะเห็นป้ายบอกทางของบ้านลุงอู๊ดและลุงอี๊บ (นิพนธ์ มนูทัศน์) อย่างชัดเจนครับ เมื่อเราเห็นป้ายก็ให้เราเดินเลี้ยวขวาเข้าซอยไปเลย โดยสองบ้านนี้คือสองบ้านสุดท้ายในชุมชนนี้ที่ยังคงทำการย้อมสีผ้าไหมและทอผ้าไหมด้วยมืออยู่ครับ ส่วนบ้านอื่นๆ ในชุมชนได้มีการเปลี่ยนแปลงไปทำธุรกิจอย่างอื่นกันหมดแล้ว T___T
โดยบ้านหลังแรกที่เราจะเห็นเมื่อเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยนั่นก็คือบ้านของลุงอู๊ด โดยลุงอู๊ดนั้นแม้จะไม่ได้เป็นแขกจามแต่ก็ได้อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านครัวเหนือมานานกว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งด้วยความที่คุณลุงอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ทำให้คุณลุงได้คลุกคลีและเรียนรู้กระบวนการย้อมไหม, การทอผ้าไหมตั้งแต่ลุงยังเด็กๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการย้อมไหมและทอผ้าไหมด้วยมือมาก โดยในปัจจุบันนี้ที่บ้านของคุณลุงอู๊ดจะเน้นที่การย้อมสีไหมเป็นหลักเท่านั้น ส่วนกระบวนการทอผ้าไหมนั้นคุณลุงได้เลิกทอมาซักพักแล้วเนื่องจากขาดแคลนแรงงานฝีมือที่จะมาช่วยทำในส่วนนี้
ผมกับ Local Alike และเพื่อนๆ อีก 5-6 คนได้ใช้เวลาพูดคุยอยู่ที่บ้านลุงอู๊ดประมาณ 30 นาที ซึ่งคุณลุงเองก็เล่าให้ผมกับเพื่อนๆ ฟังว่าในอดีตชุมชนแถวนี้คึกคักมาก หลายๆ บ้านต่างก็ยึดอาชีพการย้อมไหมและการทอผ้าไหมด้วยมือเป็นอาชีพหลัก โดยเฉพาะในช่วงสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีถือเป็นช่วงที่ผ้าไหมชุมชนบ้านครัวเหนือขายดีมากๆ คุณลุงต้องย้อมไหมมากกว่าวันละ 100 ไจ ต้องย้อมตลอดวันตลอดคืนและต้องหาคนมาช่วยย้อมมากมาย ส่วนในกระบวนการของการทอผ้าไหมนั้นก็มีลูกค้าเดินมาเลือกซื้อและจับจองที่หน้ากี่ ตั้งแต่ยังทอผ้าไหมผืนนั้นยังไม่เสร็จเลย เรียกว่าเป็นช่วงยุคทองของผ้าไหมชุมชนบ้านครัวเหนือจริงๆ ผิดกับในปัจจุบันนี้นี้ที่ปริมาณการย้อมและการซื้อขายตกลงไปจากในอดีตมาก ทำให้เหลือครอบครัวที่ทำธุรกิจนี้เพียงแค่ 2 ครอบครัวเท่านั้น ส่วนปริมาณการย้อมไหมของคุณลุงอู๊ดก็ลดน้อยลงมาก จากที่เคยสูงสุดย้อมทุกวัน วันละ 100 ไจ แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงย้อมอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละไม่ถึง 10 ไจเท่านั้น
โดยในระหว่างที่ลุงอู๊ดได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผมกับเพื่อนๆ ฟังนั้น คุณลุงเองก็ได้สาธิตวิธีการย้อมไหมให้ผมดูด้วย โดยเริ่มตั้งแต่การเปิดสมุดตำราสีว่าไหมสีอะไรต้องใช้สัดส่วนสีเท่าไหร่, การต้มน้ำ, การผสมสี, การนำไหมลงไปย้อม, การนำไปล้างน้ำ, การลงกาว จนไปถึงการปั่นให้แห้งและการคลายไหมเพื่อให้สะดวกต่อการนำไปถักทอต่อไป ซึ่งจากที่ผมได้สังเกตดูต้องบอกว่าแต่ละกระบวนการนั้นมันเป็นอะไรที่ยากมากๆ ต้องใช้ความรู้ ใช้ประสบการณ์ และใช้พลังงานในการทำสุดๆ หลายๆ อย่างที่เราเห็นว่าคุณลุงอายุ 70 กว่าปีทำได้สบายๆ นั้น ผมบอกเลยว่าถ้าให้คนหนุ่มๆ ร่างกายแข็งแรงไปทำ บางทีอาจจะยังทำแบบคุณลุงไม่ได้เลยครับ พวกผมลองพิสูจน์กันมาแล้ว T________T
หมายเหตุ : ที่ชุมชนบ้านครัวเหนือจะไม่ได้มีการเลี้ยงไหมเองนะครับ เค้าจะใช้การซื้อไหมมาจากที่อื่นแล้วมาทำการย้อมสีเอง หรือไม่ก็ซื้อไหมที่ย้อมสำเร็จแล้วมาทอครับ
หลังจากที่เรารู้จักกระบวนการย้อมสีไหมแล้ว คราวนี้ผมจะพาทุกคนเดินต่อไปยังบ้านของลุงอี๊บที่อยู่ข้างๆ กัน โดยบ้านของลุงอี๊บนั้นจะเป็นบ้านเดียวในชุมชนบ้านครัวเหนือ ณ ตอนนี้ ที่ยังคงทอผ้าไหมด้วยมืออยู่ และลุงอี๊บคนนี้นี่แหละครับที่ครั้งนึงเคยเป็นเจ้าของบ้านเรือนไทยหลังนึงที่อยู่ในบ้านของคุณจิม ทอมป์สันในปัจจุบันนี้
ภายในบ้านของลุงอี๊บเต็มไปด้วยภาพในสมัยอดีต, กี่ทอผ้าไหม, ไหมสีต่างๆ รวมไปถึงผ้าไหมที่สวยงามมากมาย โดยเฉพาะผ้าไหมเกล็ดเต่าและผ้าไหมเหลืองสิรินธร โดยผ้าไหมเหลืองสิรินธรนั้นเป็นผ้าไหมที่ลุงอี๊บคิดค้นขึ้นมาเอง เป็นผ้าไหมที่ผลิตมาจากไหมพันธุ์ดอกบัว ซึ่งเป็นไหมที่เกิดจากการผสมกันระหว่างไหมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้นำมาจากเมืองจีน และโปรดฯ ให้ศูนย์หม่อนไหมที่จังหวัดอุบลราชธานีนำมาผสมกับพันธุ์ไทย โดยทางลุงอี๊บได้นำไหมชนิดนี้มาผ่านกระบวนการผลิตแบบพิเศษจนทำให้ไหมมีความนิ่ม และมีความบางเหมือนผ้าแก้ว รวมทั้งมีสีเหลืองตามธรรมชาติที่สวยงามมาก นอกจากนี้ทางลุงอี๊บยังได้นำผ้าไหมชนิดนี้ไปคุยกับทางกรมหม่อนไหมเพื่อขอถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งขอพระราชทานชื่อ ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน พระองค์ท่านก็ได้มีหนังสือตอบรับกลับมา อันนำมาซึ่งความปลื้มปิติแก่ลุงอี๊บและครอบครัวเป็นอย่างมาก
โดยตลอดระยะเวลาที่ผมกับเพื่อนๆ ได้อยู่ในบ้านของลุงอี๊บ พวกเราได้รับฟังเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ประวัติของชาวแขกจามในเมืองไทยที่มีทักษะด้านการรบ, การค้า, การทอผ้า จนมาถึงการได้รับพระราชทานที่ดินชุมชนบ้านครัวแห่งนี้ รวมไปถึงเรื่องการของการทอผ้าในสมัยอดีตที่ชาวแขกจามส่วนใหญ่จะเน้นการทอผ้าขาวม้า, ผ้าโสร่งเป็นหลัก จนกระทั่งคุณจิม ทอมป์สันได้เข้ามาที่ชุมชนแห่งนี้และเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทอผ้าใหม่ เพิ่มลวดลาย สีสัน และลูกเล่นต่างๆ ลงไปจนทำให้เกิดบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด และการส่งผ้าไหมไทยแบรนด์ Jim Thompson ออกไปทั่วโลกจนมีชื่อเสียงโด่งดังจนถึงทุกวันนี้
ลุงอี๊บได้เล่าให้ผมฟังว่าในช่วงที่ทางชุมชนบ้านครัวเหนือได้ผลิตผ้าไหมส่งให้กับทางจิม ทอมป์สันนั้น แต่ละตระกูลต่างก็มีรายได้ต่อเดือนเป็นแสนๆ บาท รวมทั้งมีกี่ทอผ้าอยู่ในบ้านเป็นจำนวนมาก อย่างบ้านของลุงอี๊บเองก็เคยมีกี่ทอมากถึง 70 กี่ แต่ต่อมาหลังจากที่คุณจิม ทอมป์สันได้หายตัวไป ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่างขึ้น จนทำให้ปัจจุบันนี้ลุงอี๊บมีกี่ทอผ้าภายในบ้านเหลือไม่ถึง 10 กี่เท่านั้น
โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็คือการที่บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ได้เริ่มมีการก่อสร้างโรงงานทอผ้าด้วยมือเองที่อำเภอปักธงชัย ซึ่งในช่วงแรกนั้นโรงงานแห่งนี้มีกี่ทอมือเพียงประมาณ 20 กี่เท่านั้น แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการขยับขยายจนมีกี่ทอมือมากกว่า 1,000 กี่ และกลายเป็นโรงงานทอผ้าไหมด้วยมือที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงในปี พ.ศ. 2539 บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ก็ได้มีการสั่งซื้อเครื่องทอที่มีการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวชุมชนบ้านครัวเหนือต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานของตัวเอง จากการผลิตส่งให้ผู้อื่นจัดจำหน่ายก็กลายเป็นการผลิตผ้าไหมในแบรนด์ของตัวเองออกมาและทำการส่งขายไปยังที่อื่นๆ ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็หันประกอบอาชีพอื่นๆ แทน
ซึ่งภายหลังจากที่ลุงอี๊บได้เล่าเรื่องราวต่างๆ จบลง ลุงอี๊บก็ได้พาผมกับเพื่อนๆ ไปดูกระบวนการทอผ้าไหมด้วยมือ รวมถึงพูดคุยกับช่างทออย่างใกล้ชิด และที่พิเศษสุดๆ ก็คือ ทางลุงอี๊บได้ให้เราทดลองทอผ้าไหมด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นอะไรที่สนุกสนานและสร้างความอลหม่านเป็นอย่างมาก และนี่ถือเป็นอีกช่วงเวลานึงของวันนั้นที่ผมกับเพื่อนๆ ประทับใจมากๆ เลยครับ
หลังจากที่พวกเราสร้างความวุ่นวายกันยกใหญ่ในบ้านของลุงอี๊บ พวกเราก็ตัดสินใจเดินทางต่อไปยังชุมชนมัสยิดฮารูณ เขตบางรัก ชุมชนที่ครั้งนึงในอดีตเคยเป็นสถานที่ตัดเนคไทเป็นที่แรกของประเทศไทย และเป็นชุมชนที่ตัดเนคไทให้กับจิม ทอมป์สันส่งไปจำหน่ายทั่วโลก โดยพาหนะในการเดินทางครั้งนี้ของเราก็คือรถตุ๊กตุ๊กสุดเฟี้ยวนั่นเองครับ ><
พวกเราใช้เวลานั่งตุ๊กตุ๊กได้ประมาณ 20 นาทีก็มาถึงชุมชนมัสยิดฮารูณ แต่ด้วยความที่ช่วงเวลาที่พวกเราไปถึงนั้นก็เป็นเวลาเกือบ 13.00 น. แล้ว ดังนั้นพวกเราก็เลยแวะรับประทานอาหารกลางวันกันก่อน โดยร้านที่พวกเราเลือกฝากท้องในวันนั้นคือร้าน Home Cuisine Islamic Restaurant ร้านอาหารอิสลามที่มีชื่อเสียงมากในละแวกนั้นครับ
ใครที่ชื่นชอบการทานอาหารอิสลามและได้มีโอกาสผ่านไปแถวนั้นก็ลองแวะไปทานดูนะครับ อาหารหลายๆ อย่างรสชาติดีเลย ^^
เมื่อพวกเรารับประทานอาหารกันจนอิ่มเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินลัดเลาะผ่านซอยที่อยู่ข้างๆ ร้าน Home Cuisine Islamic Restaurant เพื่อเข้าไปในชุมชนมัสยิดฮารูณ โดยมีเป้าหมายในการเดินทางอยู่ที่บ้านเลขที่ 29/1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน IMMAS ร้านที่ว่ากันว่าเป็นร้านแรกในประเทศไทยที่ทำการตัดเนคไทผ้าไหมด้วยมือ และคนที่สั่งออเดอร์ในการตัดในครั้งนั้นก็คือคุณจิม ทอมป์สัน นั่นเอง
โดยในสมัยก่อนนั้นคุณจิม ทอมป์สันได้พยายามค้นหาคนที่จะช่วยแปรรูปผ้าไหมที่ทอได้ออกเป็นของต่างๆ ซึ่งหนึ่งในของที่คุณจิม ทอมป์สันต้องการมากและตลาดโลกต่างก็ให้ความสนใจนั่นก็คือเนคไท แต่ด้วยความที่ประเทศไทยในตอนนั้นแทบไม่มีใครที่รู้จักหรือใช้เนคไทกันเลย ดังนั้นคุณจิม ทอมป์สันก็เลยต้องใช้เวลาในการหาคนที่มีความเข้าใจเรื่องแบบ รวมทั้งมีฝีมือในการตัดเย็บงานให้เหมาะสมอยู่เป็นเวลานานมาก จนกระทั่งได้มาพบกับคุณการันต์ เรสลี (คุณพ่อของคุณอิม เจ้าของร้าน IMMAS ในปัจจุบัน) และได้เริ่มพูดคุยกันจนในที่สุดก็เกิดเป็นเนคไทเส้นแรกขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นานชุมชนบ้านฮารูณก็ได้มีการรวมตัวผู้ที่มีฝีมือในการตัดเย็บกว่า 30 คน เพื่อมาร่วมทำงานร่วมกัน โดยมีกำลังการผลิตเนคไทผ้าไหมส่งให้กับทางจิม ทอมป์สันในตอนนั้นเดือนละเกือบ 10,000 เส้น!!!
ภาพด้านล่างนี้คือภาพของคุณลุงการันต์ เรสลี ซึ่งเป็นคนที่ตัดเนคไทเส้นแรกตามที่คุณจิม ทอมป์สันต้องการ โดยในปัจจุบันนี้คุณลุงอายุเกือบ 80 ปีแล้วแต่ก็ยังแข็งแรงอยู่มาก ความทรงจำต่างๆ ถือว่าดีสุดๆ เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน ที่สำคัญคุณลุงยังกระฉับกระเฉงและยังสามารถตัดเนคไทด้วยมือให้ผมกับเพื่อนๆ ดูได้อย่างสบายๆ อีกด้วย
สำหรับกระบวนการทำเนคไทด้วยมือนั้นเท่าที่ผมได้ฟังมาก็จะมีอยู่ 3-4 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การวางแบบและตัดผ้าเป็นรูปร่างที่ต้องการ, การประกบขึ้นรูป, การเย็บขอบต่างๆ และปิดท้ายด้วยการนำชิ้นส่วนทั้งหมดมาประกอบกันจนกลายเป็นเนคไทที่มีความสวยงาม ซึ่งจากที่ผมได้ลองดูคุณลุงและคุณป้าทั้งหลายทำเนคไทกว่า 10 เส้น ผมก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าความสามารถของแต่ละท่านนั้นล้นเหลือจริงๆ เพราะแม้อายุอานามของแต่ละคนจะไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่ความคล่องแคล่ว ความแม่นยำ ความละเอียด และความเร็วในการทำงานในแต่ละขั้นตอนนั้นยังคงเฉียบคมอยู่เลยครับ
เมื่อผมกับเพื่อนๆ ได้ดูกระบวนการทำเนคไทด้วยมือของคุณลุงจนจบกระบวนการแล้ว ผมกับเพื่อนๆ ก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณอิม ซึ่งเป็นทายาทของคุณลุงการันต์ และก็พบว่าปัจจุบันนี้ทางชุมชนบ้านฮารูณไม่ได้ทำการผลิตเนคไทส่งให้กับทางจิม ทอมป์สันแล้ว โดยในปัจจุบันนี้คุณอิมได้ทำธุรกิจของตัวเองในชื่อแบรนด์ว่า IMMAS โดยเป็นแบรนด์ที่นำเอาผ้าไหมและผ้าไทยต่างๆ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม โดยมีจุดเด่นของสินค้าอยู่ที่ความสวยงาม ความพิถีพิถัน และการคงความเป็นเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของผ้าไทยไว้ ซึ่งของหลายๆ อย่างนั้นทางคุณอิมเป็นผู้ออกแบบเอง และมีโรงงานการผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ
ใครที่สนใจผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ลองแวะเวียนไปดูใน website ของ IMMAS Design ตามลิงก์นี้ได้เลยนะครับ http://immas.net/ ผมว่าของหลายๆ ชิ้นเค้าสวยดี ^^
และทั้งหมดนี้ก็คือการเดินทางตามรอยผ้าไหมทอมือในกรุงเทพของผมกับ Local Alike มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกตื่นเต้น แปลกตา แปลกใจ และได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ใครจะไปคิดมาก่อนล่ะครับว่าภายในกรุงเทพอันแสนจะวุ่นวายแบบนี้กลับมีกลุ่มชุมชนที่ทอผ้าไหมด้วยมือ รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานฝีมืออันประณีตแบบนี้แอบซ่อนอยู่ มันเป็นหนึ่งวันที่ผมรู้สึกว่ามีค่ามากๆ และบอกเลยว่าผมตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ออกเดินทางไปตามรอยผ้าไหมในวันนั้น
สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ Local Alike และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานครมากๆ ที่ให้โอกาสผมกับเพื่อนๆ ได้ไปเรียนรู้ ได้ไปเปิดหูเปิดตา ได้ไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ และได้กลับมาเขียนเรื่องราวเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ หากใครที่สนใจเรื่องราวเหล่านี้และอยากจะตามรอยผมกับเพื่อนๆ ก็ลองติดต่อกับทาง Local Alike ดูนะครับว่าเค้าจะมีโปรแกรมออกเดินทางแบบนี้ในวันไหนอีกบ้าง แต่หากช่วงวันเวลาต่างๆ ไม่ลงตัวกัน ก็ลองก้าวเท้าออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเองเลยก็ได้ครับ
.
.
.
.
ทุกอย่างนั้นไม่ยาก หากเรากล้าที่จะก้าวเดินครับ!!
Fanpage : Local Alike
อ่านรีวิว สัมผัสชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บ้านหล่อโย จ.เชียงราย คลิกที่นี่
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like