เมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นอีกหนึ่งเมืองของประเทศญี่ปุ่นที่ตอนนี้ถือว่ามาแรงมากๆ เพราะนอกจากเมืองนี้จะมีธรรมชาติที่สวยงามและอาหารที่อร่อยแล้ว ตอนนี้สายการบินหลายๆ สายต่างก็ขยายเส้นทางการบินไปยังเมืองแห่งนี้แถมมีการปล่อยโปรเด็ดๆ ราคาเบาๆ สบายกระเป๋าออกมายั่วเงินเป็นระยะด้วย ซึ่งแน่นอนว่าพอเจอโปรเด็ดๆ โดนๆ ต่อเนื่องไปแบบนี้ หลายๆ คนก็คงจะอดใจไม่อยู่ เผลอใจจองตั๋วไปแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ><
และด้วยกระแสที่มาแรงของฟุกุโอกะก็ทำให้ผมกับต๋งอดใจไม่ไหวอยากจะไปลองเยือนเมืองนี้ดูซักครั้ง แต่ว่าการเดินทางไปฟุกุโอกะของผมกับต๋งนั้นอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ซักหน่อยนะครับ เพราะพวกเราเลือกที่จะนั่งเรือสำราญที่ชื่อว่า Majestic Princess (มาเจ็สติค พรินเซส) ไปจากเมืองจี้หลง (Keelung) ประเทศไต้หวัน โดยใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 1 วันครึ่งครับ ใครที่อยากจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรือ Majestic Princess แล้วก็จุดเด่นของการเที่ยวด้วยเรือสำราญก็สามารถคลิกอ่านที่บทความด้านล่าง 2 บทความนี้ได้เลยครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญเอาล่ะ ถึงแม้รูปแบบการเดินทางของผมกับต๋งมายังเมืองฟุกุโอกะนั้นอาจจะแตกต่างจากคนอื่นส่วนใหญ่ แต่ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนที่อยากตามรอยผมมาแน่ ดังนั้นในช่วงต้นๆ ของบทความนี้ผมก็เลยจะขอเล่าถึงกระบวนการลงจากเรือสำราญเพื่อเข้าไปในตัวเมืองฟุกุโอกะก่อนนะครับ และหลังจากนั้นค่อยเล่าถึงสถานที่เที่ยวต่างๆ ในเมืองฟุกุโอกะต่อ โดยหากใครที่เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ด้วยวิธีอื่นๆ ต่างจากผมก็สามารถข้ามในส่วนแรกนี้ไปได้เลยครับ

กระบวนการลงจากเรือสำราญเมื่อเรือจอดเทียบท่า

สำหรับกระบวนการลงจากเรือสำราญเมื่อเรือสำราญจอดเทียบท่าต่างๆ นั้น โดยปกติแล้วจะมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ
  1. ในคืนก่อนที่เรือสำราญจะจอดเทียบท่าเป้าหมาย ทางพนักงานบนเรือจะมีเอกสารที่แจ้งให้เราทราบว่าเราต้องใช้อะไรบ้างในการผ่านกระบวนการ Immigration ของท่านั้นๆ เช่น พาสปอร์ตตัวจริง, สำเนาพาสปอร์ต, เอกสาร Immigration, เอกสาร Declare เป็นต้น โดยกระบวนการ Immigration ของแต่ละที่จะมีความต้องการเอกสารที่แตกต่างกัน แต่ว่าเราไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลไปนะครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วทางเรือสำราญจะมีการเตรียมเอกสารที่เราต้องใช้ให้เรียบร้อยที่ห้องของเราแล้ว
  2. โดยปกติแล้วเรือสำราญส่วนใหญ่จะมีการทยอยให้ผู้โดยสารบนเรือลงจากเรือทีละกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายหรือแออัดมากจนเกินไป โดยทางเรือสำราญจะมีการแบ่งตารางให้เรียบร้อยว่าเราจะได้ลงเรือในช่วงเวลากี่โมง และเมื่อถึงเวลาเราก็แค่เอาเอกสารที่ต้องใช้ ไปยังจุดที่ทางเรือแจ้งไว้ ในเวลาที่กำหนดเท่านั้นเองครับ
  3. ก่อนที่เราจะลงจากเรือสำราญ ให้เราเช็คเวลาที่เราจะต้องกลับขึ้นเรือให้ดีๆ ก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วทางเรือแต่ละลำจะมีการแจ้งเวลากลับเรือที่ชัดเจนตรงบริเวณทางเข้าออกเรือ แต่หากใครไม่แน่ใจก็สามารถสอบถามพนักงานบนเรืออีกครั้งได้ครับ (ในการจอดเทียบท่าโดยส่วนใหญ่ เราจะมีเวลาในการเที่ยวเมืองนั้นประมาณ 7-10 ชั่วโมง และเพื่อความปลอดภัยเราควรกลับมาที่เรือก่อนถึงเวลานัดหมายอย่างน้อย 1 ชั่วโมงครับ)
  4. ยื่นเอกสารต่างๆ ให้กับพนักงาน Immigration ที่อยู่บริเวณท่าเรือ จากนั้นก็ได้เวลาออกท่องเที่ยวกันแล้วครับ!!
หมายเหตุ : สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศต่างๆ ผ่านการเดินทางด้วยเรือสำราญนั้นก็สามารถที่จะขอ Tax Refund จากการซื้อสินค้าของประเทศต่างๆ ได้เหมือนกับนักท่องเที่ยวปกติครับ เพียงแต่บางครั้งเราอาจจะต้องใช้ Passport ตัวจริง บางครั้งอาจจะต้องใช้สำเนา Passport ในการซื้อของขึ้นอยู่กับรูปแบบ Immigration ของประเทศนั้นๆ ครับ
ภาพด้านล่างนี้จะเป็นภาพบริเวณท่าเรือ (Port) หรือ Cruise Terminal ของเมืองฟุกุโอกะครับ โดยท่าเรือนี้บางสายเรือก็จะเรียกว่าฮากาตะ (Hakata) ใครที่เห็นชื่อหลังนี้ก็ไม่ต้องงงนะ เพราะมันคือที่เดียวกัน ^^
โดยสาเหตุที่บางคนก็เรียกว่าเมืองนี้ฮากาตะ บางคนก็เรียกว่าฟุกุโอกะนั้น เป็นเพราะจริงๆ แล้วพื้นที่ของเมืองนี้ในอดีตถูกประกอบไปด้วยเมืองฟุกุโอกะและเมืองฮากาตะ ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันเลยและมีเพียงแม่น้ำนากะ (Naka River) เท่านั้นที่คั่นกลางโดยมีสะพานที่ชื่อว่า Fuku-Haku Deaibashi Bridge เป็นสะพานที่เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน แต่ถึงแม้ว่าทั้งสองเมืองนี้จะตั้งอยู่ใกล้กันมากแต่สภาพโดยรวมของทั้งสองเมืองนี้ก็มีความแตกต่างกันมากพอควรครับ และนั่นทำให้ทั้งสองเมืองนี้ได้รับฉายาที่ต่างกันด้วย โดยเมืองฮากาตะนั้นได้รับฉายาว่าเมืองแห่งพ่อค้า ส่วนเมืองฟุกุโอกะนั้นได้รับฉายาว่าเมืองแห่งนักรบครับ
และพื้นที่บริเวณนี้ก็ประกอบไปด้วย 2 เมืองนี้เรื่อยมา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1888 ในยุครัฐบาลเมจิ ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการรื้อระบบการตั้งชื่อเขตเมืองใหม่ และทำให้เกิดการถกเถียงกันว่าบริเวณพื้นที่นี้ควรจะใช้ชื่อเรียกว่าอะไรดี และในที่สุดจากการประชุมและโต้แย้งกันเป็นระยะเวลานานพื้นที่บริเวณนี้ก็ได้ถูกเรียกว่าฟุกุโอกะ (Fukuoka) โดยแลกกับการตั้งชื่อสถานีรถไฟที่เพิ่งสร้างเสร็จในพื้นที่เมื่อปี ค.ศ. 1889 ว่าสถานี “Hakata Station”
.
.
.
.
เป็นไงครับ งงและซับซ้อนใช่มั้ยล่ะครับ สำหรับใครที่สนใจอยากจะอ่านเรื่องราวของเมืองฮากาตะกับเมืองฟุกุโอกะแบบเต็มๆ ก็สามารถกดไปอ่านต่อที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ https://anngle.org/th/j-culture/fukuoka-hakata.html เค้าเขียนได้ละเอียดและสนุกมาก อ่านแล้วได้อะไรเพิ่มเยอะเลย
Majestic Princess Cruiseและจากบริเวณ Cruise Terminal ของเมืองฟุกุโอกะนี้ หากใครที่อยากจะเข้าไปตะลุยเที่ยวเมืองฟุกุโอกะด้วยตัวเองก็สามารถทำได้ง่ายมากๆ เพราะบริเวณใกล้กับ Cruise Terminal นี้จะมีป้ายรถบัสที่มีรถบัสวิ่งเข้าเมืองอยู่ โดยป้ายรถบัสนี้จะอยู่บริเวณหน้าอาคารที่ชื่อว่า Hakata Port International Terminal ซึ่งจะอยู่ห่างจากจุดที่เราลงจากเรือสำราญประมาณ 500-600 เมตร ใช้เวลาเดินไปประมาณ 6-7 นาทีเท่านั้นครับ
ผมให้ดูภาพของป้ายรถบัสแบบชัดๆ ครับ จะเห็นเลยว่าอยู่ใกล้กับท่าเรือมาก สามารถมองเห็นเรือสำราญ Majestic Princess ที่ผมนั่งมาได้อย่างชัดเจน
ภายในอาคาร Hakata Port International Terminal นั้นจะมี Information Counter เล็กๆ อยู่ โดยที่เคาน์เตอร์นี้จะมีเจ้าหน้าที่ของเมืองฟุกุโอกะคอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองฟุกุโอกะ, สายรถบัสต่างๆ รวมถึงเรายังสามารถซื้อตั๋วรถบัสจากที่เคาน์เตอร์นี้ได้ด้วยครับ ซึ่งผมแนะนำเลยว่าใครที่มีเงินเยนที่เป็นแบงก์ใหญ่ๆ นั้นควรจะมาซื้อตั๋วรถบัสที่นี่ก่อน เพราะถ้าเราถือแบงก์ใหญ่ขึ้นไปจ่ายบนรถบัสเลยทางคนขับรถเค้าจะไม่มีทอนครับ แต่ถ้าใครที่มีแบงก์ย่อยหรือเหรียญอยู่แล้วก็สามารถขึ้นไปจ่ายบนรถได้เลยครับ
หลังจากที่เรามีตั๋วรถบัสอยู่ในมือเรียบร้อย คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเข้าไปเที่ยวเมืองฟุอุโอกะกันแล้วครับ ใครพร้อมแล้วก็ก้าวเท้าตามขึ้นรถไปพร้อมๆ ผมกับต๋งได้เลยครับ ^^

 

1.Tochoji Temple

Tochoji Temple (วัดโทโชจิ) คือสถานที่เที่ยวแห่งแรกในเมืองฟุกุโอกะที่ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนรู้จัก โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้ก็คือเป็นวัดเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 806 และเป็นวัดหลักของศาสนาพุทธนิกายชินกอน (Shingon) ของภูมิภาคคิวชู  ภายในวัดมีเจดีย์สีแดง 5 ชั้นที่มีความสวยงามมาก รวมไปถึงมีสถาปัตยกรรมที่งดงามของญี่ปุ่นให้เราดูมากมาย และยังเป็นที่ประดิษฐานพระใหญ่ Fukuoka Daibutsu ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางนั่งทำจากไม้แกะสลักที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วยครับ เพียงแต่ว่าภายในอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้เค้าห้ามถ่ายรูป ผมก็เลยไม่ได้ถ่ายมาให้ทุกคนดูครับ
ใครที่ชื่นชอบการเที่ยววัดในประเทศญี่ปุ่น และอยากจะเดินเที่ยวแบบสบายๆ ไม่เจอนักท่องเที่ยวเยอะๆ ผมแนะนำให้มาที่นี่เลยครับ
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 30-45 นาที
การเดินทาง : สำหรับคนที่เดินทางจาก Hakata Port International Terminal สามารถนั่งรถบัสสาย 11, 19 หรือ 50 มาได้ในราคา 230 เยน/คน/เที่ยว

 

2.Kushida Shine

Kushida Shine (ศาลเจ้าคุชิดะ) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “O-kushida-san” ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากของเมืองฟุกุโอกะและเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมตลอดทั้งวัน โดยศาลเจ้าแห่งนี้เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟุกุโอกะ และผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีอายุที่ยืนยาว มีสุขภาพที่แข็งแรง และประสบความสำเร็จในการค้าและธุรกิจครับ ใครที่อยากจะขอพรแบบนี้ก็ตรงไปที่ศาลเจ้าแห่งนี้เลย
ภายใน Kushida Shine นั้นจะมีสวนสวยๆ และสถาปัตยกรรมที่งดงามของญี่ปุ่นให้เราดูมากมาย โดยเฉพาะเสลี่ยงยักษ์ที่มีความสูงกว่า 10 เมตรครับ โดยเสลี่ยงยักษ์นี้จะเป็นเสลี่ยงที่ถูกใช้ในงาน Hakata Gion Yamakasa ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของเมืองนี้และผู้คนในเมืองจะพากันแห่เสลี่ยงยักษ์นี้ไปรอบเมืองเลยครับ ใครที่ได้มีโอกาสไปที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็อย่าพลาดที่จะไปชมเสลี่ยงนี้เด็ดขาด เพราะมันหาดูทั่วไปได้ยากมากๆ
นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ กับ Kushida Shine ก็ยังมีสวนสาธารณะเล็กๆ ที่ชื่อ Reisen Park อยู่ด้วย โดยหากเราไปที่เมืองฟุกุโอกะในช่วงเดือนเมษายน เราจะมีโอกาสเห็นต้นซากุระสวยๆ ที่สวนแห่งนี้ รวมทั้งในระหว่างการเดินจาก Kushida Shine ไป ก็จะมีดอกทิวลิปหลากสีสันให้เราถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆ ด้วยครับ ใครได้ไปเที่ยวที่นี่ในช่วงเดือนเมษายนก็อย่าลืมแวะไปที่สวนนี้ด้วยนะครับ ออกจากศาลเจ้าแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปแค่ประมาณ 200-300 เมตรก็ถึงแล้ว
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 45 นาที
การเดินทาง : สำหรับคนที่เดินทางจาก Hakata Port International Terminal สามารถนั่งรถบัสสาย 11, 19 หรือ 50 มาได้ในราคา 230 เยน/คน/เที่ยว โดยจะต้องเดินเท้าต่อจากป้ายรถบัสอีกเล็กน้อย หรือหากใครที่ไปเที่ยวที่ Tochoji Temple ก่อนก็สามารถเดินเท้าต่อมาได้เลย ระยะทางทั้งสองที่จะห่างกันประมาณ 700 เมตรครับ

 

3.Canal City

Canal City (คาแนล ซิตี้) คือห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฟุกุโอกะ โดยห้างแห่งนี้จะประกอบไปด้วยตึกขนาดใหญ่ถึง 4-5 ตึก ภายในตึกแต่ละตึกจะมีทั้งร้านอาหารและร้านขายของมากมาย เรียกได้ว่าใครที่เป็นขาช็อปและอยากได้อะไรครบๆ กินและซื้อของจบในที่เดียวก็ตรงมาที่นี่ได้เลยครับ โดย Canal City นั้นจะอยู่ติดกับโรงแรม Grand Hyatt Fukuoka (แกรนด์ ไฮแอท ฟุกุโอกะ) และอยู่ห่างจาก Kushida Shine ประมาณ 500-600 เมตร เรียกว่าเดินเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว แถมในระหว่างการเดินมายังจะมีวิวสวยๆ ของแม่น้ำนากะ (Naka River) ให้เราดูด้วย
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : ขึ้นอยู่กับความสนใจและความสามารถในการช็อปของแต่ละคน
การเดินทาง : สามารถเดินมาจาก Kushida Shine ได้เลย โดยมีระยะทางประมาณ 500-600 เมตร หรือนั่งรถบัสจากหน้าสถานี Hakata Station มาลงที่ป้าย Canal City Hakata (ประมาณ 7 นาที 100 เยน) หรือนั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี Nakasu-Kawabata Station แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที

 

4.Ramen Stadium

สำหรับใครที่ได้มีโอกาสมาช็อปปิ้งซื้อของที่ Canal City แล้ว หนึ่งในสถานที่ที่ผมอยากให้ทุกคนได้แวะไปด้วยก็คือ Ramen Stadium (ราเมน สเตเดียม) แห่งนี้ครับ โดยสถานที่แห่งนี้จะตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของตึกและเป็นสถานที่ที่รวบรวมสุดยอดร้านราเมนที่อร่อยในญี่ปุ่นจากภูมิภาคต่างๆ มาไว้รวมกันในที่เดียว และแต่ละร้านจะมีจุดเด่นรวมถึงลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกันเลย ใครที่อยากจะลิ้มลองร้านไหนก็เข้าไปลองได้เลยครับ ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 700 – 1,200 เยน/ชาม ส่วนจำนวนร้านที่เค้ามีทั้งหมดนั้นจะมีอยู่ 8 ร้านครับ
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : 1 ชั่วโมง
การเดินทาง : สามารถเดินมาจาก Kushida Shine ได้เลย โดยมีระยะทางประมาณ 500-600 เมตร หรือนั่งรถบัสจากหน้าสถานี Hakata Station มาลงที่ป้าย Canal City Hakata (ประมาณ 7 นาที 100 เยน) หรือนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Nakasu-Kawabata Station แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที

 

5.Kawabata Shopping Street

Kawabata Shopping Street (คาวาบาตะ ช็อปปิ้ง สตรีท) ที่นี่คือถนนสายช็อปปิ้งที่นักช็อปทั้งหลายต้องชอบแน่ๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ชอบเดินห้างหรือไม่นิยมซื้อของแบรนด์เนม โดยตลอดระยะทางประมาณ 300 เมตรของถนนเส้นนี้จะเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมายทั้งสองฝั่งซ้ายขวา ใครอยากจะซื้อเสื้อผ้า, ยา, เครื่องสำอาง, ของจุกจิก หรืออยากจะกินอาหารอร่อยๆ ที่นี่เค้าก็มีหมดครับ
อ้อ ในถนนเส้นนี้จะมีร้าน Matsumoto Kiyoshi กับร้าน Daiso ด้วยนะ ใครที่ชื่นชอบกับการซื้อของในสองร้านนี้ก็เตรียมเงินกับเวลามาดีๆ ล่ะ และอย่าลืมว่ารวมๆ ซื้อของที่ร้านเดียวเพื่อเอา Tax Refund จะดีกว่าการซื้อกระจายหลายๆ ร้านนะ เพราะ Tax Refund ของประเทศญี่ปุ่นนั้นมันตั้ง 8 เปอร์เซ็นแน่ะ!!
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : ขึ้นอยู่กับความสนใจและความสามารถในการช็อปของแต่ละคน
การเดินทาง : สามารถเดินมาจาก Kushida Shine ได้ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร หรือนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Nakasu-Kawabata Station เมื่อขึ้นจากสถานีแล้วก็จะเจอ Kawabata Shopping Street เลย

 

6.Don Quijote

ร้าน Don Quijote (ดองกิโฮเต้) ร้านยอดฮิตของคนไทยที่ไปญี่ปุ่นทีไรต้องหาโอกาสไปแวะกันแทบทุกคน โดยสรรพคุณของร้านนี้ผมคงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าเค้ามีของจำหน่ายแทบทุกอย่างเลยตั้งแต่ขนม, อาหาร, เครื่องดื่ม, เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของเล่น จนไปถึงสินค้า 18+!! ที่สำคัญนอกจากเค้าจะมีของจำหน่ายเยอะแล้ว ราคาของส่วนใหญ่ก็ยังถูกกว่าที่อื่นอีกด้วย แถมบางสาขาเค้ายังเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วยนะ เรียกว่าใครอยากช็อปปิ้งตอนไหนก็แวะเข้าไปได้เลย
โดยร้าน Don Quijote (ดองกิโฮเต้) ในเมืองฟุกุโอกะนั้นจะมีอยู่หลายสาขาด้วยกัน แต่สาขาที่ผมว่าเดินทางสะดวกและใกล้แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในบทความนี้มากที่สุดก็คือสาขา Nakasu ที่อยู่ชั้น 2 ของตึก Geitsubiru ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก Kawabata Shopping Street และสถานี Nakasu-Kawabata Station มากนัก เรียกว่าช็อปปิ้งที่นั่นเสร็จแล้วก็สามารถเดินมาซื้อของที่นี่ต่อได้เลย โดยในระหว่างการเดินมานั้นเรายังจะได้เห็นวิวสวยๆ ของแม่น้ำฮากาตะด้วย  นอกจากนี้ร้าน Don Quijote สาขา Nakasu ยังเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง และมีข้อความภาษาไทยติดภายในร้านหลายจุดด้วยครับ ช็อปสะดวกซื้อสบายเลยล่ะทีนี้ ^^
ระยะเวลาการเที่ยวที่เหมาะสม : ขึ้นอยู่กับความสนใจและความสามารถในการช็อปของแต่ละคน
การเดินทาง : สามารถเดินมาจาก Kawabata Shopping Street ได้เลย โดยมีระยะทางประมาณ 300 เมตร หรือนั่งรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Nakasu-Kawabata Station จากนั้นเดินต่ออีกเล็กน้อย
และทั้งหมดนี้ก็คือสถานที่เที่ยวและสถานที่ช็อปปิ้งเด่นๆ ภายในเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) โดยทุกสถานที่ในบทความนี้จะอยู่ไม่ห่างกันมากนัก เราสามารถเดินถึงกันได้หมดเลย และหากทุกคนไปเที่ยวตามสถานที่นี้ทั้งหมดก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 5-8 ชั่วโมงครับ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนนั้นเลือกซื้อของนานหรือเปล่า ยังไงใครที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองแห่งนี้ก็ลองดูนะครับว่ามีที่ไหนที่โดนใจพิเศษและอยากตามรอยผมกับต๋งบ้าง ^^
ส่วนใครที่อยากจะเดินทางมาเที่ยวเมืองฟุกุโอกะด้วยเรือสำราญแบบเรา ก็สามารถสอบถามค่าใช้จ่ายหรือดูทริปเรือสำราญต่างๆ ได้ที่เวบไซต์ของ 2Morrow Explorer เลยครับ บริษัทนี้เป็นบริษัทคนไทยที่เชี่ยวชาญด้านการเที่ยวด้วยเรือสำราญมาก เปิดบริการมานาน บริการดี พูดคุยกันง่าย ถามตอบอะไรได้คำตอบรวดเร็วดีครับ ผมกับต๋งใช้บริการเค้ามาแล้วและก็รู้สึกประทับใจมากค ใครสนใจอยากเที่ยวต่างประเทศด้วยเรือสำราญแบบเราก็ลองติดต่อเค้าดูนะครับ
Website : http://www.2morrowexplorer.com/
Fanpage : ล่องเรือสําราญ เที่ยวทั่วโลก luxury cruises by 2morrow explorer
Call Center : 061-5905999, 065-5099905
และหากใครที่ยังงงๆ กับการเที่ยวด้วยเรือสำราญอยู่ว่ามันคืออะไรก็กดไปอ่านบทความเรื่อง “รวมจุดเด่นและเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ” ได้เลยครับ ผมเขียนสรุปสั้นๆ เอาไว้ให้แล้วว่าการท่องเที่ยวแบบนี้มันมีเสน่ห์ยังไงบ้าง
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับใครที่อยากจะติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามแฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ ^^
Fukuoka, Japan
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments