Food Review

[CR] Kitsune Shabu Sushi Buffet : เมนูหลากหลาย นั่งกินได้นาน แต่รสชาติยังไม่ถึงใจ

posted by ภรรยาหา สามีใช้ January 9, 2018 0 comments
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับหนึ่งในร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ นั่นก็คือร้าน “Kitsune Shabu Sushi Buffet” โดยจุดเด่นที่สำคัญของร้านนี้ก็คือ
  1. เป็นร้านในเครือของ Sushi Hiro หนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพดี และราคาไม่แรง
  2. มีเมนูอาหารหลากหลายมากกว่า 200 เมนู ทั้งเนื้อ, เทปันยากิ, เครื่องดื่ม, ของหวาน, ไอศกรีม จนไปถึงของทานเล่น
  3. มีให้เลือกทานทั้งชาบูและปิ้งย่าง (ราคาปิ้งย่างจะสูงกว่า 50 บาท/คน) โดยสำหรับคนที่ทานชาบู ทางร้านจะจัดเป็นหม้อแยกของใครของมันให้เลยครับ
  4. สามารถนั่งทานได้นานถึง 2 ชั่วโมง
สำหรับร้าน Kitsune Shabu Sushi Buffet นั้น ปัจจุบันนี้มีเพียงสาขาเดียวเท่านั้น คือที่ชั้น 2 ของ The Crystal SB ราชพฤกษ์ ใกล้ๆ กับร้าน Sushi Hiro ครับ โดยเวลาเปิดบริการของทางร้านก็คือ 11:00 น. – 22:00 น.
Disclosure : บทความนี้เป็นบทความที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากที่เราเข้าไปในร้านแล้ว ทางพนักงานจะสอบถามเราว่าจะทานปิ้งย่างหรือชาบู เพราะการทานปิ้งย่างนั้นจะต้องแยกไปนั่งอีกโซนนึง ซึ่งจากที่ผมได้ลองนับจำนวนโต๊ะคร่าวๆ ก็คิดว่าพื้นที่สำหรับทานชาบูน่าจะรองรับได้ประมาณ 100 คน ส่วนที่นั่งสำหรับปิ้งย่างน่าจะนั่งได้ประมาณ 40 คน ดังนั้นถ้าใครจะทานปิ้งย่างที่ร้านนี้นอกจากจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าแล้วยังอาจจะต้องทำใจเรื่องการรอโต๊ะด้วยนะครับ
สำหรับผมกับต๋งวันนี้เราเลือกทานเป็นชาบู ซึ่งมีโต๊ะเลย โดยหลังจากที่เรานั่งที่โต๊ะเรียบร้อยทางพนักงานก็ได้เข้ามาอธิบายข้อมูลคร่าวๆ และสอบถามว่าเราจะเลือกน้ำซุปอะไรจากจำนวน 6 ชนิด ดังนี้
  1. Kitsune Shabu (คิทสึเนะ ชาบู)
  2. Kitsune Sukiyaki (คิทสึเนะ สุกี้ยากี้)
  3. Niku Beef (ซุปเนื้อ)
  4. Miso Tonkosu (มิโซะ ทงคัตสึ)
  5. Spicy Tomyum (ซุปต้มยำรสจัดจ้าน)
  6. Tan Tan Buta (ซุปตันตัน)
ผมกับต๋งเลือกน้ำซุปเป็น Kitsune Sukiyaki และ Tan Tan Buta เพราะคิดว่าน้ำซุปทั้งสองชนิดนี้รสชาติน่าจะต่างกัน โดยอันแรกเป็นซุปน้ำดำที่เรากินกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอันหลังดูจากรูปแล้วน่าจะซุปที่รสชาติเผ็ดจัดจ้าน แต่กลับกลายเป็นว่ารสชาติของน้ำซุปทั้งสองนั้นออกไปในทางเดียวกันคือกลางๆ ไม่ได้เผ็ดอะไร จะแตกต่างกันเล็กน้อยก็แค่ Tan Tan Buta นั้นจะรู้สึกมันกว่าหน่อย
อ้อ อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นนะครับว่าการทานชาบูที่นี่จะแยกหม้อใครหม้อมัน โดย 1 โต๊ะ จะนั่งได้ 4 คน และต่างคนต่างปรับความแรงของไฟได้เองเลย
หลังจากที่ผมสั่งน้ำซุปไปเรียบร้อย ผมก็เริ่มสำรวจเมนูกับป้ายต่างๆ บนโต๊ะ และก็สะดุดกับป้ายขนาดเล็กที่ด้านนึงเขียนถึงกติกาการกินบุฟเฟ่ต์ และอีกด้านนึงเขียนถึงวิธีการรับเมนูพิเศษประจำสัปดาห์ ซึ่งผมแนะนำให้อ่านให้ดีนะครับจะได้ไม่พลาดสิทธิ์ในการรับเมนูพิเศษไป รวมถึงไม่พลาดถูกทางร้านปรับเงินเพราะทานอาหารไม่หมดครับ
สำหรับระเบียบของการทานบุฟเฟ่ต์ที่เราควรจะต้องรู้ไว้ก่อนก็คือ
  1. เรามีเวลาในการทาน 2 ขั่วโมง
  2. หากทานเกินเวลา ทางร้านจะคิดเพิ่มคนละ 50 บาท ต่อทุกๆ 15 นาที
  3. การเปลี่ยนน้ำซุปคิดค่าบริการครั้งละ 50 บาท
  4. เราต้องคืนบัตร Order Card หลังจากที่ทานเสร็จ โดยหากบัตรหายจะโดนปรับใบละ 100 บาท
  5. หากเราทานอาหารไม่หมด ทางร้านจะมีการปรับเงิน โดยจะมีราคาแตกต่างกันไปตามประเภทอาหาร และหากใครตั้งใจปิ้งให้ไหม้ หรือนำไปซ่อนในภาชนะอื่นๆ ก็จะมีโทษปรับแตกต่างกันออกไป @_@
นี่เป็นหน้าตาของบัตร Order Card ที่ทางร้านจะปรับใบละ 100 บาท หากเราทำหาย โดยบัตรนี้เราจะต้องใช้ในการสั่งอาหารพวกเทปันยากิและอาหารทานเล่นต่างๆ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ตอนที่คิดเงินผมก็ไม่เห็นทางร้านนับบัตรนี้นะครับ ที่สำคัญแต่ละโต๊ะก็มีจำนวนบัตรไม่เท่ากันด้วย – -“
เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูเมนูอาหารต่างๆ ที่เราจะสามารถสั่งได้ในการทานชาบูกันดีกว่า โดยผมจะขอกรุ๊ปให้ทุกคนเห็นภาพง่ายๆ ดังนี้นะครับ
  1. เมนูเนื้อต่างๆ ที่ไว้สำหรับกินกับชาบู
  2. ซูชิและชาชิมิ
  3. อาหารประเภทเทปันยากิ
  4. สลัด
  5. ติ่มซำ
  6. อาหารทานเล่น เช่น ปลาไข่ชิชาโมะย่าง, ยากิโซบะ, เกี๊ยวซ่า, ทาโกะยากิ, เทมปุระ, เบคอนพันเห็ดเข็มทอง, หอยเชลล์ไดนาไมท์
  7. เครื่องดื่ม
  8. ของหวาน จากร้าน HiroKeki
  9. ไอศกรีม ifresh
ซึ่งอาหารแต่ละประเภทนั้นก็มีให้เลือกหลายรายการมาก ดังนั้นการที่ทางร้านบอกว่ามีอาหารให้เลือกทั้งหมดมากกว่า 200 เมนูนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่พูดเกินความจริงเลย
เอาล่ะ เรามาไล่ดูรสชาติกับคุณภาพของอาหารแต่ละประเภทกันดีกว่า เริ่มจากรายการเนื้อ โดยเมนูเนื้อสำหรับการทานชาบูที่ Kitsune นั้นจะมีให้เลือกทั้งหมู เนื้อ กุ้ง ปลาหมึก แซลมอน หอยแมลงภู่ ซึ่งทางร้านเองก็ได้ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีในแต่ละรายการ กุ้งและหอยแมลงภู่ตัวใหญ่ ความสดอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนบรรดากลุ่มเนื้อและหมูนั้น ทางร้านก็ทำการสไลด์สดๆ ที่ร้านเลย แต่ทั้งนี้ผมรู้สึกว่าทางร้านทำการสไลด์เนื้อชิ้นหนาเกินไป ทำให้รสชาติยังไม่ถูกปากผมกับต๋งเท่าที่ควร รวมๆ แล้วสำหรับในกลุ่มเนื้อและหมูนั้น ผมให้รสชาติอยู่ในระดับกลางๆ ครับ
สำหรับน้ำจิ้มของชาบูนั้นจะมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ พอนสึ, ถั่วงาญี่ปุ่น, สุกี้แบบไทย แล้วก็น้ำจิ้มซีฟู้ด โดยตำแหน่งการตักน้ำจิ้มจะอยู่ที่เดียวกับสลัดบาร์ ส่วนรสชาตินั้นแล้วแต่คนชอบครับ แต่ผมเองรู้สึกเฉยๆ กับทั้ง 4 อัน ไม่มีอันไหนที่โดนใจเลย
ต่อกันที่พวกซูชิและซาชิมิ ด้วยความที่ร้าน Kitsune เป็นร้านที่อยู่ในเครือเดียวกับ Sushi Hiro ทำให้ผมหวังในเรื่องรสชาติกับคุณภาพของอาหารหมวดนี้สูงกว่าหมวดอื่นๆ ซึ่งต้องบอกว่าทางร้านก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับแซลมอนซาชิมิครับ ลายสวย คุณภาพดี เรียกว่าแทบไม่ต่างจากการเข้าไปกินที่ Sushi Hiro เลย
ส่วนเมนูอื่นๆ ในหมวดนี้ ผมให้คะแนนกลางๆ ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ คือ อาจจะดีกว่าไลน์บุฟเฟ่ต์ของหลายๆ ร้าน แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่ผมตั้งใจไว้ โดยเฉพาะบรรดาซูชิที่เป็นหน้าพิเศษต่างๆ นอกจากจะออกมาน้อยแล้วรสชาติยังแปลกๆ อีกด้วยครับ อย่างซูชิหน้าปลาไหลนี่ผมต้องรอเกือบ 2 ชั่วโมง ถึงจะได้กิน และรสชาตินั้นก็ไม่สมกับการรอคอยเท่าไหร่ เพราะทางร้านมีการนำไปฟิวชั่นกับแป้งเทมปุระซึ่งผมว่ารสชาติมันไม่เข้ากันเลย
สรุปสำหรับหมวดนี้ ผมยกให้แซลมอนซาชิมิเด่นสุด ใครอยากทานแซลมอนซาชิมิเยอะๆ แบบไม่ต้องกังวลว่างบจะบานปลายก็มาจัดที่นี่ได้เลย เมนูนี้ทางร้านนำมาวางไว้เยอะและเติมเร็วมากครับ
เข้าสู่หมวดที่สาม อาหารประเภทเทปันยากิ จุดทำอาหารหมวดนี้จะอยู่แถวบริเวณทางเข้าเลย เด่นและมีพื้นที่ใหญ่มาก นอกจากนี้ก็ยังมีประเภทของเนื้อให้เราสั่งมาทานได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมู เนื้อ แซลมอน หอย กุ้ง ปลาหมึก ซึ่งผมเองได้สั่งมาลองสองอย่างคือเนื้อและหมู และมันคือความเลวร้ายของอาหารมื้อนี้เป็นอย่างมาก ทั้ง 2 จานที่ได้มานั้นเหนียวและเคี้ยวยากมากกกกกกก รสชาติก็ไม่ถูกปากเลย แต่ด้วยความที่กลัวว่าจะถูกทางร้านปรับเงินก็เลยต้องฝืนใจเคี้ยวจนเมื่อยฟันครับ T_T
สรุปสำหรับหมวดนี้ เนื้อและหมูเทปันยากิ ไม่โดนใจอย่างแรง ส่วนแซลมอน หอย กุ้ง ปลาหมึก ไม่ได้ชิม ไม่ขอออกความเห็นครับ
หมวดที่ 4 สลัด ส่วนนี้จะมีผักให้เลือกตักหลากหลายชนิด รวมไปน้ำสลัดอย่างเทาส์ซันไอแลนด์, ซีซาร์, ครีมงาญี่ปุ่น, งาซีอิ้วญี่ปุ่น แล้วก็ครีม ซึ่งตัวผมกับต๋งเองไม่ได้ลองทานอาหารในกลุ่มนี้ก็เลยไม่ขอออกความเห็น แต่เท่าที่ดูหน้าตาของผักต่างๆ ก็ถือว่าหน้าตาสวยงาม ดูน่ากินดีครับ
อ้อ ที่บริเวณสลัดบาร์นี้จะมีลูกชิ้นและไข่ที่ใช้กินกับชาบูด้วย มีหลายชนิดเลย โดยผมเองได้ลองทาน 2-3 อย่าง รสชาติก็อยู่ในระดับกลางๆ ครับ
ต่อกันที่หมวดที่ 5 ติ่มซำ หมวดนี้มีรายการอาหารน้อยมาก แค่ 4 อย่างเท่านั้น น้อยจนถ้าใครไม่ตั้งใจสังเกตก็จะไม่เห็นเลย เพราะตำแหน่งที่วางก็ไม่ได้เด่นอะไร สำหรับหมวดนี้ผมให้รสชาติอยู่ในระดับกลางๆ โดยในส่วนของซาลาเปาทำได้ดี ลูกไม่ใหญ่เกินไป ไส้ลาวาครีมอร่อย แต่ขนมจีบยังไม่ถูกปากเท่าไหร่ แป้งหนาและโดยส่วนตัวแล้วผมชอบรสชาติขนมจีบที่ 7-11 มากกว่า @_@
หมวดที่ 6 กลุ่มของทานเล่น หมวดนี้ผมว่ามีอาหารให้เลือกเยอะดีนะครับ น่าจะเกิน 15 รายการได้ โดยวิธีการสั่งก็แค่เอาป้าย Order Card ของเราไปวางที่หน้าป้ายเมนูนั้นๆ ครับ เดี๋ยวซักพักพนักงานก็จะนำอาหารมาเสิร์ฟให้เราที่โต๊ะ
สำหรับหมวดนี้ผมได้ลองทานแค่หอยเชลล์ไดนาไมท์กับเทมปุระเท่านั้น รสชาติโอเคทั้งคู่โดยเฉพาะหอยเชลล์ไดนาไมท์ หอยสด มีขนาดใหญ่ดี ใครที่สนใจทานอาหารประเภทนี้ก็ลองเดินสำรวจรายชื่ออาหารดูก่อนว่าอยากกินอะไรบ้าง เช่น ปลาไข่ชิชาโมะย่าง, ยากิโซบะ, เกี๊ยวซ่า, ทาโกะยากิ, เทมปุระ, เบคอนพันเห็ดเข็มทอง จากนั้นก็เหลือพื้นที่กระเพาะไว้รองรับเมนูเหล่านั้นครับ
หมวดที่ 7 เครื่องดื่ม ดูพวกของคาวกันมาเยอะแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาของเครื่องดื่มและของหวานกันแล้ว ซึ่งเครื่องดื่มของที่ Kitsune นั้นมีให้เราเลือกทานเกือบ 10 ประเภทเลย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 โซน ดังนี้
โซนแรกคือโซนเครื่องดื่มหลัก โซนนี้จะมีน้ำให้เลือกเยอะทั้งน้ำอัดลม EST และน้ำหวานอย่างอัญชันฮันนี่เลมอน, พั้นช์, ชาเขียวมะลิ, ชามะนาว, โอเขียนบลู และน้ำเปล่า โดยโซนนี้จะมีน้ำแข็งให้เราตักด้วยครับ ส่วนโซนที่สอง จะอยู่บริเวณของหวานของ HiroKeki โดยจะมีชานมเย็นและชาเผือกพร้อมไข่มุกให้เราทาน
สำหรับในเรื่องของเครื่องดื่มนั้นสิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ก็คือลักษณะของแก้วเค้าครับ แก้วเครื่องดื่มของ Kitsune จะเป็นแก้วพลาสติกขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 ช่องซ้ายขวา ทำให้เราสามารถกินน้ำ 2 ชนิดในแก้วเดียวได้ โดยแก้วนี้เราจะได้รับตอนที่พนักงานพาเรามาที่โต๊ะตอนแรก เราจะต้องใช้มันจนจบการทานอาหาร และไม่สามารถนำแก้วนี้ออกจากร้านครับ
ส่วนในเรื่องของรสชาติของเครื่องดื่มนั้นในกลุ่มประเภทน้ำหวานอย่างอัญชันฮันนี่เลมอน, พั้นช์, ชาเขียวมะลิ, ชามะนาว และโอเขียนบลูนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี รสชาติไม่หวานจนเกินไป แต่ส่วนที่เป็นชานมเย็นและชาเผือกนั้น ผมไม่ประทับใจเท่าไหร่ ตัวเครื่องดื่มรสชาติพอได้ แต่ไข่มุกที่ใส่ในแก้วนี่เลวร้ายมาก ทั้งแข็งทั้งไม่สุก ผมกับภรรยาลองทาน 2-3 แก้วก็เจอเหมือนกัน ก็เลยขอบายไม่ทานอีกเลย T_T
ต่อกันที่หมวดของหวานจากร้าน HeroKeki ที่หมวดนี้จะมีของหวานให้เลือกทานเยอะมาก ตั้งแต่ช็อคโกแลตฟาวเทน จนไปถึงวาฟเฟิล, เครป และน้ำแข็งไส โดยการสั่งวาฟเฟิล, เครปและน้ำแข็งไสนั้น เราจะต้องกรอกจำนวนที่ต้องการลงในใบ order โดยบางรายการเราสามารถเลือกสั่งขนาดครึ่งชิ้นได้ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่เหลือก็สามารถเดินตัก เดินหยิบเองได้หมดครับ
สำหรับมื้อนี้ผมกับต๋งได้ลองทานของหวานอยู่ประมาณ 5-6 อย่าง รสชาติอยู่ในเกณฑ์ดีหลายรายการเลย เช่น บราวนี่ที่เนื้อแน่น รสชาติดี,  Thai Tea Cheese Cake Kakikori (น้ำแข็งไสชาเย็น) ที่น้ำแข็งนุ่ม รสขาติของชาเย็นก็เข้มพอเหมาะ รวมไปถึง Cheesecake ในถ้วยก็นุ่มดี เนื้อฟูเหมือนขนมปัง ส่วนเมนู Coco Banana Waffle นั้นเป็นอะไรที่ผมไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ ตัวแป้งแข็งและไม่ค่อยมีรสชาติเลย T_T
ก็เอาเป็นว่าใครที่ดูหน้าตารูปของหวานที่ผมถ่ายมาแล้วอยากกินรายการไหน ก็เผื่อท้องไว้ด้วยนะครับ อย่าซัดของคาวจนอิ่มเกินไปแบบเราทั้งคู่ บอกตรงๆ ของหวานหลายๆ รายการของเค้าก็ดูน่ากิน น่าลองมาก โดยเฉพาะช็อคโกแลตฟาวเทนที่มีเครื่องให้เลือกจิ้มเยอะดี
และแล้วก็มาถึงหมวดสุดท้าย ไอศกรีมจาก ifresh วันที่ผมไปนั้นมีทั้งหมด 5 รส แต่ด้วยความที่ผมกับต๋งอิ่มมากก็เลยตักมาชิมแค่ 3 รส ซึ่งรสชาติใช้ได้ เหมาะแก่การกินปิดท้ายมื้อได้เป็นอย่างดีเลย
เอาล่ะ ตอนนี้ผมก็พาทุกคนไปรู้จักกับอาหารต่างๆ ภายในร้าน Kitsune Shabu Sushi Buffet เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อไปผมจะพาทุกคนไปรู้จักเรื่องสำคัญที่สุดนั่นก็คือราคาครับ!! โดยราคาของการทานอาหารที่ร้าน Kitsune นั้นจะตามนี้เลย
ชาบูและซูชิ : 699 บาท/ท่าน (ราคาเงินสดและยังไม่รวม Vat 7%)
ปิ้งย่าง, ชาบู และซูชิ : 749 บาท/ท่าน (ราคาเงินสดและยังไม่รวม Vat 7%)
โดยหากใครต้องการจะชำระด้วยบัตรเครดิตก็บวกไปเพิ่ม 20 บาท/ท่านครับ
หมายเหตุ : ทางร้านระบุว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาโปรโมชั่นเท่านั้น โดยราคาปกติจะต้องบวกเพิ่มอีก 50 บาท/ท่าน ทั้งการทานชาบูและปิ้งย่าง ดังนั้นหากหมดโปรโมชั่นแล้วราคาก็จะขยับเป็น 749 และ 799 บาท/ท่าน (ยังไม่รวม Vat 7%)
เอาล่ะครับ รู้ข้อมูลทุกอย่างของร้านกันไปหมดแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาไปอ่านบทสรุปของร้าน Kitsune Shabu Sushi Buffet ในความคิดของผมกันดีกว่าครับ
วันที่รับประทาน : วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2560
ช่วงเวลา : 11.45 – 13.45 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : มื้อนี้เป็นมื้อที่ผมตั้งความหวังไว้สูงมาก เพราะเห็นรีวิวจากหลายๆ คนที่ได้มีโอกาสไปทานแล้วให้ความเห็นไปในทางเดียวกันคือดี แต่จากที่ผมกับต๋งได้ไปลองทานก็พบว่ารสชาติอาหารส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยถูกปากเราทั้งคู่เลยครับ จะมีที่รู้สึกว่าดีหน่อยก็คือแซลมอนซาชิมิ แล้วก็ของหวานอีก 2-3 รายการ ที่เหลืออยู่ในเกณฑ์ธรรมดาจนถึงไม่ประทับใจมาก อย่างเช่น เทปันยากิที่เหนียวและแข็งมาก, ไข่มุกในชานมที่แข็งและไม่สุก ส่วนบรรดาเนื้อและหมูนั้นถึงแม้ว่าลายจะสวยดีแต่ด้วยความที่ชิ้นเนื้อหนาไปหน่อยทำให้เราทั้งคู่ไม่ค่อยชอบครับ
ความหลากหลายของอาหาร : นี่น่าจะเป็นจุดเด่นที่สุดของร้านนี้เลย เมนูอาหารเยอะมาก ซึ่งถ้าตามที่ทางร้านบอกไว้คือมากกว่า 200 รายการ เรียกว่าต้องมากันซัก 20 คนถึงจะกินครบทุกเมนูเลยครับ หากใครมาน้อย มาครั้งแรกนี่ควรต้องเลือกแล้วเลือกอีกว่าอยากจะกินอะไรมากที่สุด เพราะไม่มีทางที่เราจะชิมได้หมดทุกเมนูได้เลย
ความสะอาดของร้าน : ในเรื่องความสะอาดนั้นผมไม่ติดอะไรครับ ร้านสะอาดสะอ้านและในเรื่องของการเคลียร์โต๊ะก็ทำได้ดี แต่จุดที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือระบบการระบายอากาศของทางร้านที่ไม่ดีเท่าที่ควร ควันจากหม้อลอยตลบอยู่ในร้านเยอะมาก และหลายๆ ครั้งควันก็พุ่งเข้าหน้าอย่างต่อเนื่อง จุดนี้เป็นจุดที่ผมอยากให้ทางร้านปรับปรุงมากที่สุดเลยครับ
การบริการของพนักงาน : ดีครับ เก็บจานต่างๆ รวดเร็ว รวมทั้งเวลาขอความช่วยเหลืออะไรก็ไม่ได้รอนานจนเกินไป
ความสะดวกของการเดินทาง : The Crystal SB ราชพฤกษ์ เป็นห้างที่ผมว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีรถเลย เพราะตัวห้างอยู่ห่างจากตัวเมือง ไม่มี MRT หรือ BTS ผ่าน นอกจากนี้รถขนส่งสาธาณะอื่นๆ ก็มีน้อยมาก ดังนั้นใครจะมาที่นี่ก็คงต้องมีรถส่วนตัวไม่ก็ Taxi ล่ะครับ หรือไม่ก็คงต้องรอลุ้นให้ทาง Kitsune เค้าเปิดสาขาอื่นเพิ่มในอนาคต
ความคุ้มค่า : ด้วยราคาโปรโมชั่นสำรับการทานชาบูและชูชินั้นอยู่ที่ 748 บาท/ท่าน (ราคารวม Vat 7% แล้ว) ก็ถือว่าเป็นราคาที่สูงพอควร และแม้ว่าทางร้านจะมีเมนูอาหารให้เลือกเยอะมากมาย แต่อาหารที่รสชาติโดนใจผมกับต๋งก็มีน้อยเหลือเกิน ยิ่งถ้าในอนาคตทางร้านมีการปรับราคาขึ้นอีก 50 บาท/ท่าน ร้านนี้คงไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเราในการทานอาหารประเภทนี้ครับ
สรุป : สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มีความหลากหลายของอาหารไม่ว่าจะเป็นชาบู, ปิ้งย่าง, ซูชิ, ซาชิมิ, เทปันยากิ, สลัด หรือของหวาน ร้านนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ เพราะเมนูอาหารที่ร้านเยอะมาก รวมทั้งยังเป็นหม้อแยกและมีเวลาให้ทานถึง 2 ชั่วโมงด้วยกัน แต่สำหรับท่านใดที่เน้นอยากจะทานอาหารอร่อยๆ และนั่งเม้าท์กับเพื่อนเป็นโต๊ะยาวๆ ร้านนี้น่าจะไม่เหมาะ เนื่องจากรสชาติอาหารส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลางๆ ส่วนในเรื่องของโต๊ะนั้นก็เป็นโต๊ะที่ติดตั้งตายตัว มีหม้อ fix ไว้แล้ว ทำให้ไม่สามารถนั่งรวมกันเป็นหมู่คณะใหญ่ได้ นอกจากนี้สำหรับใครที่ให้ความสำคัญในเรื่องของควันและกลิ่นเป็นอย่างมาก ก็ควรจะพิจารณาให้ดีก่อนเข้าร้านครับ เพราะผมว่าระบบการระบายควันของเค้ายังไม่ดีเท่าที่ควร ^^
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ สำหรับท่านใดที่อยากจะดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้านนี้ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ ส่วนท่านใดที่อยากจะพูดคุยเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลย แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้า สวัสดีครับ
Fanpage : Kitsune Shabu Sushi Buffet
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like