Food Review

[SR] Soupper Pot : ร้านชาบู 9 น้ำซุป ที่จะทำให้ชีวิตของคุณไม่จำเจ

posted by ภรรยาหา สามีใช้ June 18, 2018 0 comments
เมื่อเอ่ยถึงอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารประเภทชาบูมักจะถูกหลายๆ คนนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ เพราะด้วยความที่อาหารประเภทนี้ใช้การต้มเพื่อทำให้สุกรวมทั้งยังมีผักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ นั่นก็เลยทำให้อาหารประเภทนี้กลายเป็นหนึ่งในประเภทอาหารที่อิ่ม อร่อย และได้สุขภาพที่ดีครับ
แต่เชื่อมั้ยครับ หลายๆ ครั้งที่เราชวนเพื่อนหรือคนรอบตัวทานชาบู มักจะมีอยู่ 2 คำตอบที่เราได้ยินกลับมานั่นก็คือ “ไม่อยากกินบุฟเฟ่ต์” กับ “เบื่อ” เพราะปัจจุบันนี้มีร้านชาบูบุฟเฟ่ต์ที่เปิดให้บริการกันมากมาย และหลายๆ ร้านก็มีความคล้ายคลึงกันซะเหลือเกิน
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกคนรู้สึกเบื่อ รู้สึกซ้ำซากจำเจ วันนี้ผม นาย “ภรรยาหา สามีใช้” ก็เลยจะพาทุกคนไปรู้จักกับร้าน Soupper Pot (ซุปเปอร์ พอท) ร้านชาบูพรีเมี่ยมที่เปิดให้บริการแบบ A la carte และมีจุดเด่นที่ทำให้หลายๆ คนต้องขยี้ตาดูและตั้งใจฟังชัดๆ อีกครั้งอย่าง การมีน้ำซุปและน้ำซอสให้เลือกทานถึง 18 ชนิด!!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ร้าน Soupper Pot เป็นร้านชาบูพรีเมี่ยมที่อยู่ในเครือเดียวกันกับ Hot Pot และ Daidomon โดยปัจจุบันนี้ (วันที่ 16 มิถุนายน 2561) ร้าน Soupper Pot มีบริการเฉพาะเมนู A la carte และมีเพียงสาขาเดียวเท่านั้นคือที่ชั้น 4 โซนเอเทรียมของห้าง Seacon Square ศรีนครินทร์ครับ
นี่เป็นหน้าตาของร้านครับ ใหญ่โตใช้ได้เลย ใครที่ไปโซนเอเทรียมของ Seacon Square ศรีนครินทร์ ถูก ก็น่าจะหาร้านเจอได้ไม่ยาก แต่ถ้าใครไม่รู้จักโซนเอเทรียมว่าอยู่ตรงไหนก็สามารถสอบถามพนักงานของห้างได้เลยครับ เพราะผมก็ไปถามมาเหมือนกัน นานๆ ไปห้างนี้ทีเลยไม่ค่อยรู้จักทางเท่าไหร่ ><
ส่วนนี่เป็นบรรยากาศภายในร้านครับ ผมว่าเค้าจัดและตกแต่งออกมาได้ดีเลย ดูสวย โปร่ง สบายตา โดยทางร้านเลือกใช้โทนสีอ่อนเป็นหลัก และมีการใช้ของตกแต่งรวมถึงภาพวาดที่มีสีสันสดใสเข้ามาผสมผสาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูสบายตา แต่ไม่จืดชืด
ในเรื่องจำนวนที่นั่งภายในร้านนั้น เท่าๆ ที่ผมลองกะประมาณด้วยสายตาดูก็น่าจะสามารถรองรับคนได้ 150-160 คนได้อย่างสบายๆ ครับ ถือว่าเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่พอดูเลย
นอกจากนี้ภายในร้าน Soupper Pot แห่งนี้ ยังมีโซนเด็กเล่น (Kids Corner) แบบในภาพนี้ด้วยนะครับ ดูแล้วน่าสนุกดี โดยขนาดของโซนที่ทางร้านได้กันพื้นที่ไว้ก็น่าจะสามารถรองรับเด็กได้ประมาณ 7-8 คนพร้อมกันครับ
อ้อ ในเรื่องของเตาของที่นี่ เค้าจะใช้เป็นเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction) แบบฝังลงไปในโต๊ะเลยนะครับ
เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูเมนูของร้านกันดีกว่า หลักๆ เมนูของทางร้าน Soupper Pot จะแบ่งอาหารออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 : ชาบู
ประเภทที่ 2 : ซูชิและซาชิมิ
ประเภทที่ 3 : เครื่องดื่มและของหวาน
โดยอาหารประเภทชาบูนั้นจะมีทั้งแบบที่จัดเซ็ตไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงการสั่งเป็นอย่างๆ ตามใจชอบของเรา ซึ่งจากที่ผมได้ลองดูเมนูของเค้าก็พบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่างเลยครับ ทั้งการจัดเป็นเซ็ตพรีเมี่ยมที่มีการรวมหมู เนื้อ ซีฟู้ด เอาไว้ด้วยกัน, การจัดแยกเซ็ตเป็นเซ็ตหมู เซ็ตเนื้อ เซ็ตซีฟู้ด โดยมีทั้งแบบพรีเมี่ยมและแบบธรรมดา, การมีให้เลือกสั่งเป็นเซ็ตใหญ่หรือเซ็ตเล็กตามจำนวนคนของเรา รวมไปถึงการมี Value Set ที่จะมีเมนูพิเศษอย่างข้าวตุ๋นและไอศกรีมมาในเซ็ตด้วย
หมายเหตุ : ราคาอาหารในเมนูจะยังไม่รวม Vat 7% และในแต่ละรายการอาหารที่เป็นประเภทเซ็ตจะมีการบอกรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าในเซ็ตจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ภาพนี้เป็นเมนูในส่วนของการสั่งแยกเป็นรายการครับ ใครที่อยากทานอะไรเป็นพิเศษก็สามารถสั่งมาเพิ่มได้เลย โดยเค้าจะมีเนื้อเกรดพิเศษ เช่น เนื้อวัววากิว, เนื้อออสเตรเลีย ให้เราสั่งด้วย
ส่วนภาพด้านล่างนี้จะเป็นอาหารประเภทซูชิ, ซาชิมิ, เครื่องดื่ม และไอศกรีมครับ ผมว่าอาหารประเภทซูชิ ซาชิมิเค้าดูน่ากินดีนะครับ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เค้ากำลังมีโปรโมชั่นลด 40% อยู่หลายรายการ ยิ่งทำให้มันดูน่ากินขึ้นไปอีกระดับนึงเลย ><
ใครที่กำลังลังเลอยู่ก็รีบตัดสินใจนะครับ เพราะโปรโมชั่นลดราคา 40% ของทางร้านจะมีถึงแค่วันที่ 30 มิถุนายน นี้เท่านั้น
ดูเมนูกันไปจบแล้ว คราวนี้มาดูในส่วนของอาหารที่ผมกับต๋งทานกันในวันนี้ดีกว่า และนี่ก็คืออาหารทั้งหมดที่เราได้ทานกันครับ!!!
  1. Supper Pot Premium Set (สำหรับ 4 ที่) ราคา 1,200 บาท
  2. Beef Value Set (สำหรับ 2 ที่) ราคา 700 บาท*
  3. เนื้อวากิวญี่ปุ่น ราคา 800 บาท
  4. เซ็ตญี่ปุ่นกลาง (6 ชนิด 10 ชิ้น) ราคา 460 บาท
  5. ชาเขียวเย็น Refill ราคา 40 บาท
และอย่างที่ผมได้บอกไปในตอนต้นว่า จุดเด่นมากๆ ของร้าน Soupper Pot ในความคิดของผมก็คือ ความหลากหลายและความน่าสนใจของน้ำซุปกับน้ำซอส ที่ทางร้านมีให้เราเลือกถึงอย่างละ 9 ชนิด!! รวมเป็นทั้งหมด 18 ชนิด!!
โดยน้ำซุปทั้ง 9 ชนิดนั้นจะมีรายละเอียดตามนี้เลยครับ
  1. ซุปซิกเนเจอร์ ซุปเปอร์พอท : ซุปพิเศษของทางร้านที่หาทานที่ไหนไม่ได้ โดยซุปนี้จะมีส่วนผสมหลักคือน้ำมะพร้าวจากธรรมชาติ มีกลิ่นหอมสดชื่น รวมทั้งยังมีเนื้อมะพร้าวอ่อนในซุปอีกด้วยครับ
  2. ซุปไก่ดำ : หอมกรุ่นกลิ่นเครื่องยาจีน และเข้มข้นด้วยรสชาติไก่ดำกับสุราจีนที่ช่วยเสริมพละกำลัง และบำรุงให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย
  3. ซุปคอลลาเจน : ซุปแห่งความงามที่ทำให้ผิวขาวเด้ง พร้อมด้วยสมุนไพรจีนนานาชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  4. ซุปมะเขือเทศ : ช่วยทำให้ร่างกายและประสาทสัมผัสที่อ่อนล้ากลับมาสดชื่น คืนเรี่ยวแรงให้กลับมาสดใส
  5. ซุปมะพร้าวข้น : กลมกล่อม เข้มข้น หวานอ่อนๆ จากมะพร้าวธรรมชาติ เปิดมิติใหม่ของการกินชาบู
  6. ซุปสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น : หอมกลิ่นโชยุสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ และกลมกล่อมด้วยรสจากปลาโอแห้ง
  7. ซุปต้มยำกุ้งน้ำข้น : ครบเครื่องด้วยความแซ่บ จัดจ้านแต่กลมกล่อม จัดเต็มทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ตามสไตล์อาหารไทย
  8. ซุปหมาล่า : สูตรลับเฉพาะของทางร้าน กับรสชาติที่เผ็ดร้อน ให้ความเผ็ดซ่าที่ปลายลิ้น ซดแล้วคล่องคอ และช่วยทำให้สดชื่น กระตุ้นการทำงานของร่างกาย
  9. ซุปน้ำใส : โดดเด่นด้วยรสชาติที่เกิดจากการเคี่ยวน้ำซุปในระยะเวลาที่เหมาะสม เสริมด้วยวัตถุดิบพิเศษอย่างเปลือกส้มจีนแห้งเพื่อให้สัมผัสที่ได้กลมกล่อมยิ่งขึ้น
เป็นยังไงล่ะครับ กับ 9 น้ำซุป 9 แบบ 9 สไตล์ของทางร้าน บอกเลยว่าตอนแรกที่ผมเห็น ผมก็มีอึ้งไปเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่แค่เยอะ แต่มันดูแล้วน่ากิน น่าลองไปหมดซะทุกอันเลย
และก็เหมือนทางร้านจะรู้ว่าลูกค้าที่เข้ามาทานที่ร้านจะต้องเกิดอาการลังเลและอยากลองไปหมดแน่ๆ ดังนั้นทางร้านก็เลยจัดออฟชั่นพิเศษด้วยหม้อชาบู 4 ช่อง ให้เราเลือกสั่งน้ำซุปได้ถึง 4 แบบพร้อมกัน!! เจอแบบนี้ผมกับต๋งก็เริ่มสบายใจขึ้น และในที่สุดพวกเราก็สามารถคัดเลือก 4 ซุปสุดท้ายออกมาได้สำเร็จ โดยทั้ง 4 ซุปนั้นประกอบไปด้วยซุปซิกเนเจอร์ ซุปเปอร์พอท, ซุปคอลลาเจน, ซุปสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น และซุปต้มยำกุ้งน้ำข้น
สำหรับหม้อชาบูแบบ 4 ช่องนั้น ทางร้านจะไม่ได้มีการคิดค่าบริการเพิ่มนะครับ โดยหากใครที่ต้องการกินแค่ 1, 2 หรือ 3 น้ำซุป ทางร้านก็จะมีหม้อแบบต่างๆ ไว้คอยบริการทั้งหมด เพียงแต่ว่าในน้ำซุปทั้ง 9 แบบนั้น ทางร้านจะมีการแบ่งแยกกลุ่มน้ำซุปออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำซุปพิเศษที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างซุปซิกเนเจอร์ ซุปเปอร์พอท, ซุปไก่ดำ, ซุปคอลลาเจน, ซุปมะพร้าวข้น และซุปหมาล่า กับกลุ่มที่สองคือน้ำซุปที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างซุปมะเขือเทศ, ซุปสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น, ซุปต้มยำกุ้งน้ำข้น และซุปน้ำใส
ใครอยากทานน้ำซุปแบบไหน และอยากทานกี่ชนิดก็ลองตัดสินใจดูนะครับ แต่ผมแนะนำเลยว่านานๆ ได้เข้ามาทานก็ควรจะจัดให้เต็มที่ 4 น้ำซุปไปเลย เพราะหลายๆ น้ำซุปนั้นเราไม่สามารถหาทานที่อื่นได้เลยครับ
เอาล่ะ คราวนี้มาดูในส่วนของน้ำซอสกันบ้าง น้ำซอสของที่นี่จะมีทั้งหมด 9 ชนิดเหมือนกัน โดยมีรายชื่อตามด้านล่างนี้เลยครับ
  1. ซอสซิกเนเจอร์ ซุปเปอร์พอท
  2. ซอสสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น
  3. ซอสสุกี้ยากี้งา
  4. ซอสซีฟู้ดสับปะรด
  5. ซอสสุกี้ยากี้โบราณ
  6. ซอสงาขาว
  7. ซอสแจ่ว
  8. ซอสสามรส
  9. ซอสพอนสึ
โดยทางร้านจะมีการตั้งสเตชั่นน้ำซอสเอาไว้ที่บริเวณกลางร้าน ใครอยากทานอะไรก็เดินไปตักได้เรื่อยๆ เลยครับ และที่สเตชั่นนี้เค้าจะมีพริก, กระเทียม, ผักชี รวมไปถึงผลไม้อย่างสับปะรดและแตงโมให้เราตักไม่อั้นด้วย ใครที่เป็นสายชอบเติมพริก, กระเทียมเยอะๆ หรือสายผลไม้น่าจะถูกใจเลย เพราะเราสามารถเดินไปตักได้ไม่อั้น ไปตักตอนไหนก็ได้ครับ ><
ในเรื่องรสชาติของน้ำซอส ผมกับต๋งได้ลองทั้ง 9 อย่างเลย แต่ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เพราะรสชาติบางอย่างมันอธิบายยากเหมือนกัน เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ทุกคนไปลองตักอย่างละนิดอย่างละหน่อยมาลองชิมก่อนในรอบแรก หากชอบใจหรือถูกใจอันไหนเป็นพิเศษก็ค่อยไปตักเพิ่มอีกที เพราะว่าด้วยความที่เราสามารถเลือกทานได้ถึง 4 น้ำซุป รวมทั้งสามารถเติมพริกและกระเทียมได้เองเรื่อยๆ ก็เลยทำให้เราสามารถผสมผสานสูตรน้ำซอสกับน้ำซุปต่างๆ ได้หลากหลายมากเลยครับ
ดูเรื่องน้ำซุปและน้ำซอสที่เค้าจัดเต็มมาให้เราทานถึงอย่างละ 9 ชนิดกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูอาหารแต่ละรายการที่ผมกับต๋งได้ทานกันในวันนี้ดีกว่าครับ เริ่มจากรายการแรก “Supper Pot Premium Set” รายการที่พอพนักงานของร้านยกมาเสิร์ฟผมที่โต๊ะ ผมถึงกับตกใจในความใหญ่ของมัน!!! จะใหญ่ไปไหน แถมยังหนักมากด้วยครับ
สำหรับเมนู Supper Pot Premium Set เป็นเมนูที่ทางร้านตั้งใจทำมาสำหรับการทาน 4 คน ดังนั้นของหลายๆ อย่างภายในเซ็ตทั้งกุ้งขาว, ปลากระพง, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยเชลล์ไทย, หอยหวาน, ปลาหมึกกระดอง, ลูกชิ้นปลาชีส, ลูกชิ้นคริสตัลไข่เค็ม, หมูสันนอก, สันคอหมู, เนื้อสะโพก และเนื้อสันนอก จึงมีมาให้เราทานอย่างละ 4 ชิ้นครับ ใครที่ทานแล้วติดใจเมนูไหนเป็นพิเศษก็สามารถสั่งมาเพิ่มได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าด้วยปริมาณที่เค้าให้มารวมทั้งผักชนิดต่างๆ ที่อยู่ในเซ็ต ก็น่าจะทำให้อิ่มในระดับนึงแล้ว ยิ่งใครไปกันแค่ 2-3 คนนี่ก็น่าจะทำให้จุกได้เลย
นี่เป็นกุ้งขาวที่อยู่ในเซ็ตครับ ทางร้าน Soupper Pot จัดมาได้สวยและแปลกดี โดยจะทำการเสียบมาเป็นไม้แบบในรูปนี้เลย
สำหรับเรื่องความสด ความอร่อยของอาหารประเภทต่างๆ ที่อยู่ในเซ็ตนี้ โดยรวมๆ ผมว่าทางร้านทำมาได้ดีนะครับ จะมีติดนิดหน่อยตรงที่ผมคิดว่าเนื้อบางชนิดเค้าสไลด์มาหนาไปก็เลยทำให้ขาดความนุ่มไปหน่อย
อ้อ…ผมลืมบอกไป ในเซ็ตนี้เค้าจะมีไข่มาให้ด้วย 1 ฟองนะครับ
นอกจากนี้หากใครที่ไปทานเซ็ตนี้ที่ร้าน Soupper Pot ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ก็จะได้รับเมนูพิเศษอย่าง “Negi Spicy Salmon Roll (ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาแซลมอนกับต้นหอม)” ฟรีทันที 1 จานครับ โดยเมนูนี้ปกติจะราคา 180 บาทต่อจาน พอทางร้านจัดโปรโมชั่นแถมมาเพิ่มให้แบบนี้ก็เลยทำให้รู้สึกว่าเซ็ตนี้คุ้มค่าขึ้นมาอีกระดับเลยครับ
สำหรับรสชาติของ Negi Spicy Salmon Roll นั้น จะออกเผ็ดๆ นิดนึงนะครับ เรียกว่าช่วยเพิ่มรสชาติในการทานอาหารเซ็ต Supper Pot Premium Set ได้เป็นอย่างดีเลย
ต่อกันที่เมนูถัดมา “Beef Value Set หรือเซ็ตเนื้อสุดคุ้ม” โดยเมนูนี้จะมีความพิเศษตรงที่นอกจากเค้าจะมีเนื้อสะโพก, เนื้อหมัก, บะหมี่หยก, ไข่ รวมไปถึงผักต่างๆ ให้เราทานมากมายแล้ว เค้าก็ยังมีชุดข้าวตุ๋นและไอศกรีมให้เราทานอีกอย่างละ 1 ที่ด้วย โดยทางพนักงานจะยกอาหารทั้งหมด (ยกเว้นไอศกรีม) มาเสิร์ฟให้เราที่โต๊ะพร้อมกันตั้งแต่แรกเลย และทางพนักงานจะมาทำข้าวตุ๋นให้เราทานหลังจากที่เราทานชาบูเสร็จแล้ว ซึ่งผมต้องขอเตือนทุกคนไว้ก่อนนะครับว่าหากใครที่อยากจะทานข้าวตุ๋นตอนท้ายต้องอย่าเผลอทานข้าวสวยญี่ปุ่น, ไข่, เนื้อสับ แล้วก็เครื่องเคียงต่างๆ หมดไปซะก่อนนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวพนักงานจะไม่มีวัตถุดิบทำข้าวตุ๋นให้เราทาน @_@
ภาพนี้เป็นวัตถุดิบที่จะใช้ทำข้าวตุ๋นครับ รวมไปถึงข้าวสวยญี่ปุ่นแล้วก็ไข่ด้วย ใครที่อยากทานก็อย่าลืมแยกออกไว้ต่างหากนะครับ แต่หากใครที่อดใจไม่ไหวอยากจะทานข้าวสวยก่อนนิดนึงก็สามารถทำได้ เพียงแต่ควรจะต้องเหลือข้าวไว้อย่างน้อยซักครึ่งนึงครับ
สำหรับเมนู Beef Value Set นั้น ผมค่อนข้างประทับใจในรสชาติของเนื้อหมักเป็นพิเศษครับ รู้สึกเค้าทำมาได้นุ่มและทานง่ายดี ส่วนใครที่ไม่ทานเนื้อก็สามารถสั่งมาเป็นชุด Pork Value Set แทนก็ได้ โดยเราจะได้ทานข้าวตุ๋นและไอศกรีมเหมือนกัน แถมราคายังถูกกว่าชุดเนื้อตั้ง 100 บาทแน่ะ ><
นอกจากนี้สำหรับใครที่สั่งชุด Beef Value Set และ Pork Value Set ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ก็ยังจะได้รับสิทธิ์ดีๆ ถึง 2 ต่อด้วยกัน โดยต่อแรกก็คือสิทธิ์ลดราคา 20% ทำให้ชุด Beef Value Set เหลือเพียง 560 บาท และชุด Pork Value Set เหลือเพียง 480 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มมากกกก และเท่านั้นยังไม่พอ สิทธิ์พิเศษต่อที่ 2 เมื่อเราสั่งชุด Value Set ก็คือ ทางร้านจะมีเมนูพิเศษอย่างปลาเงินทอดให้เราทานฟรีอีก 1 ที่ด้วยครับ บอกเลยว่าเป็นชุดที่คุ้มค่าสมชื่อจริงๆ และควรสั่งเลยครับ
ใครที่สนใจชุด Value Set นี้ก็รีบไปทานนะครับเพราะโปรโมชั่นพิเศษนี้มีไม่นาน และเมนูปลาเงินทอดนี้เป็นเมนูที่ทางร้านทำขึ้นมาเฉพาะโปรโมชั่นนี้เท่านั้น ไม่ได้มีการจำหน่ายในช่วงเวลาอื่นๆ ครับ
มาต่อกันที่อย่างที่สามกับ “เนื้อวากิวญี่ปุ่น” เนื้อพิเศษที่เราต้องสั่งเพิ่มมาต่างหาก โดยทางร้านจะนำมาเสิร์ฟในภาชนะที่สวยงาม รสชาติของเนื้อวากิวจานนี้ถือดีกว่าเนื้อส่วนอื่นๆ ที่ผมกับต๋งได้ทานใน 2 เซ็ตก่อนหน้านี้ แต่ถ้าถามว่าพีคและฟินสุดๆ มั้ย ก็ต้องขอตอบตามตรงว่ายังไม่ขนาดนั้นครับ ใครที่เป็นคอเนื้อตัวยงอาจจะยังไม่รู้สึกฟินซักเท่าไหร่
ลุยกันต่อที่เมนูที่สี่ โดยคราวนี้จะเปลี่ยนอารมณ์จากชาบูมาเป็นซูชิบ้าง โดยเมนูที่ผมทานก็คือ “เซ็ตญี่ปุ่นกลาง” ซึ่งจะประกอบไปด้วยซูชิ 6 ชนิด 10 คำ ได้แก่ ปลาแซลมอนไข่หวาน, ปลาแซลมอนซาชิมิ, ซูชิปลาทูน่า, ซูชิปลาฮามาจิ, ข้าวปั้นกุ้งมายองเนส แล้วก็ซูชิปลาไหลญี่ปุ่น
ในเรื่องของรสชาติและคุณภาพนั้น ผมค่อนข้างประทับใจนะครับโดยผมให้คะแนนอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางดี สามารถสั่งมาทานได้ คุณภาพสูสีกับร้านอาหารญี่ปุ่นหลายๆ ร้าน ส่วนเรื่องของราคาก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของอาหารประเภทนี้ครับ ใครที่ทานชาบูอย่างเดียวแล้วรู้สึกเบื่อหรือเลี่ยน ก็สามารถสั่งเมนูเหล่านี้มาทานเพิ่มได้เลย
พอซัดเมนูอาหารหลักครบทุกรายการแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลามาซัดอาหารพิเศษที่อยู่ในชุด Beef Value Set อย่างข้าวตุ๋นและไอศกรีมกันต่อครับ โดยการทำข้าวตุ๋นนั้นเราจะต้องแจ้งให้พนักงานของร้านมาทำให้ ซึ่งพอพนักงานมาถึงที่โต๊ะของเราเค้าจะสอบถามว่าเราต้องการที่จะทานข้าวตุ๋นกับน้ำซุปอะไร รวมทั้งต้องการเคลียร์เศษอาหารที่อยู่ในน้ำซุปมั้ย ซึ่งผมแนะนำว่าเศษอาหารนั้นไม่ต้องเคลียร์หรอกครับ ทานคู่กันกับข้าวแล้วมันเข้มข้นกำลังดี ><
ส่วนการเลือกว่าจะทานกับซุปอะไรนั้นผมว่าแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเลย แต่ผมแนะนำว่าควรเลือกซัก 2 น้ำซุปต่อข้าว 1 ถ้วยครับ เพราะปริมาณจะเหมาะสมกำลังพอดี รวมทั้งเรายังจะได้ลองชิมอะไรที่หลากหลายด้วย
สำหรับวันนี้ผมเลือกทานข้าวตุ๋นในน้ำซุปคอลลาเจนกับน้ำซุปสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นครับ โดยตลอดเวลาที่พนักงานทำการปรุงข้าวตุ๋นที่โต๊ะผมนั้นผมว่าพนักงานเค้าบริการได้ดีมากเลยครับ พูดจาสุภาพ บอกรายละเอียดชัด และกิริยาท่าทางต่างๆ ในการปรุงก็ดูดี
ส่วนกระบวนการทำข้าวตุ๋นนั้นก็ไม่ได้ยากมากนัก วิธีการโดยรวมจะคล้ายๆ กับการทำข้าวต้มครับ ใส่ข้าวและเนื้อลงไปก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยใส่ไข่, สาหร่ายและเครื่องเคียงต่างๆ ลงไป โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะต้องไม่ลืมนั่นก็คือการคนข้าวอยู่เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อและไหม้ครับ
นี่เป็นหน้าตาของข้าวตุ๋นน้ำซุปคอลลาเจนกับน้ำซุปสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นของผมในวันนี้ครับ หน้าตาดูดีและรสชาติดีเลยครับ เป็นการกินปิดท้ายมื้อที่ทำให้อิ่มอร่อยมากๆ ใครที่เลือกสั่งชุด Value Set มา ไม่ว่าจะชุดหมูหรือเนื้อน่าจะฟินกับเมนูนี้กันพอควรเลย แต่ทั้งนี้ผมต้องบอกก่อนนะครับว่ารสชาติโดยรวมของทั้งสองน้ำซุปนี้หลังจากที่ทำข้าวตุ๋นเสร็จจะออกเค็มๆ หน่อย ใครที่ไม่ค่อยชอบทานเค็มก็ควรจะเลือกทานคู่กับน้ำซุปอื่นแทนครับ
หมายเหตุ : สำหรับใครที่อยากจะฟินกับความอร่อยของข้าวตุ๋นมากยิ่งขึ้น สามารถสั่งวัตถุดิบอื่นๆ เช่น มันกุ้ง เข้ามาร่วมปรุงเพิ่มได้นะครับ
ต่อกันที่ไอศกรีมที่อยู่ในเซ็ตครับ สำหรับคนที่ทานชุด Beef Value Set หรือ Pork Value Set จะได้รับไอศกรีม 1 ที่ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะเอารสชาเขียวหรือรสวานิลลา สำหรับวันนี้ผมเลือกเป็นชาเขียวครับ ถ้วยใหญ่ใช้ได้เลย สามารถแบ่งกันกิน 2 คนได้สบายๆ ส่วนเรื่องของรสชาตินั้นจะเป็นไอศกรีมชาเขียวที่ไม่ได้มีความเข้มข้นของชาเขียวมากนัก จะมีความเป็นนมนำอยู่พอควร ดังนั้นใครที่อยากทานไอศกรีมชาเขียวเข้มๆ อาจจะผิดหวังได้ครับ
ส่วนใครที่ทานอาหารชุดอื่นๆ และไม่ได้มีไอศกรีมอยู่ในเซ็ต ก็สามารถสั่งไอศกรีมมาทานเพิ่มได้ โดยทางร้าน Soupper Pot จะจำหน่ายเมนูนี้ที่ราคา 40 บาท/ถ้วย (ไม่รวมทอปปิ้ง) ซึ่งผมคิดว่ารสวานิลลานี่น่าจะถูกใจคนที่ชอบกินไอศกรีมนมๆ พอควร แต่หากใครที่ไม่ชอบทานไอศกรีมก็สามารถไปตักผลไม้อย่างสัปปะรดและแตงโมมาทานกันฟรีๆ ได้เลย เค้ามีบริการตลอดเวลา อยากจะทานตอนไหน อยากจะตักเท่าไหร่ก็จัดไปให้เต็มที่โลดดดดด ดีงามมากๆ
และก็มาถึงเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่บทสรุปกัน นั่นก็คือเรื่องของชาเขียวรีฟิลครับ สำหรับชาเขียวรีฟิลทั้งแบบร้อนและเย็นของร้าน Soupper Pot จะอยู่ที่ราคา 40 บาท/คน รสชาติอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปครับ ไม่ได้เข้มมาก ส่วนการเติมน้ำของพนักงานนี่เรียกว่าไวเข้าขั้น ดูแลดีเลยครับ พร่องไปครึ่งแก้วก็เดินมาขอเติมให้แล้ว
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมกับต๋งในการไปทานอาหารที่ร้าน Soupper Pot ชั้น 4 ซีคอนสแควร์ ถ.ศรีนครินทร์ครับ  และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจึงขอสรุปการรีวิวออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2561
ช่วงเวลา : 11.30 – 14.30 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : รสชาติอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ในเกรดกลางๆ ค่อนไปทางดีครับ โดยในส่วนของเนื้อและหมูที่อยู่ในเซ็ตต่างๆ นั้นยังไม่ได้มีอะไรที่พิเศษหรือว้าวมากนัก แต่ในส่วนของน้ำซุปและน้ำซอสที่มีให้เลือกทานถึงอย่างละ 9 ชนิดนั้น ผมว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าจะทำให้ถูกปากคนหลายกลุ่มเลยครับ เพราะรสชาติของน้ำซุปและน้ำซอสแต่ละชนิดต่างก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองไปคนละทาง เช่น ซุปคอลลาเจนจะออกหวานนำ, ซุปซิกเนเจอร์ ซุปเปอร์พอร์ท จะหอมมะพร้าว รวมทั้งมีความมันเล็กๆ เหมือนได้กินน้ำมะพร้าวไปด้วย, ซุปต้มยำกุ้งน้ำข้นจะออกเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ รวมไปถึงน้ำซอสแต่ละแบบที่ต่างก็มีรสชาติเฉพาะตัวของตัวเอง เรียกว่าเป็นร้านชาบูที่มีรสชาติอาหารหลากหลายและแปลกใหม่กว่าหลายๆ ที่เลย
ความหลากหลายของอาหาร : ร้าน Soupper Pot เป็นร้านชาบูที่ผมว่ามีความหลากหลายของประเภทอาหารพอตัวเลยครับ เพราะชาบูของที่นี่นอกจากจะมีหมู เนื้อและซีฟู้ดแล้ว เค้าก็ยังมีการผสมเอาข้าวตุ๋นเข้าไปอยู่ในเซ็ต รวมไปถึงการมีอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิเข้ามาเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าได้สั่งมาทานด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับความหลากหลายของน้ำซุปและน้ำซอสที่มีให้เลือกทานอีกถึง 18 ชนิด ก็เลยทำให้ร้าน Soupper Pot แห่งนี้กลายเป็นร้านชาบูที่มีความหลากหลาย เหมาะกับคนที่ชอบทานอะไรใหม่ๆ หรือคนที่ขี้เบื่อได้เป็นอย่างดีเลย
ความสะอาดของร้านและบรรยากาศ : ความสะอาดของร้านอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากครับ ส่วนบรรยากาศต่างๆ ภายในร้านนั้นก็ถือว่าดีเลย ตกแต่งแบบเรียบง่ายดูสบายตา แต่ก็มีการใช้สีสันสดใสเข้ามาผสมผสานบางจุด เพื่อให้ดูไม่เรียบจนเกินไป นอกจากนี้การจัดวางโต๊ะก็ดูมีระยะห่างจากโต๊ะข้างๆ พอควร ทำให้คนที่ไปใช้บริการไม่รู้สึกอึดอัด ที่สำคัญที่ร้าน Soupper Pot แห่งนี้ ยังมีโซนเด็กเล่น (Kids Corner) ไว้บริการอีกด้วย ซึ่งผมว่าน่าจะถูกใจหลายๆ ครอบครัวเลยครับ
การบริการของพนักงาน : อยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก โดยรวมผมประทับใจมากครับ พนักงานบริการดี รวดเร็ว พูดจาสุภาพ แม้บางช่วงความเร็วในการบริการอาจจะมีตกลงไปบ้างแต่ก็เป็นเพราะปริมาณลูกค้าในร้านที่มีจำนวนมาก และความเร็วที่ตกลงไปนั้นก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ผมรับได้ รวมทั้งดีกว่าหลายๆ ร้านที่ผมเคยไปใช้บริการมาครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : ห้างซีคอนสแควร์ ถ.ศรีนครินทร์ เป็นห้างที่ไม่ได้มีรถ BTS หรือ MRT ผ่าน ดังนั้นหลายๆ คนก็เลยอาจจะไม่สะดวกเดินทางไปซักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ห้างแห่งนี้อยู่ติดกับ ถ.ศรีนครินทร์ ดังนั้นจึงมีรถเมล์ให้บริการอยู่เป็นจำนวนมากและน่าจะพอชดเชยในเรื่องของการที่ไม่อยู่ใกล้ BTS และ MRT ได้ ส่วนใครที่ขับรถส่วนตัวไปนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนอกจากเรื่องรถติด เพราะห้างแห่งนี้ใหญ่ สามารถมองเห็นได้เด่นชัด และมีที่จอดรถเยอะมากครับ
ความคุ้มค่า : หากไม่มีโปรโมชั่นเข้ามาเสริม ความคุ้มค่าของเมนูต่างๆ ที่ผมกับต๋งได้ทานในวันนี้ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ ครับ แต่พอวันนี้ทั้งชุด Soupper Pot Premium Set และ ชุด Beef Value Set ที่ผมได้ทานนั้น มีโปรโมชั่นพิเศษทั้งคู่ ก็เลยทำให้ความคุ้มค่าขยับสูงขึ้นมาพอควร โดยเฉพาะชุด Beef Value Set นั้น นอกจากเราจะได้เมนูพิเศษอย่างปลาเงินทอดมาทานเพิ่มฟรีๆ แล้ว เรายังจะได้สิทธิ์ลดราคา 20% อีกด้วย ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูที่ผมคิดว่าคุ้มค่าน่าสนใจมากในช่วงนี้เลยครับ ใครที่สนใจจะลองทานอาหารที่ร้านนี้ ผมแนะนำให้รีบไปลองทานภายในวันที่ 30 มิถุนายน นี้เลย เพราะโปรโมชั่นเค้าจัดหนักจัดเต็มจริงๆ แต่ถ้าใครไปไม่ทันก็ลองเข้าไปเช็คที่เพจของทางร้านดูอีกทีะครับว่าช่วงนั้นเค้ามีโปรโมชั่นอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า เผื่อจะเจอโปรโมชั่นอะไรที่เด็ดและโดนใจกว่านี้ ><
สรุป : สำหรับใครที่อยากจะทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างชาบู และรู้สึกเบื่อกับการทานชาบูร้านเดิมๆ ชาบูรูปแบบเดิมๆ ที่มีน้ำซอส น้ำซุปแบบที่เราคุ้นหูคุ้นตากันมายาวนาน ร้าน Soupper Pot ถือเป็นร้านชาบูร้านนึงที่จะให้คุณมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เพราะด้วยความหลากหลายของน้ำซุป น้ำซอส ที่มีให้เลือกทานรวมกันถึง 18 แบบ ทำให้คุณสามารถที่จะผสมผสานสูตรความอร่อยของคุณได้อย่างลงตัว ไม่เหมือนใคร และไม่เกิดความรู้สึกซ้ำซากจำเจ นอกจากนี้ด้วยความแปลกใหม่ของเมนู, ขนาดของภาชนะของ Soupper Pot Premium Set, เมนูข้าวตุ๋นที่หาทานที่ร้านชาบูอื่นๆ ได้ยากมาก, การที่มีอาหารประเภทซูชิจำหน่าย รวมไปถึงการมี Kids Corner ภายในร้าน ก็น่าจะทำให้ร้านนี้ตอบโจทย์กลุ่มคนได้หลากหลายทั้งกลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มครอบครัว ส่วนใครที่เป็นสายบุฟเฟ่ต์ สายกินเน้นปริมาณเข้าว่า ร้านแห่งนี้อาจจะยังไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณซักเท่าไหร่ครับ ^^
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับใครที่อยากจะชมคลิปการทานอาหารครั้งนี้ของผมก็สามารถกดดูที่ด้านล่างได้เลยครับ ส่วนใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลย และสุดท้ายนี้สำหรับใครที่ต้องการจะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ Soupper Pot Seacon Square ถ.ศรีนครินทร์ เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปสอบถามที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
Fanpage : Soupper Pot
Tel : 095-208 0463
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like