ไต้หวันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปเป็นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ โดยสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวฮอตฮิตของคนไทยก็มีดังนี้เลยครับ
  1. ใช้เวลาเดินทางจากประเทศไทยไม่นาน โดยระยะเวลาการบินจากประเทศไทยไปยังสนามบินเถาหยวน เมืองไทเปนั้นจะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
  2. มีสายการบินให้เลือกหลายสาย มีเวลาการบินให้เลือกมากมาย แถมราคาค่าตั๋วเครื่องบินยังไม่แพงด้วย ยิ่งใครที่ตาดีมือไวสามารถคลิกจองตั๋วโปรโมชั่นได้ทันก็จะได้ราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-ไทเปในราคาเพียง 4,000-6,000 บาท/คน เท่านั้นครับ
  3. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ทางไต้หวันมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับคนไทย โดยพวกเราสามารถเดินทางไปเที่ยวและสามารถอยู่ในไต้หวันได้นานถึง 30 วัน ขอเพียงแค่เรามีตั๋วเครื่องบินเท่านั้น!! (หลังจากวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ต้องมาลุ้นเรื่องฟรีวีซ่าอีกทีนะครับ)
  4. อาหารการกินอร่อย โดยเฉพาะชานมไข่มุก, ปลาดิบ และชาบูหมาล่า!! คนที่เป็นสายกินส่วนใหญ่มักจะฟินทุกครั้งเวลาเดินทางไปไต้หวันครับ
  5. การคมนาคมต่างๆ ดี ทำให้เราเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก โดยไม่ว่าเราจะเที่ยวในเมืองหรือออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด เราจะรู้สึกสะดวกสบายกับระบบการคมนาคมของเค้ามาก ทั้งรถไฟ, รถไฟฟ้าใต้ดิน, รถไฟความเร็วสูง, รถบัส, แท็กซี่ เค้ามีบริการหมด แถมราคายังไม่แพง ใช้งานสะดวก เข้าใจง่าย และสภาพต่างๆ ยังดีด้วยนะ
  6. เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ และมีสิ่งก่อสร้างกับงานศิลปะที่งดงามให้เราดูมากมาย โดยวัฒนธรรมและสิ่งก่อสร้างของไต้หวันนั้นจะมีการผสมผสานกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เพียงแต่ว่าจะหนักไปทางจีนมากกว่าครับ
  7. นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและแนวศิลปวัฒนธรรมแล้ว ไต้หวันยังมีแลนมาร์คดังๆ ระดับโลกที่เป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ รวมทั้งยังมีแหล่งช็อปปิ้งละลายทรัพย์กับร้านอาหารเด็ดๆ อีกเพียบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็ก, ผู้สูงอายุ, วัยรุ่น, ผู้หญิง, ผู้ชาย, คู่รัก หรือครอบครัวใหญ่ๆ ก็สามารถที่จะไปเที่ยวที่นี่ได้หมดครับ
  8. มีที่พักให้เลือกเยอะ และราคาไม่แพง โดยในความเห็นผมนั้นที่พักในเมืองไทเปที่มีราคาประมาณ 1,000– 1,300 บาท/คืน ก็เพียงพอต่อการเข้าพักแล้ว
  9. เมื่อเทียบค่าครองชีพกับประเทศไทยแล้วถือว่าไม่แตกต่างกันมากนัก นอกจากนี้เงินสกุล New Taiwan Dollar (TWD) กับเงินบาทก็มีอัตราการคำนวนที่ง่ายแสนง่าย โดยเราสามารถที่จะคิดแบบหยาบๆ ได้เลยครับว่า 1 TWD มีค่าเท่ากับ 1 บาท ดังนั้นเวลาเราจะซื้อของหรือจ่ายค่าอะไรก็ไม่ต้องปวดหัวคำนวณตัวเลขเลย
หมายเหตุ : ทุกๆ ท่านสามารถเช็คอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดได้ที่นี่ และสำหรับใครที่อยากจะเช็คราคากับเส้นทางการให้บริการของรถไฟฟ้า Metro Taipei ก็สามารถคลิกที่นี่ได้เลยครับ
Disclosure : บทความนี้เป็นบทความที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการใดๆ ทั้งสิ้น
และจากข้อดีทั้ง 9 ข้อที่ผมเขียนด้านบน มันก็เลยทำให้ไต้หวันกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนไทยนิยมไปกันมาก โดยเฉพาะที่เมืองไทเป (Taipei) เราจะมีโอกาสเจอนักท่องเที่ยวชาวไทยตามสถานที่ต่างๆ สูงเลยล่ะครับ ^^
แต่ก็แน่นอนแหละว่าแม้ที่ผ่านมาจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวเมืองไทเปอย่างไม่ขาดสาย แต่ผมก็เชื่อว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ยังไม่เคยไปที่เมืองแห่งนี้มาก่อน และยังลังเลอยู่ว่าจะไปดีมั้ย มันคุ้มค่าน่าสนใจไปจริงหรือเปล่า ดังนั้นในบทความนี้ผมก็เลยจะมาเล่าถึงสถานที่เที่ยวต่างๆ ที่น่าสนใจในเมืองไทเปครับ โดยสถานที่ทั้งหมดในบทความนี้จะเป็นสถานที่เที่ยวไฮไลท์ในเมืองไทเปที่ใครไปครั้งแรกไม่ควรจะพลาด และสถานที่ทั้งหมดในบทความนี้ทุกคนจะสามารถเที่ยวจบทุกที่ได้ภายในระยะเวลา 2 วัน 1 คืนเท่านั้น เรียกว่าบินไปเย็นวันศุกร์หรือเช้าวันเสาร์แล้วกลับมาไทยเย็นวันอาทิตย์ จากนั้นก็ตื่นเช้าไปทำงานในวันจันทร์ได้อย่างสวยๆ สบายๆ ไม่ต้องเสียวันลางานอะไรเลยครับ
เจอผมเขียนมาแบบนี้ทุกคนคงสนใจอยากจะรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า สถานที่เที่ยวไฮไลท์ในไทเปรวมถึงการเดินทางไปแต่ละที่นั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ตามไปดูกันได้เลยครับ!!!

 

1. เขาช้าง

(Xiangshan Elephant Mountain)

ขอเริ่มด้วยสถานที่แรก สถานที่ดึงดูดใจให้ผมอยากจะมาเที่ยวเมืองไทเปและไต้หวันมากที่สุดก่อนเลยนะครับ โดยลักษณะภูมิประเทศคร่าวๆ ของเมืองไทเปนั้นจะเป็นเมืองที่มีภูเขาอยู่มากมาย และหนึ่งในภูเขาที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของไทเปก็คือเขาเซี่ยงชาน (Xiangshan Elephant Mountain) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่าเขาช้างนั่นเอง โดยสาเหตุที่ทำให้เขาช้างแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะภูเขาแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองไทเปมากนัก และเป็นภูเขาที่สามารถมองเห็นวิวเมืองไทเปกับตึกไทเป 101 (Taipei 101) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของไต้หวันได้เด่นชัดมาก ดังนั้นภูเขาแห่งนี้จึงมีนักท่องเที่ยวและนักถ่ายภาพแวะมาเยี่ยมชมมากมายตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามืดที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจนถึงช่วงดึกดื่นที่เหลือเพียงแต่แสงดาวกับดวงจันทร์นำทางเพียงเท่านั้น
ใครที่ไปไต้หวันและไทเปเป็นครั้งแรก ไม่ควรพลาดที่จะไปที่นี่เลยครับ ยิ่งใครที่เป็นคนชอบถ่ายรูปนั้นสามารถที่จะไปทั้งเช้าและเย็นได้เลย เพียงแต่ว่าใครที่ตั้งใจจะไปที่นี่ก็ควรจะต้องเตรียมตัวกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้ดีนิดนึงนะครับ ทั้งสภาพร่างกาย, เสื้อผ้า, รองเท้า และน้ำดื่ม เพราะเส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาช้างที่สามารถมองเห็นตึกไทเป 101 ได้นั้น จะเป็นบันไดที่ยาวและชันพอควร ใครที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอาจจะต้องใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 30-40 นาทีกันเลยครับ และสำหรับใครที่จะขึ้นลงเขาแห่งนี้ตอนมืดๆ ผมแนะนำให้เตรียมไฟฉายเล็กๆ ไปด้วยก็ดีครับ เพราะในหลายๆ ช่วงเส้นทางการเดินมันจะมืดพอควรเลย ^^
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเดินขึ้นและลงพอควร
เวลาเปิดปิด : ไม่มีเวลาเปิดปิด
ค่าเข้า : ไม่มีค่าใช้จ่าย
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง (Tamsui-Xinyi Line) ไปลงที่สถานี Xiangshan ซึ่งเป็นสถานีสุดท้าย จากนั้นออกทางออก 2 และเดินไปตามทางเรื่อยๆ ประมาณ 700 เมตร จะเจอทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาช้างครับ

 

2. ตึกไทเป 101

(Taipei 101)

เมื่อกี้ผมพาทุกคนไปดูตึกไทเป 101 ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงของไต้หวันจากระยะไกลมาแล้ว คราวนี้ผมก็เลยจะพาทุกคนมาสัมผัสใกล้ๆ และเข้าไปในตัวตึกกันบ้าง โดยตึกไทเป 101 นั้นเป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวันในปัจจุบัน (ความสูงทั้งหมดของตึก 508 เมตร) และตึกแห่งนี้ยังเคยเป็นตึกที่ครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกด้วย โดยตึกไทเป 101 นั้นสามารถครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกได้ยาวนานถึง 7 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ. 2553 และในที่สุดก็ถูกอาคารเบิร์จคาลิฟาในดูไบแย่งตำแหน่งนี้ไป จนกลายมาเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แบบในทุกวันนี้ครับ T_T
ตึกไทเป 101 นั้นจะมีชั้นที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมด 101 ชั้นตามชื่อของตึก และยังมีชั้นใต้ดินอีก 5 ชั้น โดยที่ชั้น 1-5 ของตึกจะเป็นส่วนของห้างสรรพสินค้าที่ขายของแบรนด์เนมต่างๆ รวมถึงร้านอาหารมากมาย ส่วนที่ชั้น 5 จะมีเคาน์เตอร์ที่จำหน่ายตั๋วสำหรับการขึ้นลิฟท์ไปยังจุดชมวิวที่ชั้น 89 โดยที่จุดชมวิวชั้น 89 นี้เค้าจะมีชื่อเรียกว่า Taipei 101 Observatory ครับ ส่วนลิฟท์ที่จะพาเราขึ้นไปยังจุดนี้นั้นก็จะเป็นลิฟท์ที่ได้รับการรับรองว่าเร็วที่สุดในโลกจาก Guinness Book World Records โดยความเร็วของลิฟท์นี้จะอยู่ที่ 1,010 เมตรต่อนาที เรียกว่าเร็วมากๆ เราใช้เวลาอยู่ในลิฟท์ไม่ถึง 1 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้วครับ ><
สำหรับใครที่ได้มีโอกาสขึ้นไปชมวิวที่ชั้น 89 แล้วก็อย่าลืมเดินขึ้นบันไดไปชมวิวที่ลานชมวิวกลางแจ้งที่ชั้น 91 ด้วยนะครับ รวมถึงเรายังสามารถเดินลงไปที่ชั้น 88 เพื่อดูลูกตุ้มยักษ์ Wind Damper ที่ช่วยเรื่องการทรงตัวของตึกแห่งนี้เมื่อต้องรับมือกับแผ่นดินไหวและลมพายุได้อีกด้วย เสียเงินค่าขึ้นไปทั้งทีแล้วก้ต้องเอาให้คุ้มเนอะ ><
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 45 นาที – 1 ชั่วโมง
เวลาเปิดปิด : 9.00 น. – 22.00 น.
ค่าเข้า : 600 TWD ต่อคน
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง (Tamsui-Xinyi Line) ไปลงที่สถานี Taipei 101/ World Trade Centre และเมื่อเราออกจากสถานีก็จะเจอตึกเลยครับ

 

3. วัดหลงซาน

(Longsan Temple)

วัดหลงซาน คืออีกหนึ่งสถานที่ที่คนมาไทเปและไต้หวันครั้งแรกควรจะต้องมากัน เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดจีนเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มาตั้งถิ่นฐานในไต้หวันช่วงปี ค.ศ. 1738 โดยเค้าสร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่เจ้าแม่กวนอิม และเทพไห่ตงม่าครับ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพและเลื่อมใสของชาวไต้หวันเป็นอย่างมาก ในทุกๆ วันเราจะเห็นชาวไต้หวันมาไหว้พระ ทำบุญ หรือสวดมนต์ที่วัดแห่งนี้กันอย่างไม่ขาดสาย และในช่วงที่เป็นงานเทศกาลหรือวันสำคัญต่างๆ ภายในวัดหลงซานนั้นจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจำนวนมากครับ
ทั้งนี้วัดหลงซานนั้นเป็นสถานที่ที่คนไทยเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก หากขอพรอะไรก็จะสมปรารถนา โดยเฉพาะคนที่อยากจะสมหวังในเรื่องของความรักครับ เพราะภายในวัดแห่งนี้มีเทพเย่ว์เหล่าหรือผู้เฒ่าจันทรา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพผู้ผูกด้ายแดงให้สมหวังในด้านความรักอยู่นั่นเอง
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 30 -45 นาที
เวลาเปิดปิด : 6.00 น. – 22.00 น.
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน (Bannan Line) ไปลงที่สถานี Longshan Temple จากนั้นออกทางออก 1 และเดินต่อประมาณ 200 เมตร

 

4. ตลาดปลาไทเป

(Taipei Fish Market)

ดูสถานที่เที่ยวทั้งแนววัด, ธรรมชาติ และตึกสมัยใหม่มากัน 3-4 ที่แล้ว คราวนี้ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นสถานที่เที่ยวแบบที่มีอะไรอร่อยๆ ให้กินกันบ้างดีกว่ากับตลาดปลาไทเปหรือ Taipei Fish Market โดยสถานที่แห่งนี้นั้นถือเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย และเค้าร่ำลือกันว่าปลาดิบของที่นี่นั้นคุณภาพดีแถมราคาไม่แพงด้วยครับ!!
เอาล่ะ แต่ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจกันก่อนนะว่าจริงๆ แล้วตลาดปลาไทเปเนี่ย ชื่อที่คนไต้หวันเค้าเรียกกันมันก็คือ Addiction Aquatic Development ไม่ใช่ Fish Market แบบที่เราๆ เรียกนะครับ แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนไต้หวันส่วนใหญ่เค้าก็รู้แล้วล่ะครับว่า Fish Market ของเรานั้นมันหมายถึงที่นี่ครับ โดย Addiction Aquatic Development ของเมืองไทเปที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้นั้นมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังจากที่ทางไต้หวันเค้าปรับปรุงพื้นที่ตลาดเดิมเมื่อปี 2012 และเค้าตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารทะเลสดๆ ที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีการออกแบบสถานที่โดยรวมให้คล้ายๆ กับซูเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่น และภายในมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน แต่เพื่อความเข้าใจง่ายผมขอแบ่งออกเป็นคร่าวๆ 4 โซน ตามนี้นะครับ
1. โซนอาหารทะเลสด โซนนี้จะเป็นโซนแรกที่ทุกคนจะต้องเห็นและต้องเดินผ่านเลยครับ ภายในโซนนี้จะมีบ่อปูนทรงสี่เหลี่ยมอยู่มากมาย ภายในบ่อแต่ละบ่อจะมีสัตว์ทะเลประเภทต่างๆ อยู่เต็มไปหมด เช่น ล็อปสเตอร์, กุ้ง, หอยเป๋าฮื้อ, หอยเม่น, หอยเชลล์ โดยสัตว์เหล่านี้จะยังเป็นๆ อยู่เลยนะครับ และหากใครที่ต้องการจะซื้อตัวไหนก็สามารถบอกพนักงานในโซนนั้นได้เลย แต่ถ้าใครไม่ซื้อก็สามารถเดินดูและถ่ายรูปได้ครับ เพียงแต่ว่าเราไม่ควรเอามือไปหยิบจับหรือสัมผัสกับสัตว์ทะเลภายในบ่อนะครับ ^^
2. โซนซุปเปอร์มาเก็ต โซนนี้จะเป็นโซนที่จำหน่ายของต่างๆ เหมือนกับซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป โดยเค้าจะมีจำหน่ายทั้งอาหารสดและอาหารแช่แข็งเลย ใครอยากได้ปลา, กุ้ง, หอย, ผัก, ผลไม้ หรือเนื้อต่างๆ ไปประกอบอาหารเค้ามีให้เลือกซื้อหมด ส่วนใครอยากจะทานเครื่องดื่มหรือของหวานเค้าก็มีจำหน่ายเหมือนกัน และนอกจากนี้ภายในโซนเค้ายังมีการเอาอาหารทะเลสดๆ มาแปรรูปและแพ็คให้อยู่ในแพคเกจจิ้งที่สามารถซื้อหรือพกพาไปทานที่ต่างๆ ได้ง่ายด้วย ใครที่อยากจะทานซูชิ, ซาชิมิ, ขาปู, ไข่หอยเม่น, ปลาไหล หรืออื่นๆ ก็สามารถแวะมาเลือกซื้อที่โซนนี้ได้เลยครับ หลายๆ อย่างคุณภาพดี และราคาไม่แพงเลย
3. โซนร้านอาหาร ภายในตลาดปลาไทเปนั้นเค้าจะมีการจัดทำเป็นร้านอาหารเล็กๆ ไว้ภายในด้วย โดยเท่าที่ผมเห็นน่าจะมีทั้งร้านที่เป็นร้านสเต็ก, ร้านของย่าง, ร้านซูชิ, ร้าน Hot Pot และร้านอาหารทะเล ใครอยากกินร้านไหนก็ส่องราคากับเมนูแล้วจัดได้เลยครับ
4. โซนรับประทานอาหาร โซนนี้จะเป็นโซนที่ทางตลาดปลาเค้าจัดไว้ให้สำหรับคนที่ซื้ออาหารพร้อมทานประเภทต่างๆ จากภายในซุปเปอร์มาเก็ตได้มาใช้บริการกัน โดยเค้าจะมีการจัดพื้นที่เป็นทั้งส่วนที่ต้องยืนกิน และพื้นที่ส่วนที่มีที่นั่งให้เรียบร้อย ใครสะดวกตรงไหนก็เลือกเอานะครับ นอกจากนี้เค้ายังมีอ่างล้างมือ, ห้องน้ำ และถังขยะประเภทต่างๆ เอาไว้ภายในโซนนี้ด้วย ส่วนพวกอุปกรณ์การกิน เช่น ตะเกียบ, วาซาบิ หรือช้อนส้อม ภายในซุปเปอร์มาเก็ตเค้าก็จะเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วตอนที่เราชำระเงิน ดังนั้นโดยรวมๆ ก็ถือว่าสะดวกสบายดีครับ ซื้อเสร็จปั๊บ แกะกิน เอาขยะไปทิ้ง ล้างมือ แล้วก็ออกเที่ยวต่อได้เลย
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 – 1.30 ชั่วโมง
เวลาเปิดปิด : 7.00 น. – 20.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์ที่เปิด 10.00 น. – 18.00 น.)
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีเหลือง (Zhonghe – Xinlu Line) ไปลงที่สถานี Xingtian Temple จากนั้นเดินต่อประมาณ 1.1 กิโลเมตร หรือนั่งรถบัสสาย 49 จากป้ายรถเมล์ MRT Longshan Temple Station ไปลงที่ 2nd Fruit and Vegetable Market และเดินต่ออีก 350 เมตร (ค่ารถบัส 15 TWD, ใช้เวลานั่งรถประมาณ 40 นาที)

 

5. อนุสรณ์สถานเจียง ไคเชค

(Chiang Kai-Shek Memorial Hall)

เจียง ไคเชค (Chiang Kai-Shek) หรือจอมทัพเจียง ไคเชคถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญของไต้หวันมาก โดยท่านผู้นี้ได้จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของประเทศญี่ปุ่น และได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง รวมทั้งยังเคยเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีนด้วย แต่หลังจากที่ ดร.ซุน ยัตเซ็นได้เสียชีวิตลงไป ประเทศจีนก็ตกอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ ถูกรุกรานจากประเทศญี่ปุ่น และยังมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่พยายามจะก่อการปฏิวัติล้มระบอบประชาธิปไตยของจอมพลเจียง ไคเชคด้วย โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ว่านั้นมีหัวหน้าพรรคที่ชื่อว่าเหมา เจ๋อตุงครับ และหลังจากการต่อสู้ภายในประเทศจีนเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็สามารถที่จะปฏิวัติพรรคก๊กมินตั๋งได้สำเร็จ และทำให้กองทัพของจอมพลเจียง ไคเชคต้องถอยหนีออกจากประเทศจีนไปตั้งหลักอยู่ที่เขตพื้นที่อิสระทางตอนเหนือหรือเกาะไต้หวันในตอนนี้นั่นเอง โดยในตอนนั้นก็ได้มีคนจีนที่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตยและแนวความคิดของท่านเจียง ไคเชคติดตามท่านไปอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากครับ
หลังจากที่จอมพลเจียง ไคเชคมาตั้งหลักอยู่ที่เกาะไต้หวัน ท่านก็ได้เริ่มต้นการปูรากฐานทางเศรษฐกิจที่ไต้หวันให้เป็นแบบประชาธิปไตย และทำหลายๆ สิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในประเทศจีน โดยหนึ่งในนโยบายการบริหารประเทศที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไต้หวันมากก็คือ นโยบายที่ให้ชาวนาที่ร่ำรวยยอมขายที่นาในราคาถูกๆ ให้กับชาวนาที่ยากจน ซึ่งผลที่ได้ก็คือชาวนาที่ร่ำรวยแล้วก็เอาเงินที่ได้จากการขายนาไปประกอบอุตสาหกรรมต่างๆ ส่วนชาวนาที่ยากจนซึ่งมีจำนวนที่มากกว่าก็เริ่มมีที่ดินสำหรับทำการเกษตร และผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นเองที่ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไต้หวันในยุคนั้น จนกระทั่งไต้หวันได้กลายมาเป็นชาติที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลกลำดับที่ 26 ครับ
และด้วยสิ่งต่างๆ ที่ท่านเจียง ไคเชคได้ทำให้กับไต้หวันมากมาย ชาวไต้หวันจึงได้จัดสร้างอนุสรณ์สถานของท่านขึ้นมา โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 3 ปี และมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก โดยภายในอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะมีอาคารขนาดใหญ่ที่สำคัญอยู่ 3 อาคาร ได้แก่
1. อาคาร Chiang Kai-Shek Memorial Hall : อาคารหินอ่อนสีขาวที่มีหลังคาสีน้ำเงินเป็นทรง 8 เหลี่ยม อาคารนี้จะเป็นอาคารที่มีรูปปั้นของท่านเจียง ไคเชคขนาดใหญ่โตตั้งอยู่ครับ โดยที่กำแพงด้านหลังรูปปั้นนั้นจะมีข้อความปรัชญาทางการเมืองการปกครองของท่านอยู่ 3 คำ ได้แก่ จริยธรรม, ประชาธิปไตย และวิทยาศาสตร์ สำหรับตำแหน่งของอาคารนี้นั้นจะตั้งอยู่บริเวณตรงกลางของจัตุรัสเสรีภาพ (Freedom Square) เลย โดยตอนที่เราไปถึงหน้าอาคารเราจะต้องเดินขึ้นบันไดไปด้านบนทั้งหมด 89 ขั้น ซึ่งจำนวนขั้นบันไดนี้จะเท่ากับอายุของท่านเจียง ไคเชคครับ นอกจากนี้ในทุกๆ ต้นชั่วโมงตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 16.00 น. เรายังจะเห็นวิธีการผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหารที่อยู่ในอาคารแห่งนี้ด้วย ผมแนะนำเลยว่าเราควรจะกะเวลาไปชมให้ถูกจังหวะพอดี เพราะของแบบนี้มันไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ และสำหรับคนที่มีเวลารวมทั้งอยากจะศึกษาเรื่องราวของท่านเจียง ไคเชคแบบละเอียด ผมแนะนำให้เดินลงไปที่ชั้นล่างของอาคารต่อนะครับ เพราะเค้าจะมีนิทรรศการที่จัดแสดงประวัติของท่านเจียง ไคเชคอยู่ โดยในนิทรรศการนี้จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 ห้อง และจะมีภาพถ่ายต่างๆ, ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว, รถยนต์ส่วนตัว, ฉากจำลองการทำงานของท่าน รวมไปถึงเรื่องราวที่น่าสนใจให้เราดูมากมายเลยครับ
2. อาคาร National Concert Hall : อาคารนี้จะเป็นอาคารที่ทางไต้หวันใช้จัดแสดงงานต่างๆ ครับ ขนาดของอาคารใหญ่โตและมีความสวยงามมาก โดยเราสามารถเข้าไปเดินเล่นด้านในได้นะครับ
3. อาคาร National Theater : เป็นอีกหนึ่งอาคารที่ทางไต้หวันมักจะใช้จัดงานต่างๆ อยู่เป็นประจำเช่นเดียวกับกับอาคาร National Concert Hall ครับ และเราสามารถเดินเข้าไปดูด้านในได้เช่นเดียวกัน
และนอกจากอาคารทั้ง 3 หลังนี้แล้ว ภายในอนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็ยังมีสวนสวยๆ และประตูทางเข้าที่งดงามอีกด้วย โดยประตูทางเข้าอนุสรณ์สถานเจียง ไคเชคในช่วงเช้าๆ นั้นถือเป็นอีกจุดนึงที่คนชอบถ่ายภาพชอบมาบันทึกภาพกันด้วยครับ ใครที่ชอบถ่ายภาพอย่าลืมแพลนมาเก็บภาพที่นี่ด้วยนะ ^^
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน
เวลาเปิดปิด : Memorial Hall เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 18.00 น. (หยุดช่วงตรุษจีน) ส่วน Memorial Park นั้น เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5.00 น. – 24.00 น.
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง (Tamsui-Xinyi Line) ไปลงที่สถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall จากนั้นออกทางออก 5 ก็ถึงอนุสรณ์สถานเลย

 

6. อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน

(National Sun Yat-Sen Memorial)

จากเนื้อหาของอนุสรณ์สถานเจียง ไคเชคเมื่อกี้นี้ ทุกคนจะเห็นชื่อของบุคคลคนหนึ่งที่ชื่อว่า ดร.ซุน ยัตเซน ใช่มั้ยครับ และบุคคลท่านนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญต่อจีนกับไต้หวันมากๆ โดย ดร.ซุน ยัตเซนนั้นเป็นคุณหมอนักประชาธิปไตยและนักปฏิวัติที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “บิดาของชาติ” และ “ผู้บุกเบิกการปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะ ดร.ซุน ยัตเชนได้มีบทบาทสำคัญในการจุดประกายการโค่นล้มราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินจีนเป็นราชวงศ์สุดท้ายและเกือบนำประเทศไปสู่ความหายนะ โดย ดร.ซุน ยัตเซนนั้นได้ทำการปลุกกระแสให้ชาวจีนหันมาตระหนักถึงความล้มเหลวของราชวงศ์ชิง จนกลายเป็นกระแสต่อต้านราชวงศ์และนำไปสู่การปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงประเทศจีนให้กลายเป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และ ดร.ซุน ยัตเซนคนนี้ยังเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาลคนแรกของสาธารณรัฐจีน รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋งร่วมกับท่านเจียง ไคเชกอีกด้วยครับ
ซึ่งจากสิ่งที่ท่าน ดร.ซุน ยัตเซนได้ทำภายในประเทศจีน ทำให้ท่านได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนชาวจีนทั้งที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และที่อาศัยอยู่ในไต้หวันเป็นอย่างมาก โดยภายในจีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้มีการสร้างหอรำลึกถึงท่านที่เมืองกวางโจว ส่วนที่ไต้หวันนั้นก็ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่ให้กับท่าน โดยภายในอนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซนที่ไต้หวันนั้นจะมีการจัดแสดงรูปปั้นขนาดใหญ่ของท่านในท่านั่ง รวมทั้งมีการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของท่าน ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา, การศึกษา, สังคม, และศิลปะต่างๆ โดยรูปปั้นของท่านนั้นจะมีทหารยืนเฝ้าอยู่ตลอดเวลาและจะมีการผลัดเปลี่ยนเวรยามกันทุกๆ ต้นชั่วโมงเหมือนกับทหารที่อนุสรณ์สถานเจียง ไคเชค ท่านใดที่สนใจอยากจะไปดูก็สามารถไปดูได้ทุกต้นชั่วโมงตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. นะครับ แต่ผมแนะนำว่าควรไปถึงก่อนเวลาซัก 10 นาที เพราะคนจะมารอดูกันเยอะมาก
ทั้งนี้ภายในพื้นที่ของอนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซ็นนั้นจะยังมีสวนสวยๆ พร้อมกับลานเอนกประสงค์กว้างสุดลูกหูลูกตา, หอประชุม, โรงละคร, โถงมัลติมีเดีย และห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีหนังสืออยู่มากกว่า 300,000 เล่มด้วยนะครับ โดยลานอเนกประสงค์บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถานนั้นถือเป็นอีกจุดนึงที่ใครมาที่นี่ต่างก็ต้องแวะ เพราะมันเป็นจุดที่เราจะสามารถมองเห็นตึกไทเป 101 ได้อย่างชัดเจน ใครอยากถ่ายรูปเก๋ๆ สวยๆ หรือ ฮาๆ ยังไง ก็จัดถ่ายได้อย่างเต็มที่เลยครับ
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน
เวลาเปิดปิด : 9.00 น. – 18.00 น.
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน (Bannan Line) ไปลงที่สถานี Sun Yat-Sen Memorial Hall Station จากนั้นออกทางออก 4 และเดินต่อประมาณ 300 เมตร

 

7. หมู่บ้านโบราณจิ่วเฟิ่น

(Jiufen Old Street)

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์และเป็นสถานที่ที่หลายๆ คนต้องบรรจุไว้เวลามาเที่ยวไต้หวันครับ เพราะที่นี่คือหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา มีความสวยงามของสถาปัตยกรรมต่างๆ ให้เราดูมากมาย มีอาหารอร่อยๆ กับของช็อปปิ้งให้เลือกชิมและซื้อเยอะแยะ นอกจากนี้ที่หมู่บ้านจิ่วเฟิ่นยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาได้อย่างเต็มๆ ตา โดยเฉพาะวิวของทะเลและเกาะน้อยใหญ่ครับ บอกเลยว่าใครที่ได้ไปเที่ยวจิ่วเฟิ่นในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจรับรองต้องประทับใจแน่ๆ ^^
สำหรับสิ่งที่เราทุกคนไม่ควรพลาดเลยเมื่อได้มีโอกาสมาที่จิ่วเฟิ่นนั่นก็คือการชิมขนมต่างๆ ที่เป็นสูตรเด็ดสูตรเฉพาะของที่นี่อย่างเช่น บัวลอยเผือก, ลูกชิ้นปลาสูตรโบราณ และไอศกรีมถั่วตัดสายไหม นอกจากนี้สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปด้วยแล้ว การได้ไปนั่งชมวิวหรือถ่ายรูปโรงน้ำชาที่เป็นอาคารไม้ตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามความลาดชันของภูเขาก็เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดเลยครับ โดยเค้าว่ากันว่าความสวยงามของหมู่โรงน้ำชาที่จิ่วเฟิ่นนั้นถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับภาพยนตร์ Animation ชื่อดัง Spirited Away จากค่าย Ghibli Studio ด้วยครับ
ทั้งนี้ทำเลที่ตั้งของจิ่วเฟิ่นจะอยู่ห่างจากตัวเมืองไทเปพอควรนะครับ และการเดินทางมาที่นี่จะค่อนข้างลำบากนิดนึง เนื่องจากเราต้องใช้การเดินทางด้วยรถบัสหรือรถแท็กซี่เท่านั้น ใครที่ตั้งใจจะมาที่นี่ก็เผื่อเวลาในการเดินทางอย่างน้อยซัก 2-3 ชั่วโมงนะครับ และหากใครมาเที่ยวที่นี่ในวันหยุดก็อาจจะต้องเจอกับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลด้วยครับ
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 – 2 ชั่วโมง ไม่รวมระยะเวลาการเดินทาง
เวลาเปิดปิด : 11.00 น. – 20.00 น.
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง :
1. นั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Taipei Main Station ไปยังสถานีรถไฟ Ruifang Station (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40-50 นาที) จากนั้นนั่งรถบัสสาย 1062, 788, 827 และ 856 ลงที่ป้าย Jiufen Old Street (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที, ค่ารถบัส 15 TWD)
2. นั่งรถบัสสาย 965 ที่สถานีรถไฟฟ้า Ximen (BL11/G12) บริเวณทางออก 2 หรือจะนั่งที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า Beimen (G13) ทางออก 2 ก็ได้ จากนั้นให้ลงที่ป้าย Jiufen Old Street (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 80 นาที, ค่ารถบัส 90 TWD)
หมายเหตุ : สามารถดูการเดินทางมาจิ่วเฟิ่นด้วยวิธีอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ได้ที่นี่ครับ http://www.1000milesjourney.com/from-ximen-to-jiufen/

 

8. ตลาดซีเหมินติง

(Ximending Night Market)

ปิดท้ายสถานที่เที่ยวไฮไลท์ในเมืองไทเปกันด้วยตลาดซีเหมิน (Ximen Night Market) หรือตลาดซีเหมินติง (Ximending Night Market) สถานที่ที่รวบรวมของกินและของช็อปที่คึกคักที่สุดแห่งนึงในไต้หวัน บอกเลยว่าคุณจะสามารถหาซื้อของขึ้นชื่อของไต้หวันได้ภายในตลาดนี้แทบทุกอย่างเลย ทั้งรองเท้า, เสื้อผ้า, ของที่ระลึก หรือขนมสับปะรด ส่วนขากินนั้นคุณจะรู้สึกอิ่มจนตัวแตกหรือแทบต้องกลิ้งกับที่พัก เพราะที่นี่มีอาหารอร่อยๆ จำหน่ายมากมายทั้งชานมไข่มุก, ชาบูหมาล่า, เต้าหู้เหม็น, บะหมี่อาจง, เนื้อหั่นเต๋าย่าง, ปลาหมึกทอดกรอบ, น้ำมะระ จนไปถึงอาหารเด็ดๆ อีกเพียบ!!
สถานที่นี้ผมแนะนำเลยครับว่าทุกคนควรต้องมา ห้ามพลาดเด็ดขาด และคุณสามารถที่จะวางโปรแกรมการมาเที่ยวตลาดซีเหมินติงนี้ไว้เป็นโปรแกรมสุดท้ายของวันเลยก็ได้ เนื่องจากตลาดแห่งนี้เปิดบริการดึกดื่นจนถึงเที่ยงคืนเลย ตอนกลางวันเราไปเดินเที่ยวที่อื่นๆ ให้ครบก่อน แล้วค่อยปิดท้ายมากินมาช็อปที่นี่มันจะเป็นอะไรที่ลงตัวและช่วยให้เราสามารถเที่ยวในเวลาที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 – 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความชอบในการกินและช็อปปิ้งของแต่ละคน
เวลาเปิดปิด : 11.00 น. – 24.00 น.
ค่าเข้า : ไม่มีค่าเข้าชม
การเดินทาง : นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน (Bannan Line) ลงที่สถานี Ximen จากนั้นออกทางออก 6 ก็ถึงเลย
และทั้งหมดนี้ก็คือ 8 สถานที่เที่ยวไฮไลท์ในเมืองไทเปที่ผมว่าทุกคนที่มาเที่ยวไทเปครั้งแรกไม่ควรพลาดครับ โดยทั้ง 8 สถานที่นี้จะมีครบหมดทุกแนวเลยทั้งธรรมชาติ, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์, วัด, ของกิน และแหล่งช็อปปิ้ง ที่สำคัญหากเราวางแผนการเดินทางดีๆ เราจะสามารถเที่ยวทั้ง 8 ที่นี้ได้ภายในระยะเวลา 2 วัน 1 คืนเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันเร่งไป อยากจะอยู่แต่ละที่นานๆ หรือเผื่อหลง เผื่อชิล ก็สามารถตัดบางสถานที่ออก หรือเพิ่มเป็น 3 วัน 2 คืนก็ได้ครับ
และสำหรับใครที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการไปเที่ยวไทเปมาก่อน กำลังงงๆ กับเรื่องการหาที่พักอยู่ ผมขอแนะนำที่นี่เลยครับ Tomorrow Hotel โรงแรมเล็กๆ ที่มีขนาดห้องไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการนอนหลับพักผ่อน, ความสะอาดต่างๆ ดี, มี Wifi ให้ใช้, มี 7-11 และ Watsons ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ใต้ตึก, การเดินทางไปไหนมาสะดวก และใครที่ชอบช็อปปิ้งก็ง่ายแสนง่าย เพราะโรงแรมแห่งนี้อยู่ข้างๆ ตลาดซีเหมินติง บริเวณสถานีรถไฟฟ้า Ximen ทางออก 6 เลยครับ เราโผล่จากทางออก 6 มาก็เจอตลาดซีเหมินติงกับโรงแรมอยู่ตรงหน้าเราเลย สะดวกและหาง่ายมากๆ
หมายเหตุ : หากเราออกมาจากทางออก 6 ของสถานีรถไฟฟ้า Ximen เราจะเห็น 7-11 อยู่ตรงหน้าเรา ให้เราเดินเข้าไปใน 7-11 และทะลุออกไปอีกด้านนึงเลยครับ และเดี๋ยวเราจะเห็นล็อบบี้ของโรงแรม Tomorrow Hotel ทันที
อ้อ และสำหรับเรื่องที่หลายๆ คนต้องชอบแน่ๆ เกี่ยวกับโรงแรม Tomorrow Hotel นั่นก็คือราคาที่พักต่อคืนของโรงแรมแห่งนี้ มีราคาเพียง 1,000 -1,200 บาท/คืน เท่านั้น (ไม่รวมอาหารเช้า) เรียกว่าทั้งถูก ทั้งคุ้มค่าจริงๆ ใครที่สนใจอยากจะจองที่พักราคาพิเศษของ Tomorrow Hotel หรืออยากจะเช็คราคาที่พักของที่นี่ก็กดที่นี่ได้เลยครับ
หมายเหตุ : ราคาห้องพักในแต่ละช่วงเวลาอาจจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อนที่จะทำการจองครับ
ขอบคุณทุกท่านมากๆ ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ หวังว่าบทความนี้คงจะมีประโยชน์ต่อทุกคนบ้างนะครับ และสำหรับใครที่ชอบเรื่องราวการกินและเที่ยวของผมก็สามารถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments