Food Review

[SR] Afternoon Tea @Waldorf Astoria : ความหรูหราที่เรียบง่าย กลมกล่อม และงดงาม

posted by ภรรยาหา สามีใช้ May 2, 2019 0 comments
Afternoon Tea at Waldorf Astoria Bangkok
Afternoon Tea หรือการทานชายามบ่ายนั้นถือเป็นหนึ่งในประเภทของการทานอาหารที่ผมชื่นชอบมากๆ ครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าการทานอาหารประเภทนี้ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารที่อยู่ตรงหน้าเราเป็นอย่างมาก เราจะได้เห็นความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ของเชฟในการทำ Afternoon Tea ออกมาในแต่ละชุด รวมทั้งเรายังได้ใช้เวลาช่วงนั้นนั่งคุยกับคนที่เรารู้ใจอย่างช้าๆ พร้อมกับมองความสวยงามของขนมแต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถันพลางจิบชารสเลิศควบคู่กันไปด้วย ซึ่งผมบอกเลยว่ามันเป็นเอกลักษณ์และช่วงเวลาของการทานอาหารที่การทานอาหารในรูปแบบอื่นๆ ให้ไม่ได้เลยครับ
และตั้งแต่ที่ผมได้รู้จักกับการทาน Afternoon Tea เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน ผมก็ได้มีโอกาสทานชุดชายามบ่ายต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ที่มีราคาต่อชุดประมาณ 300-400 บาท จนไปถึงชุดละเกือบๆ 2,000 บาท ซึ่งแต่ละชุดนั้นต่างก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน และวันนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้เปิดประสบการณ์ลองทานชุดชายามบ่ายหรือ Afternoon Tea ที่มีราคาต่อชุดประมาณ 2,500 บาท และมันเป็นการทาน Afternoon Tea ที่ผมทานแล้วรู้สึกว่ามันพรีเมี่ยมมากๆ ครบเครื่อง สวยงาม และลงตัวชุดนึงเลยครับ ถ้าใครพร้อมแล้วก็ตามผมไปดูกันต่อได้เลยว่าชุด Afternoon Tea ที่ผมภูมิใจนำเสนอในวันนี้จะเป็นอย่างไรครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
โดยชุด Afternoon Tea หรือชุดชายามบ่ายที่ผมจะพาทุกคนไปรู้จักและได้ลิ้มลองกันในวันนี้จะเป็นชุด Afternoon Tea ของห้องอาหาร Peacock Alley (พีค็อก อัลลีย์) ชั้น UL โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok (วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ) ครับ โดยสำหรับใครที่รู้สึกไม่คุ้นชินกับชื่อโรงแรมนี้มาก่อน ผมจะขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ก่อนนะครับว่าแบรนด์โรงแรมที่ชื่อว่า Waldorf Astoria (วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย) นั้น ถือเป็นแบรนด์สูงสุดของเครือฮิลตันเลยครับ เรียกว่าท็อปสุดๆ จัดเต็มทุกอย่างเท่าที่โรงแรมระดับห้าดาวจะมีให้เราได้ ดังนั้นเราไม่ต้องแปลกใจเลยว่าในเรื่องของการบริการ รวมทั้งวัตถุดิบต่างๆ ในการปรุงอาหารของที่นี่นั้นมันจะดีเลิศแค่ไหนครับ โดยโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานี BTS ราชดำรินั้นถือเป็นโรงแรมแบรนด์นี้เพียงโรงแรมเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย และนั่นก็ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรวมถึงอาหารต่างๆ ของโรงแรมแบรนด์นี้ต่างก็มาใช้บริการกันเยอะมากครับ
ส่วนในเรื่องการเดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้นั้นก็ง่ายแสนง่ายเพราะโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok อยู่ติดกับถนนราชดำริบริเวณใกล้ๆ แยกราชประสงค์เลย ใครที่ขับรถมาก็ให้สังเกตง่ายๆ ว่าโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok จะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างโรงแรม Grand Hyatt Erawan กับโรงแรม Anantara Siam Bangkok Hotel ครับ รับรองหาไม่ยากแน่นอน ส่วนใครที่นั่งรถไฟฟ้า BTS มาก็สามารถมาลงที่สถานีราชดำริแล้วเดินต่ออีกประมาณ 250 เมตรได้เลยครับ โดยเมื่อมาถึงบริเวณโรงแรมแล้วเราจะเห็นว่าโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok นั้นจะมี 2 อาคารใหญ่ๆ โดยอาคารด้านหน้าที่อยู่ติดกับถนนราชดำรินั้นจะเป็นอาคารเป้าหมายของเราในวันนี้ ใครที่เดินมาจาก BTS ก็สามารถเดินเข้าไปในอาคารแล้วกดลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้น UL (Upper Lobby) ได้เลยครับ ส่วนคนที่ขับรถมาก็ต้องขับรถไปจอดรถที่บริเวณอาคารด้านหลังก่อนนะครับ เมื่อจอดเสร็จแล้วก็ค่อยเดินจากอาคารด้านหลังเพื่อมาขึ้นลิฟท์ที่อาคารด้านหน้าอีกที ซึ่งในเรื่องของที่จอดรถนั้นเท่าที่ผมได้ลองใช้บริการมาผมว่าที่จอดรถเค้ามีให้บริการเยอะดีนะครับ คิดว่าถ้าไม่เจอวันที่ทางโรงแรมมีการจัดงานอะไรใหญ่จริงๆ น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่พอครับ
และนี่เป็นหน้าตาของห้องอาหาร Peacock Alley ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น UL และเป็นห้องอาหารที่เราจะมาทาน Afternoon Tea กันครับ โดยห้องอาหารแห่งนี้จะเป็นห้องอาหารขนาดกลางๆ สามารถรองรับคนได้ประมาณ 70 คน เพดานห้องอาหารสูง และผนังทั้งสามด้านเป็นกระจกขนาดใหญ่ที่ทำให้เราสามารถเห็นวิวต่างๆ บริเวณถนนราชดำริได้โดยรอบ โดยเฉพาะวิวของ Royal Sport Club (RBSC) ซึ่งมีความสวยงามมาก ใครที่ได้ไปห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรกต้องประทับใจกับวิวที่ได้เห็นแน่ๆ ครับ
ลักษณะการตกแต่งของห้องอาหาร Peacock Alley นั้นดูจะเน้นไปที่ความหรูหรา ดูดี ในแบบฉบับที่เรียบง่าย เพราะทางห้องอาหารเลือกใช้สีบรอนซ์เข้มเป็นสีหลักและมีการใช้สีเทา, ทอง และม่วงเข้ามาผสม ทำให้โทนโดยรวมออกมาดูดีสบายตามาก ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับชุดโซฟาที่สวยงามแถมนั่งสบายก้นแล้ว ก็ทำให้การมานั่งทานอาหารที่ห้องอาหารแห่งนี้มันเป็นอะไรที่รู้สึกผ่อนคลายมากครับ ใครที่ดูแล้วรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศโดยรวมของห้องอาหารแห่งนี้ก็สามารถมาใช้บริการที่ห้องอาหาร Peacock Alley โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ได้เลยนะครับ เค้าเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 22.00 น. โดยประเภทอาหารที่เค้ามีบริการตลอดวันนั้นก็จะมีทั้งขนม, ของว่าง, เครื่องดื่ม และอาหารต่างๆ แต่ถ้าใครที่อยากจะทาน Afternoon Tea ก็ต้องมาในเวลา 13.00 น. – 17.00 น. เท่านั้นนะครับ เพราะถ้ามาเวลาอื่นนอกจากนี้เค้าไม่มีบริการนะ ><
และก่อนที่เราจะไปดูหน้าตา Afternoon Tea ของที่นี่ ผมอยากจะขอเล่าอีกเรื่องนึงของห้องอาหาร Peacock Alley ที่ผมว่าน่าสนใจก่อนครับ เวลาทุกคนได้ไปใช้บริการจะได้อินหรือแอบสังเกตดีเทลต่างๆ เหล่านี้ได้ง่ายขึ้นครับ
โดยจุดเริ่มต้นของห้องอาหาร Peacock Alley แห่งแรกนั้นเริ่มต้นมาจากนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่นั่นเค้าจะมีโรงแรม Waldrof และ โรงแรม Astroria ตั้งอยู่ข้างๆ กัน และจะมีอยู่ชั้นนึงที่โรงแรมทั้ง 2 แห่งนี้สามารถมาเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งจุดที่เชื่อมต่อกันนั้นเค้าได้มีการทำเป็นเลาจน์สุดหรูที่ชื่อว่า Peacock Alley นั่นเอง และหลังจากนั้นชื่อห้องอาหารแห่งนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้ในโรงแรม Waldorf Astoria ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย และในทุกๆ ห้องอาหาร Peacock Alley ทั่วโลกจะมีการตกแต่งด้วยนาฬิกาโบราณติดผนังเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหารแห่งนี้อันสะท้อนไปถึงห้องอาหาร Peacock Alley แห่งแรกที่ตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์คนั่นเองครับ โดยนาฬิกาโบราณติดผนังที่อยู่ที่ Waldorf Astoria Bangkok นั้นกรอบของนาฬิกาจะล้อมรอบด้วยลวดลายที่ทำจากทองสำริดขัดมัน และติดอยู่บนผนังบริเวณด้านหลังของเคาน์เตอร์หินอ่อนสีขาวนั่นเองครับ ใครที่ได้ไปห้องอาหารแห่งนี้ก็ลองสังเกตดูนะครับ ^^
เอาล่ะ เกริ่นเรื่องประวัติและความเป็นมาต่างๆ ของห้องอาหารแห่งนี้มาเยอะแล้ว คราวนี้ได้เวลาที่เราจะไปดูหน้าตาของ Afternoon Tea ซึ่งเป็นเป้าหมายในการชิมของเราในวันนี้แล้วครับ โดยรายละเอียดของชุด Afternoon Tea ของห้องอาหาร Peacock Alley โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ก็มีดังนี้เลยครับ
เวลาที่เปิดบริการ : 13.00 น. -17.00 น.
วันที่เปิดบริการ : ทุกวัน
ราคา : 2,100 ++ บาท/ชุด หรือ 2,471.70 บาท/ชุด net โดยใน 1 ชุดจะได้รับเครื่องดื่ม 2 ชนิด แต่ทั้งนี้จะมีเครื่องดื่มบางประเภทที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
หมายเหตุ : สำหรับคนที่อยากจะทานเป็นแชมเปญคู่กับขนม ทางห้องอาหารก็จะมีชุดพิเศษบริการในราคา 3,800 ++ บาท/ชุด โดยในชุดนี้เราจะได้รับแชมเปญเพิ่มมาอีก 2 แก้วครับ
และนี่ก็คือหน้าตาของ Afternoon Tea ของห้องอาหาร Peacock Alley ครับ บอกเลยว่าครั้งแรกที่ผมเห็นนั้นผมทึ่งและประทับใจมากเลยนะครับ มันไม่ได้เป็นชุดชายามบ่ายที่หรูหราหรืออลังการมากมายเหมือนกับบางที่ แต่มันคือชุดชายามบ่ายที่สวยงามและสามารถสะกดสายตาผมได้แทบจะทันทีเลย มันคือความสวยงามที่ผมว่าเรียบง่ายและลงตัวมาก ภาชนะต่างๆ ดูแตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจน ส่วนสีสันและการจัดวางนั้นทางเชฟก็มีการคิดมาอย่างดี สีสันสวยงามลงตัวมาก และยิ่งถ้ามองลงไปในรายละเอียดของขนมแต่ละชิ้นจะยิ่งเห็นถึงความใส่ใจและความละเอียดของเค้าเลยครับ โดยขนมหลายๆ ชิ้นนั้นได้มีการนำเอาดอกไม้ต่างๆ ที่มีความสวยงามและสามารถทานได้มาใส่ไว้ด้วยครับ
ผมให้ดูหน้าตาขนมแต่ละชิ้นแบบชัดๆ ครับ เห็นมั้ยครับว่ามันดูสวยงามและน่าทานมากแค่ไหนครับ ^^
และนี่คือรายชื่อขนมทั้งหมดที่มีอยู่ใน Afternoon Tea ชุดนี้ครับ โดยทางห้องอาหารเค้าได้มีการจัดแยกขนมประเภทต่างๆ ไว้ในภาชนะที่แตกต่างกันเรียบร้อยแล้วเพื่อให้เราหยิบทานได้ง่ายๆ นอกจากนี้ทางห้องอาหารเค้ายังได้มีเมนูพิเศษอย่าง Vanilla Japanese Cheesecake มาเสิร์ฟให้เราเพิ่มด้วย ซึ่งบอกเลยว่าผมประทับใจในรสชาติของขนมชิ้นนี้มากๆ เลยล่ะครับ
ส่วนนี่เป็นหน้าตาของ Vanilla Japanese Cheesecake ที่ทางห้องอาหารมีให้เราทานเพิ่มนอกจากขนมในชุดครับ เนื้อของชีสเค้กเนียนมากและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนภายในชีสเค้กนั้นก็มีการผสมส้มลงไปด้วย ซึ่งเนื้อส้มที่เค้าผสมลงไปนั้นทำให้รสชาติของชีสเค้กดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ เพราะมันมีรสอื่นมาตัดความเป็นวานิลลากับชีสทำให้ทานแล้วให้ไม่เลี่ยนจนเกินไปครับ
ชิมขนมพิเศษกันไปแล้วคราวนี้เรามาเริ่มชิมขนมที่อยู่ในชุดกันเลยนะครับ โดยผมจะขอเริ่มจากเมนูของคาวหรือ Selection of Sandwiches ก่อน ขนมประเภทนี้จะมีทั้งหมด 6 ชนิด รวม 12 ชิ้น และมีชื่อกับรสชาติตามความเห็นของผมดังนี้ครับ
  1. Fresh fig, creamy brie and balsamic pearls (v) ชิ้นนี้จะเป็นขนมปังที่มีการท็อปด้วยบรีชีส, ลูกฟริก (ลูกมะเดื่อ) แล้วก็ Balsamic pearls หรือไข่มุกเม็ดเล็กที่มีลักษณะคล้ายๆ กับไข่ปลาคาเวียร์นั่นเองครับ รสชาติของขนมชิ้นนี้ดีมาก โดยเฉพาะบรีชีสมันเนียนนุ่มหอมอร่อยสุดๆ ส่วนลูกฟริกกับ Balsamic pearls นั้นก็อร่อยเช่นเดียวกัน เรียกว่าเป็นขนมชิ้นแรกที่ผมหยิบทานเข้าปากและมันก็ทำให้ผมประทับใจที่สุดในบรรดาของคาวทั้ง 6 ชิ้นนี้เลยครับ ทุกอย่างมันลงตัวจริงๆ ตั้งแต่หน้าตาจนไปถึงรสชาติ ชิ้นนี้ผมแนะนำเลยว่าห้ามพลาด!!
  2. Thai tung thong, crispy golden pocket with vegetables (v) ชิ้นนี้จะเป็นขนมถุงทองครับ ไส้ด้านในจะประกอบไปด้วยผักกับมัน รสชาติดี กินแล้วเพลินมาก ถือว่าเป็นขนมถุงทองที่อร่อยเลย แต่ถ้าเทียบกับขนมชิ้นอื่นๆ ในเซ็ตนี้แล้ว ผมว่าชิ้นนี้ดูด้อยสุดครับ
  3. Bagel with salmon gravlax, dill and cream cheese ชิ้นนี้จะเป็นขนมปังที่ท็อปด้วยแซลมอนกับไข่กุ้ง รสชาติดีมากโดยเฉพาะแซลมอนกับไข่กุ้ง ทางโรงแรมเลือกวัตถุดิบมาได้ดีจริงๆ ชิ้นนี้ใครชอบทานแซลมอนห้ามพลาดเลยครับ
  4. Tiger prawn caesar wrap ชิ้นนี้จะเป็นโรลวงกลมหน้าตาคล้ายๆ กับปอเปี๊ยะที่ถูกตัดแบ่งมาแล้ว ไส้ตรงกลางจะเป็นกุ้งลายเสือที่ปริมาณของกุ้งเต็มปากเต็มคำมาก ส่วนแป้งด้านนอกก็ทำมาได้ดีทานแล้วไม่รู้สึกว่าอมน้ำมันเลย โดยรวมๆ ถือว่าเป็นขนมที่รสชาติดีครับ แต่รสชาติจะออกแนวกลางๆ ไม่ได้มีรสไหนเด่นออกมาเป็นพิเศษเท่านั้นเอง
  5. Lobster salad in savory cone ขนมชิ้นนี้หน้าตาและรสชาติดีมาก โดยทางเชฟทำขนมชิ้นนี้ออกมาให้อยู่ในรูปแบบของโคนไอศกรีมที่ด้านบนเป็นสลัดล็อปสเตอร์ ส่วนโคนด้านล่างที่เห็นเป็นสีเหลืองอ่อนๆ นั้นจะเป็นโคนที่ทำมาจากแกงกระหรี่ ดังนั้นในเรื่องของรสชาติของขนมชิ้นนี้มันก็เลยดูจัดจ้านและโดดเด่นกว่าขนมชิ้นอื่นๆ ในเซตนี้ครับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมทานแล้วชอบมาก โคนมีความเผ็ดเล็กๆ เมื่อทานคู่กับสลัดล็อปสเตอร์ด้านบนมันลงตัวมากเลยครับ
  6. Waldorf salad with homemade smoked chicken ขนมชิ้นนี้จะเป็นขนมที่มีหน้าตาเป็นรูปหกเหลี่ยม ด้านในประกอบไปด้วยสลัดกับไก่รมควัน ส่วนด้านบนมีการท็อปปิ้งด้วยดอกไม้เล็กๆ ที่มีความสวยงาม รสชาติโดยรวมดี แต่รสจะออกอยู่ในแนวกลางๆ ครับ เรียกว่าเป็นขนมที่เหมาะกับการกินคู่กับชา แต่ไม่ค่อยเหมาะกับการกินเดี่ยวๆ ซักเท่าไหร่
หมายเหตุ : สำหรับรายการไหนที่มี (V) ต่อท้ายชื่ออาหาร รายการนั้นจะเป็นมังสวิรัตินะครับ
มาต่อกันที่สโคนนะครับ สโคนของชุดนี้จะมีทั้งหมด 4 ชิ้นด้วยกัน โดยในแต่ละวันทางเชฟจะมีการแบ่งสโคนทั้ง 4 ชิ้นออกเป็น 2 ประเภท คือ สโคนแบบที่เป็นรสชาติมาตรฐาน 2 ชิ้น แล้วก็สโคนแบบที่เป็นรสชาติพิเศษอีก 2 ชิ้น ซึ่งสโคนที่เป็นรสชาติพิเศษนั้นทางเชฟจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน โดยวันนี้ผมได้ลองทานเป็นสโคนเสาวรสครับ
เนื้อของสโคนทั้ง 2 แบบนั้นถือว่าดีเลยครับ เนื้อเนียนและแน่น สามารถตัดทานได้ง่าย ส่วนในเรื่องของรสชาตินั้นโดยส่วนตัวแล้วผมชอบแบบที่เป็นรสชาติมาตรฐานมากกว่าครับ ผมรู้สึกว่าเนื้อสโคนมีความหอมมากกว่า ทานคู่กับแยมต่างๆ ลงตัวดี โดยทางห้องอาหารเค้าจะมีการเสิร์ฟเป็นค็อทเทจครีม, แยมสตรอเบอร์รี่ และเลมอนเคิร์ดให้เราทานคู่ด้วย ซึ่งรสชาติของทั้ง 3 อย่างนี้ถูกปากผมหมดเลยครับ โดยเฉพาะแยมสตรอเบอร์รี่นั้นอร่อย เข้มข้นมาก ส่วนเลมอนเคิร์ดเองก็มีความเปรี้ยวนิดๆ และแปลกใหม่ไม่ค่อยเหมือนที่ไหนดี เพราะตั้งแต่ที่ผมไปทาน Afternoon Tea มา นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้ทานเลมอนเคิร์ดคู่กับสโคนครับ ^^
ต่อกันที่ของหวานหรือ Pastries กันดีกว่า ขนมประเภทนี้จะมีทั้งหมด 6 ชนิด รวม 12 ชิ้น โดยแต่ละชิ้นมีชื่อและรสชาติตามความเห็นของผมดังนี้ครับ
  1. Lemon meringue tartlet เมนูนี้จะเป็นทาร์ตมะนาวครับ รสชาติดีเลยนะ มีความเปรี้ยวนิดๆ ทานแล้วอร่อยด้วยตัวมันเองเลย ไม่ต้องกินคู่กับชาก็ได้
  2. Blueberry choux นี่เป็นขนมอีกชนิดนึงที่ผมประทับใจรสชาติมากครับ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะโดยส่วนตัวแล้วผมชอบทานทั้งบลูเบอรร์รี่กับชูครีมอยู่แล้วด้วย พอทางเชฟนำทั้งสองอย่างนี้มารวมกันมันก็เลยถูกใจผมเป็นพิเศษ ขนาดของชิ้นขนมกำลังดี อ้าปากแบบกว้างๆ แล้วกินหมดได้ในคำเดียว ไส้ครีมเยอะและทะลักมาก แล้วก็มีรสชาติของความเป็นบลูเบอร์รี่อ่อนๆ ออกมาตอนที่เรากำลังเคี้ยวครับ
  3. Salted caramel macaroon อันนี้เป็นมาการองที่ฉีกแปลกแหวกแนวมาก เพราะโดยปกติเรามักจะเจอมาการองที่มีรสชาติหวานนำเป็นหลัก แต่นี่นอกจากจะไม่หวานแล้วยังมีความเค็มโดดเด้งออกมาด้วยครับ แต่ทั้งนี้ใครที่ไม่กินเค็มก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ เพราะความเค็มของมาการองชิ้นนี้จะเป็นความเค็มแบบอ่อนๆ คล้ายๆ กับเวลาที่เรากินอาหารทะเลหรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีเกลือผสมนิดๆ ครับ ใครที่ชอบทานอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ผมแนะนำให้ลองชิมดูนะครับ เพราะพอเรากินคู่กับชาแล้วมันลงตัวใช้ได้เลย
  4. Coconut mousse, pineapple – lime cake เมนูนี้เป็นเมนูที่ผมว่าทางเชฟพิถีพิถันและช่างคิดสร้างสรรค์มากครับ เพราะมันคือเค้กมะนาวที่มีมูสมะพร้าวกับสับปะรดเป็นส่วนผสม โดยทางเชฟได้ทำรูปร่างของขนมออกมาให้มีลักษณะคล้ายๆ มะพร้าวด้วย เปลือกด้านนอกของมะพร้าวที่เป็นสีเข้มๆ นั้นจะทำมาจากช็อคโกแลตที่มีความเข้มพอควร ส่วนด้านในที่เป็นสีเหลืองจะเป็นสับปะรดที่มีความเข้มข้นมากผสมกับรสชาติของมะนาวนิดๆ ดังนั้นเวลาที่เราทานด้วยกันมันก็จะได้รสชาติที่ลงตัวครับ ใครที่ชอบทานช็อคโกแลตเข้มๆ และไม่ได้มีปัญหากับการทานสับปะรดลองชิมดูนะครับ
  5. Dark chocolate crunch fudge เมนูนี้เป็นเมนูขนมอีกชิ้นที่ผมว่าทางเชฟทำออกมาได้สวยงามมาก โดยเฉพาะขนนกสีทองด้านบน ดูแล้วรู้สึกถึงความหรูหราทันที ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นในฐานะที่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทานช็อคโกแลตโดยเฉพาะช็อคโกแลตที่มีความเข้มมากๆ ผมว่ารสชาติมันขมไปหน่อยครับ แต่สำหรับคนที่ชอบทานช็อคโกแลตแล้วผมว่าหลายคนน่าจะประทับใจเลยนะ เพราะเค้าจัดมาให้เยอะและแน่นมาก!
  6. New York cheese cake, strawberry glace นิวยอร์คชีสเค้กที่มีแยมสตรอเบอร์รี่ท็อปปิ้งด้านบน รสชาติดีมาก เนื้อเนียน อร่อย ใครชอบทานนิวยอร์คชีสเค้กห้ามพลาดเลยครับ
และทั้งหมดนี้คือขนมทั้ง 14 ประเภท รวมทั้งหมด 31 ชิ้นในชุดชายามบ่าย Afternoon Tea Set ของห้องอาหาร Peacock Alley โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ครับ โดยจำนวนขนมนี้ผมได้รวม Vanilla Japanese Cheesecake ซึ่งเป็นเมนูพิเศษของเค้าเข้าไปแล้วด้วยนะครับ
ใครดูแล้วอยากจะทานเมนูไหนเป็นพิเศษกันบ้างมั้ยครับ ^^
เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูกันในส่วนของเครื่องดื่มหรือชาต่างๆ ภายในชุด Afternoon Tea ชุดนี้กันดีกว่า โดยในการทานชุดชายามบ่ายที่ห้องอาหาร Peacock Alley ในราคา 2,100 ++ บาท/ชุด นั้น เราจะสามารถเลือกเครื่องดื่มได้ 2 ชนิด และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นเราก็สามารถเลือกได้หมดเลยครับ โดยทางพนักงานที่ห้องอาหารจะมีรายการของเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ที่เราสามารถเลือกทานได้มาให้เราดู ซึ่งในส่วนของชานั้นทางห้องอาหาร Peacock Alley จะเลือกใช้เป็นชาของ Mariage Frères (มาคิยาจ แฟรส์) ซึ่งเป็นแบรนด์ชาเก่าแก่ระดับโลกและเป็นชาที่ผมทานแล้วรู้สึกประทับใจที่สุดในการทาน Afternoon Tea เลยครับ
หมายเหตุ : สำหรับการสั่งชา Mariage Frères นั้น จะมีอยู่ 2 รสที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ 100 ++ บาทนะครับ นั่นคือรส Thai Orchidee และ Madam Buttefly
โดยในเมนูเครื่องดื่มนั้นทางห้องอาหารจะมีการแยกประเภทชาต่างๆ ไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วว่าเป็น Black, Blue, Green หรือ White Tea ใครชอบทานชาประเภทไหนก็จะได้เลือกง่ายๆ หน่อย แต่ถ้าใครไม่รู้ว่าชาไหนมีรสชาติหรือกลิ่นเป็นอย่างไรบ้างก็สามารถสอบถามกับทางพนักงานได้เลยครับ เดี๋ยวทางพนักงานเค้าจะอธิบายให้ฟัง พร้อมกับนำตัวอย่างถุงชามาให้เราทดลองดมกลิ่นดูว่าชอบหรือเปล่า ซึ่งผมบอกเลยว่าพนักงานที่โรงแรมแห่งนี้บริการดีมากครับ!!
และวันนี้ผมได้ลองสั่ง Madam Butterfly ซึ่งเป็นชาขาวมาลองครับ โดยชาชนิดนี้เป็นหนึ่งในชาที่มีชื่อเสียงมากของ Mariage Frères และหลายๆ คนชอบทานมาก ชาจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั้งจากชา, ผลไม้ และดอกไม้ รสชาติของชาจะไม่เข้มมากเกินไปนัก สามารถทานคู่กับขนมต่างๆ ในเซ็ตได้ลงตัวเป็นอย่างดีครับ
ใครที่ชื่นชอบชาขาวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แบบนี้ สามารถสั่งมาลองทานได้ครับ แต่ว่ามันจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 100 ++  บาทด้วยนะครับ
อ้อ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบลักษณะกาน้ำชาของห้องอาหารแห่งนี้มากนะครับ มันเป็นกาน้ำชาที่มีดีไซน์ไม่ค่อยเหมือนใคร ดูดีและสะดุดสายตามาก ส่วนโทนสีของกาน้ำชาที่เค้าเลือกใช้นั้นก็เหมาะกับห้องอาหารมาก เพราะเค้าใช้โทนที่มีสีเรียบหรูอย่างทองหรือเงินอ่อนๆ นั่นเองครับ
หมายเหตุ : ในภาพด้านล่างนี้จะเป็นชา Pu-Erh (ผู่เอ๋อ) ซึ่งเป็นชาดำประเภทนึงครับ รสชาติชาเข้มมาก ใครที่ชอบทานชาเข้มๆ รสชาชัดๆ น่าจะถูกใจครับ
และนอกจากชาขาว Madam Butterfly และชาดำ Pu-Erh แล้ว วันนี้ผมยังได้ลองสั่งเป็นเครื่องดื่มเย็นมาทานด้วย โดยเมนูที่ผมสั่งมานั้นชื่อว่า Arabica Soda (อะราบิก้า โซดา) ลักษณะจะเป็นกาแฟดับเบิ้ลเอสเปรซโซ่ที่มีความเข้มมาก และทางพนักงานจะนำมาผสมกับโซดาและส่วนผสมอื่นๆ อีกเล็กน้อย ทำให้รสชาติที่ได้จะเป็นกาแฟเข้มที่มีความซ่านิดๆ ทานแล้วนอกจากจะตาสว่างยังสดชื่นด้วย ใครที่เป็นคอกาแฟลองสั่งมาทานนะครับ โดยใครที่ชอบทานแบบเข้มๆ ก็เทกาแฟให้หมดช็อตที่เค้าให้มาได้เลย แต่ถ้าใครที่เป็นคนทานแบบไม่เข้มมากก็ค่อยๆ ลองเทแล้วชิมไปเรื่อยๆ ดูครับว่าระดับความเข้มและรสชาติแบบไหนที่ถูกใจเราที่สุดครับ
โดยเมนู Arabica Soda นี้ ใครที่มาทาน Afternoon Tea แล้วไม่ชอบทานชาร้อนๆ ก็สามารถสั่งมาทานได้นะครับ เราไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย แต่ถ้าใครอยากจะทานแค่เมนูนี้เท่านั้น ไม่อยากทานขนมอื่นๆ ด้วย ก็สามารถมาสั่งทานได้ที่ห้องอาหาร Peacock Alley ได้ตลอดทั้งวันเลยในราคาแก้วละ 180 บาทครับ หรือถ้าใครสนใจเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ ก็สามารถดูราคาได้ตามภาพด้านล่างนี้ได้เลยครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมหลังจากที่ได้มีโอกาสไปลองทานชุดชายามบ่าย Afternoon Tea ของห้องอาหาร Peacock Alley (พีค็อก อัลลีย์) ชั้น UL โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok (วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ) ครับ และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากขึ้นผมก็ขอสรุปรีวิวนี้ออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ตามนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันพฤหัสที่ 25 เมษายน 2562
เวลา : 14.30 – 17.00 น.
จำนวน : 1 คน
รสชาติอาหาร : นี่เป็นชุด Afternoon Tea อีกหนึ่งชุดที่ผมว่าวัตถุดิบในการปรุงอาหารนั้นดีเลิศ และรสชาติอาหารอร่อยถูกปากผมมากเลยครับ แต่ทั้งนี้ผมต้องบอกไว้ก่อนนะว่าอาหารส่วนใหญ่ของเค้านั้นจะเป็นอาหารที่รสชาติดีแบบกลมกล่อม มีความละมุนลงตัว และสามารถทานได้เรื่อยๆ โดยเมนูของคาวนั้นจะมีเมนูที่มีรสชาติแตกต่างโดดเด้งกว่าเพื่อนเพียงแค่ 1-2 เมนูเท่านั้น ส่วนเมนูของหวานก็จะเป็นของหวานที่รสชาติไม่หวานมากหรือไม่จัดจนเกินไปนัก ดังนั้นสำหรับใครที่ชอบทานอาหารที่รสชาติมีความละมุนน่าจะชื่นชอบขนมต่างๆ ในเซ็ตนี้ครับ แต่สำหรับใครที่ชอบทานขนมที่มีรสแต่ละชิ้นเป็นเอกลักษณ์ มีความเผ็ด หวาน หรือรสอะไรที่ชัดเจนมาก อาจจะไม่ค่อยถูกใจซักเท่าไหร่
ความหลากหลายของอาหาร : กับจำนวนขนมทั้งหมด 14 รายการ รวม 31 ชิ้น ถือว่าชุด Afternoon Tea ชุดนี้มีความหลากหลายเลยนะครับ เพราะขนมแต่ละชิ้นต่างก็มีหน้าตาและส่วนผสมที่แตกต่างกันออกไปเลย โดยเฉพาะเมนูของคาวที่ทางห้องอาหารจัดทำขนมทั้ง 6 ชนิดออกมาได้ดีมากครับ
ความสะอาดของสถานที่และบรรยากาศโดยรวม : ข้อนี้เรียกว่าสอบผ่านสุดๆ บรรยากาศดี วิวสวย นั่งสบาย ยิ่งใครที่ไปนั่งทานอาหารในช่วงเย็นๆ แล้วยิ่งน่าจะประทับใจในบรรยากาศมากครับ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมประทับใจในการไปใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้มาก พนักงานที่ Waldorf Astoria Bangkok นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสและบริการดีจริงๆ โดยผมสังเกตเรื่องนี้ได้ทุกจุดของโรงแรมที่ผมเดินผ่านเลยตั้งแต่บริเวณอาคารด้านหลัง, บริเวณอาคารด้านหน้า, บริเวณ Lower Lobby, บริเวณ Upper Lobby แล้วก็ภายในห้องอาหาร Peacock Alley ครับ เรียกว่าตั้งแต่ผมไปใช้บริการโรงแรมหลายๆ ที่มา ผมชอบการบริการและความเอาใจใส่ของที่นี่มากเป็นลำดับต้นๆ เลย และผมเชื่อว่าแทบจะทุกคนที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสที่นี่มาน่าจะเห็นด้วยเหมือนกับผมครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : ข้อนี้ผมให้กลางๆ ค่อนไปทางดีแล้วกันนะครับ เพราะแม้โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok จะอยู่ติดกับถนนราชดำริ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีที่จอดรถเยอะพอควร แต่ด้วยความที่ถนนเส้นนี้มักจะมีการจราจรติดขัดในหลายๆ ช่วงเวลา ประกอบกับตำแหน่งของโรงแรมเองก็อยู่ห่างจากรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ ประมาณ 250 เมตร ก็เลยทำให้ความสะดวกในการเดินทางอาจจะยังไม่ได้สะดวกสบายที่สุดครับ
ความคุ้มค่า : ข้อนี้ผมขอพูดตรงๆ เลยนะครับว่า ถึงแม้ทางห้องอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบในการปรุงอาหารเป็นอย่างดี หน้าตาอาหารสวยงาม เลือกใช้แบรนด์ชาที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีรสชาติของชาที่ดีมาก แต่หากมองในเรื่องความคุ้มค่าแล้ว สำหรับคนที่เน้นกินเอาความคุ้มหรือความอิ่มเพียงอย่างเดียว ราคา Afternoon Tea ชุดละ 2,100 ++ บาท/ชุด หรือ 2,471.70 บาท/ชุด net ก็อาจจะยังไม่ค่อยคุ้มค่าสำหรับคนกลุ่มนี้เท่าไหร่ครับ แต่สำหรับใครที่มองไปมากกว่านั้น โดยมองไปถึงเรื่องความละเมียด ความประณีตในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ภาชนะที่ใส่อาหาร, การตกแต่งในส่วนต่างๆ ของโรงแรม, การบริการของพนักงาน, บรรยากาศของห้องอาหาร รวมไปถึงโพสิชั่นของแบรนด์โรงแรมนี้ คุณจะรู้เลยว่าราคาต่อชุดของ Afternoon Tea ชุดนี้ มันเหมาะสมแล้วครับ เพราะคุณจะไม่สามารถไปหาบรรยากาศหรือสัมผัสกับความเป็น Peacock Alley รวมถึงความเป็น Waldorf Astoria ได้จากที่ไหนอีกแล้ว ทุกอย่างมันคือความกลมกล่อมและความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่จริงๆ
สรุป : สำหรับใครที่ชื่นชอบการทาน Afternoon Tea และอยากจะหาที่นั่งทานชุดชายามบ่ายแบบสงบๆ มีวิวสวยงามให้ดูในขณะกินขนมไปเรื่อยๆ โดยที่ขนมนั้นมีหน้าตาสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เน้นบรรยากาศของห้องอาหารที่ดีและพนักงานที่คอยเอาใจใส่ตลอด และไม่มีปัญหากับการทานชุดชายามบ่ายในราคาชุดละประมาณ 2,500 บาท ชุด Afternoon Tea ของห้องอาหาร Peacock Alley โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok นั้นสามารถตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอนครับ และคุณจะรู้เลยว่าความหรูหราที่สวยงามแต่เรียบง่ายและลงตัวนั้นมันเป็นอย่างไร มันเป็นอะไรที่หากคุณได้สัมผัสซักครั้งแล้วคุณจะต้องประทับใจอย่างแน่นอนครับ!!
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมอย่างใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ ส่วนท่านใดที่อยากจะสอบถามข้อมูลของที่นี่เพิ่มเติมหรืออยากจะทำการสำรองที่นั่งก็สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
Facebook : Waldorf Astoria Bangkok
Instagram : @waldorfastoriabangkok
Tel : 02-8468888
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like