แฮะๆ กลับมาพบกันอีกครั้งแล้วนะครับ และเหมือนจะกลายเป็นรีวิวประจำปีกันไปแล้วกับการรีวิวไลน์บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของห้องอาหาร Cuisine Unplugged (ควิซีน อันปลั๊ก) โรงแรม Pullman Bangkok King Power (โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ) ถ.รางน้ำ เพราะบุฟเฟ่ต์ไลน์นี้มักจะมีการเปลี่ยนโฉม ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารต่างๆ ทุกต้นปี และผมเองก็ได้มีโอกาสไปทานมา 3 ปีติดแล้วครับ ซึ่งในแต่ละครั้งที่ไปทานก็จะมีมุมมองรวมถึงความประทับใจที่แตกต่างกันออกไป โดยใครที่สนใจอยากจะอ่านรีวิวไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ในปีที่ผ่านๆ มาก็สามารถกดอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ส่วนถ้าใครพอจะรู้จักกับห้องอาหารนี้รวมถึงไลน์บุฟเฟ่ต์ของที่นี่มาอยู่บ้างแล้ว เดี๋ยวเราตามไปดูกันต่อเลยว่าสำหรับไลน์บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของเค้าในปี พ.ศ. 2563 นี้ มันจะมีอะไรโดดเด่น ปรับเปลี่ยน หรือแตกต่างไปจากเดิมบ้าง โดยเรื่องแรกที่ผมจะขอพูดถึงก่อนเลยนั่นก็คือข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ของไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ครับ

 

ประเภทอาหาร : บุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดและบาร์บีคิวมื้อเย็น
สถานที่ : ห้องอาหาร Cuisine Unplugged โรงแรม Pullman Bangkok King Power ถ.รางน้ำ
วันที่เปิดบริการ : ทุกวัน
เวลาที่เปิดบริการ : 18.00 น. – 22.30 น.
ราคาปกติของผู้ใหญ่ : 1,699 บาท/คน net รวมน้ำเปล่า และชา กาแฟ
ราคาปกติของเด็ก : อายุ 0 – 5 ปี รับประทานฟรี, อายุ 6-11 ปี ลด 50% จากราคาเต็ม เหลือ 850 บาท/คน net ส่วนเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป คิดราคาเดียวกับผู้ใหญ่
ราคาพิเศษเมื่อจองผ่านลิงก์ : พิเศษ!! ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ผู้ใหญ่ทุกคนที่จองทานอาหารบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำนี้ผ่านลิงก์ http://bit.ly/3alfXKn จะได้รับส่วนลดพิเศษ 30% เหลือเพียงคนละ 1,189 บาท/คน net เท่านั้น (รวมน้ำเปล่า และชา กาแฟเรียบร้อย) ใครที่สนใจจะทานอาหารไลน์นี้ก็อย่าลืมทำการกดจองผ่านลิงก์ที่ผมให้ทุกครั้งนะครับ
เอาล่ะ รู้ข้อมูลพื้นฐานกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปดูเรื่องของหน้าตาห้องอาหารกับการเดินทางไปแบบคร่าวๆ กันต่อนะครับ โดยห้องอาหาร Cuisine Unplugged นั้นจะตั้งอยู่ที่ชั้น G โรงแรม Pullman Bangkok King Power ถ.รางน้ำ ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่เดียวกับ King Power Complex เลย ใครที่ขับรถส่วนตัวมาก็สามารถดูแผนที่ตามด้านล่างนี้ได้เลยครับ เส้นทางการขับรถไม่ยาก จุดเลี้ยวต่างๆ ก็สังเกตได้ง่ายอยู่ ส่วนเรื่องที่จอดรถนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่จอดรถของเค้ามีค่อนข้างเยอะเลยครับ
แผนที่ Pullman King Power
ส่วนใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็สามารถเดินทางมาที่ห้องอาหารแห่งนี้ได้อย่างไม่ลำบากมากนัก เพราะเราสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากนั้นก็เดินไปนั่งรถตุ๊กๆ ฟรีที่ด้านข้างของห้าง Century The Movie Plaza ได้เลย ทางโรงแรม Pullman Bangkok King Power เค้าจะมีรถบริการฟรีจากจุดนี้ โดยจะเริ่มบริการตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 23.00 น. หรือถ้าใครอยากจะเดินไปโรงแรมเองจากสถานี BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็สามารถเดินได้ครับ เพราะระยะทางมันแค่ประมาณ 400 เมตรเท่านั้น เดินเรื่อยๆ แป้บเดียวก็ถึงแล้ว
และนี่คือหน้าตาของห้องอาหาร Cuisine Unplugged ครับ โดยเมื่อเราเดินเข้าประตูโรงแรมด้านหน้าแล้วก็ให้เราเดินตรงยาวผ่านด้านซ้ายของ Lobby ไปได้เลย จากนั้นเมื่อสุดทางก็ให้เราเลี้ยวซ้ายและเดี๋ยวเราก็จะเจอห้องอาหารอยู่ทางซ้ายมือของเราครับ ลักษณะของห้องอาหารจะเป็นห้องอาหารที่มีเพดานสูง มีการจัดวางโต๊ะที่ดี ไม่ใกล้กันจนเกินไปนัก แล้วก็มีที่นั่งให้เลือกหลายแบบ ส่วนจำนวนคนที่ทางห้องอาหารนี้สามารถรองรับได้นั้นเท่าที่ผมคำนวนจากสายตาคร่าวๆ ผมว่าเค้าสามารถรองรับได้ 150-160 คนสบายๆ ครับ
หมายเหตุ : สำหรับภาพของรถตุ๊กๆ และภาพบรรยากาศของห้องอาหารนั้นผมขอใช้ภาพเดิมในรีวิวก่อนๆ มาประกอบนะครับ
มาดูกันที่หน้าตาอาหารและรสชาติกันบ้างครับ โดยในความเห็นของผมไลน์บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของห้องอาหาร Cuisine Unplugged ในปี 2020 หรือปี พ.ศ. 2563 นี้ จะสามารถแบ่งประเภทอาหารออกเป็นหมวดต่างๆ ได้ทั้งหมด 7 หมวด ตามนี้ครับ
หมวดที่ 1 : Seafood on ice
หมวดที่ 2 : บาร์บีคิว
หมวดที่ 3 : สลัดและ Cold Cuts
หมวดที่ 4 : ขนมปังและชีส
หมวดที่ 5 : อาหารจานร้อน (Hot Dish)
หมวดที่ 6 : อาหารนานาชาติและอาหารอื่นๆ
หมวดที่ 7 : ของหวาน, ผลไม้ และไอศกรีม
โดยหมวดที่ผมว่าเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจมากๆ ของเค้าก็คือ Seafood on ice, บาร์บีคิว แล้วก็ของหวานครับ 3 หมวดนี้ถือว่าทำได้น่าสนใจมากๆ ส่วนอีกหนึ่งหมวดที่น่าจับตามองก็คืออาหารนานาชาติและอาหารอื่นๆ เพราะในวันที่ผมไปนั้นมันมีหลายเมนูเลยที่เป็นเมนูใหม่ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมาเยอะเลยครับอย่างเช่น ฟัวกราส์ที่ทอปปิ้งด้วยคาเวียร์แบบนี้ก็มีให้ทานไม่อั้นเลยครับ!!
อ้อ ในส่วนเรื่องของราคานั้น หากใครที่เคยไปทานบุฟเฟ่ต์ไลน์นี้ในปีที่ผ่านมา สำหรับปีนี้เค้าจะมีการปรับราคาขึ้นจากเดิมคนละประมาณ 70 บาทนะครับ (เปรียบเทียบที่ราคาลด 30%) แต่สิ่งที่เราได้เพิ่มมาแน่ๆ ก็คือจากน้ำเปล่าคนละ 1 ขวด จะกลายเป็นน้ำเปล่า Free Flow ไม่อั้น แล้วก็มีอาหารใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาครับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าส่วนต่างราคา 70 บาท/คน นี้ แค่ค่าน้ำอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มระดับนึงแล้ว เพราะคราวนี้เราจะสามารถทานอาหารได้อย่างยาวๆ สบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของน้ำที่จะบานปลายเพิ่มเลย นอกจากนี้บรรดาเมนูพิเศษที่เพิ่มเข้ามาหลายอันก็น่าสนใจมาก เช่น ฟัวกราส์, เครปคาวจากฝรั่งเศส เป็นต้น
นี่เป็นภาพของเครื่องชงกาแฟที่เราสามารถเดินไปกดใช้บริการได้ฟรีตลอดเวลาครับ ตู้นี้จะอยู่ตรงบริเวณของหวานนะครับ ใครสนใจอยากจะทานก็เดินไปได้เลย
เกริ่นมากันพอสมควรแล้ว ตอนนี้ก็คงจะได้เวลาไปเจาะลึกดูอาหารแต่ละหมวดกันซักที เริ่มจากหมวดแรก “Seafood on ice” นะครับ หมวดนี้จะประกอบไปด้วยอาหารทะเลมากมายทั้งหอยนางรม 3 สัญชาติ, ขาปูอลาสก้า, กุ้งแดง, ปูม้า, ปูน้ำตาล, ปูทะลฝรั่งเศส, กั้ง และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ โดยในส่วนของหอยนางรม 3 สัญชาตินั้นจะเป็นหอยนางรมไทย (Thai Oysters), หอยนางรมฟิน เดอ แคลร์ โอเรลง เบอร์ 3 (Fine De Claire Oleron No. 3) และหอยนางรมสีเขียว พันธุ์สเปเชียล เรด เลเบิ้ล (Speciale Verte – Red Label) ซึ่งหอยนางรมพันธุ์ที่สามนี้ผมพึ่งจะเคยเห็นครั้งแรกก็ที่นี่แหละครับ
สำหรับรสชาติโดยรวมของอาหารในหมวดนี้นั้นผมจะขอพูดถึงเฉพาะหอยนางรม 3 สัญชาติ, ขาปูอลาสก้า, กุ้งแดง และกั้งเท่านั้นนะครับ เพราะผมกับต๋งได้ลองชิมแค่นี้ โดยในส่วนของหอยนางรม 3 สัญชาตินั้นถือว่าเค้าทำได้ดีเลยครับ ทั้งขนาดและความสดสอบผ่านในระดับราคาบุฟเฟ่ต์แบบนี้ครับ ส่วนกุ้งแดงกับขาปูอลาสก้านั้นก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าขาปูอลาสก้าในวันที่ผมไปทานนั้นเหมือนเค้าจะไม่ค่อยเติมหรือเติมค่อนข้างช้าครับ เวลาเดินกลับไปดูแต่ละทีมันดูมีน้อยกว่าอย่างอื่นพอควร
ส่วนเรื่องความสดและขนาดของกั้งนั้น อันนี้ผมไม่ค่อยประทับใจซักเท่าไหร่ครับ ขนาดของกั้งโดยรวมดูดี ตัวใหญ่ เนื้อเยอะ แต่มีบางตัวที่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยสดเท่าไหร่ หากทางห้องอาหารสามารถปรับปรุงในจุดนี้ได้ รวมทั้งเติมขาปูอลาสก้าให้เร็วขึ้นกว่านี้อีกนิด น่าจะทำให้คนที่มาทานรู้สึกประทับใจในคุณภาพอาหารหมวดนี้เพิ่มมากขึ้นครับ
อ้อ สำหรับคนที่อยากจะรู้เรื่องความสดของปูนั้น ผมได้มีการสอบถามรุ่นพี่ที่ไปทานด้วยกันวันนั้นเค้าบอกว่าโอเคอยู่นะครับ เพียงแต่ว่าเนื้อมันค่อนข้างน้อย และทางห้องอาหารเค้าไม่ได้ทำการหนีบหรือกระเทาะเปลือกมาก่อน ดังนั้นมันก็เลยกินได้ยากและค่อนข้างช้ามาก ใครที่ไม่ใช่สายปู ไม่ได้ชอบแกะ หนีบ งัดซักเท่าไหร่ ผมแนะนำว่าเลือกทานอย่างอื่นที่แกะง่ายๆ น่าจะดีกว่าครับ
ส่วนนี่เป็นน้ำจิ้มของเค้าครับ มีหลายแบบและหลายรสชาติเลย รวมทั้งยังมีกระเทียม กระถิน เอาไว้ทานคู่กับหอยนางรมด้วย ใครที่ชอบทานอาหารพวก Seafood on ice นี้ก็ลองแวะไปตักน้ำจิ้มแต่ละแบบมาชิมดูนะครับว่าอย่างไหนจะถูกปากที่สุด แต่สำหรับผมกับต๋งพวกเราคิดว่าน้ำจิ้มซีฟู้ดสีเขียวๆ นี่แหละที่เหมาะและถูกปากที่สุดแล้วครับ
ต่อกันที่หมวดที่สอง บาร์บีคิว” อาหารในหมวดนี้เค้าจะมีการวางไว้ 2 จุดนะครับ จุดแรกจะเป็นจุดที่อยู่ภายในห้องอาหารตรงบริเวณอาหารจานร้อนต่างๆ โดยที่จุดนี้ทางห้องอาหารเค้าจะมีการปรุงหรือย่างให้เราเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ผมไปนั้นเค้าจะมีให้บริการเป็นกุ้งแม่น้ำเผา, ไก่ออร์แกนิคอบ, เนื้อโทมาฮอคว์ย่าง แล้วก็ซี่โครงแกะย่างครับ
รสชาติโดยรวมของจุดนี้ถือว่าดีครับ โดยเฉพาะเนื้อโทมาฮอคว์อันนี้ผมประทับใจสุดเลย เนื้อนุ่ม ไม่เหนียว และเค้าหั่นเนื้อให้ชิ้นใหญ่ดี ใครที่เป็นสายเนื้อควรแวะไปทานเลย ส่วนกุ้งแม่น้ำเผากับซี่โครงแกะย่างนั้นก็ทำได้ดีเหมือนกัน ซี่โครงแกะย่างนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ กุ้งแม่น้ำเผาทางเชฟก็มีการทำออกมาเรื่อยๆ และรวดเร็วดี โดยวันนั้นเท่าที่ผมเดินผ่านไปมาสองสามรอบ แม้จะมีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก แต่กุ้งเผาก็ถูกนำมาจัดวางเติมเร็วไม่มีขาดตอนเลยครับ ใครที่ชอบทานกุ้งแม่น้ำเผาน่าจะถูกใจพอควร เพราะมันไม่ต้องสั่งหรือรอคิวอะไร อยากกินเมื่อไหร่ก็เดินไปหยิบได้เลย ส่วนในเรื่องขนาดกับความสดของกุ้งนั้นอันนี้จะอยู่ในระดับกลางๆ นะครับ ตัวไม่ใหญ่มากและมีสดมากน้อยบ้างปนๆ กันไป
ส่วนในจุดที่สองของหมวดบาร์บีคิวนั้น จะถูกตั้งอยู่ที่ด้านนอกของห้องอาหารบริเวณประตูทางเข้าครับ ที่จุดนี้จะเป็นรถเข็นสองคัน คันแรกจะเป็นหมูหันแล้วก็แป้ง คันนี้ทางเชฟเค้าจะมีการตัดแบ่งหมูหันลงในจานเล็กๆ ให้เราเรียบร้อยแล้ว ใครอยากทานกี่จานก็หยิบไปได้เลย แล้วก็หากอยากจะทานแป้งคู่ด้วยก็เปิดหยิบเองได้ตามสบายครับ ส่วนคันที่สองนั้นจะเป็นการวางเนื้อสดอย่างเนื้อวากิว, กั้ง, แซลมอน แล้วก็ปลาหิมะอลาสก้า (Alaskan Snow Fish) เอาไว้ ใครอยากทานเนื้อชนิดไหนก็หยิบใส่จานพร้อมกับหนีบเบอร์โต๊ะของเราเอาไว้ เดี๋ยวทางพนักงานเค้าจะนำไปปรุงและนำไปเสิร์ฟให้เราที่โต๊ะครับ โดยในส่วนของเนื้อวากิวนั้นเราสามารถแจ้งได้ด้วยนะครับว่าอยากได้ความสุกระดับไหนครับ
สำหรับรสชาติอาหารในจุดที่สองนั้น ในส่วนของหมูหันผมว่าเค้าทำได้ดีเลยนะ รสชาติดี หนังกรอบ แป้งอร่อย แล้วก็มีเสิร์ฟเรื่อยๆ ไม่ขาดตอน ใครที่ชอบทานหมูหันเลือกมาทานบุฟเฟ่ต์ที่นี่ได้เลยครับ ส่วนบรรดาเนื้อสดที่ประกอบไปด้วยเนื้อ 4 อย่างนั้นผมประทับใจปลาหิมะอลาสก้ากับเนื้อวากิวมากที่สุดครับ เนื้อปลาหิมะอลาสก้ามันจะมันๆ กินแล้วรู้สึกละลายในปากหน่อยๆ แต่ถ้าใครไม่ชอบทานอะไรที่เป็นไขมันอาจจะไม่ถูกใจได้นะครับ ส่วนเนื้อวากิวนั้นรอบนี้ทางห้องอาหารเค้ามีการหั่นเนื้อให้มีความหนากว่าที่ผมเคยทานในปีที่ผ่านๆ มาพอควร ดังนั้นเวลาที่เราทานมันก็เลยจะรู้สึกนุ่ม เต็มปากเต็มคำกว่าเดิมครับ แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับเนื้อโทมาฮอคว์ในจุดแรกแล้ว โดยส่วนตัวนั้นผมชอบเนื้อโทมาฮอคว์ในจุดแรกมากกว่านะครับ ผมว่ามันนุ่มและถูกปากผมมากกว่า แต่ทั้งนี้แต่ละคนก็อาจจะชอบไม่เหมือนกันก็ได้ ใครที่เป็นสายเนื้อก็ลองตักมาทานอย่างละนิดละหน่อยดูก่อน ทานแล้วประทับใจอันไหนมากกว่าก็ค่อยไปตักเพิ่มครับ
หมวดที่สาม สลัดและ Cold Cuts” และหมวดนี้ก็ยังคงเป็นลูกเมียน้อยของผมกับต๋งตามเคย เพราะเป็นหมวดที่พวกเราชิมกันน้อยมากๆ โดยต๋งได้ลองทานพวกผักมานิดหน่อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามผมได้ถ่ายภาพมาให้ทุกคนดูแล้วครับว่ามันมีอาหารอะไรบ้าง โดยจากที่ผมได้ไปใช้บริการวันนั้นอาหารในหมวดนี้ก็จะประกอบไปด้วยยำกับสลัดสำเร็จรูปหลายอย่างวางกระจายตามจุดต่างๆ ของห้องอาหาร, Cold Cuts 4 แบบ แล้วก็มีสลัดในส่วนที่เปิดโอกาสให้เราปรุงเอง โดยมีประเภทของผัก, น้ำสลัด และทอปปิ้งต่างๆ ให้เลือกมากมาย ใครที่เป็นสายสลัดน่าจะถูกใจพอควรครับ เพราะหน้าตาผักต่างๆ ดูสวยงามดี แถมทอปปิ้งกับน้ำสลัดยังมีให้เลือกเยอะด้วยครับ
หมวดที่สี่ ขนมปังและชีส” หมวดนี้ผมกับต๋งได้ลองทานแค่ชีสนะครับ รสชาติดีเลย ทานแล้วประทับใจหลายอัน ใครที่ชอบทานชีสลองแวะไปดูนะครับ เค้ามี 4-5 ประเภทของชีสให้เลือกทาน ส่วนขนมปังนั้นมีประมาณ 5-6 แบบพร้อมกับเนยประเภทต่างๆ ครับ
เข้าสู่หมวดที่ห้า อาหารจานร้อน (Hot Dish)” อาหารในหมวดนี้ทางห้องอาหารจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ นะครับ โดยในวันที่ผมไปนั้นจะประกอบไปด้วยแกงเผ็ดเนื้อ, ปูผัดซอสเกรวี่, ไส้กรอกพันเบคอน, ผัดผักรวม, ซุปมิโสะ, ซุปครีมเห็ดทรัฟเฟิล, เฟรนฟรายด์, มีทบอล, ผักโขมอบชีส, ปูนิ่มทอดซอสเอ็กซ์โอ และปูนึ่ง ซึ่งด้วยความที่อาหารหมวดนี้มันมีหลากหลายมากประกอบกับกระเพาะของเราสองคนก็มีจำกัด ดังนั้นพวกเราก็เลยได้ลองชิมแค่ 2-3 เมนูเท่านั้น และรสชาติของเมนูที่ผมได้ลองชิมมาก็ถือว่าโอเคอยู่ครับ
หมวดที่หก อาหารนานาชาติ” หมวดนี้จะเป็นหมวดสุดท้ายของอาหารคาวนะครับ โดยอาหารในหมวดนี้น่าจะมีประเภทของอาหารให้เลือกทานเยอะที่สุดแล้วเพราะมันประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติมาก โดยวันที่ผมไปทานนั้นในไลน์บุฟเฟ่ต์นี้จะมีอาหารนานาชาติที่ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น, อิตาลี, อินเดีย, ไทย และฝรั่งเศสครับ
เริ่มจากอาหารญี่ปุ่นก่อนนะครับ ในส่วนนี้เค้าจะมีซูชิและซาชิมิให้เราทาน ในส่วนของซาชิมิจะประกอบไปด้วยแซลมอน, ทูน่า, ปลาหมึกยักษ์ แล้วก็ปูอัด ส่วนพวกซูชิกับข้าวปั้นต่างๆ ก็จะเป็นหน้าธรรมดาๆ และไม่ได้มีอะไรให้เลือกมากนัก รสชาติโดยรวมอยู่ในระดับกลางๆ และโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเค้าสามารถทำให้ดีกว่านี้อีกหน่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประเภทปลาดิบ หรือเพิ่มประเภทของซูชิให้หลากหลายขึ้น เพราะจากลักษณะอาหารที่เค้ามีให้บริการตอนนี้คนที่เป็นสายซูชิ ซาชิมิน่าจะผิดหวัง ไม่ค่อยประทับใจซักเท่าไหร่ครับ
ส่วนอาหารอิตาลีจะประกอบไปด้วยพิซซ่ากับพาสต้า โดยทั้งสองเมนูนี้เค้าจะทำสดๆ ใหม่ๆ ในห้องอาหารนั้นเลย ในส่วนของพิซซ่านั้นถือว่าเค้าทำได้ดีมากครับ แป้งจะเป็นสไตล์บางกรอบแต่จะมีความนุ่มและหนาในบางจุด รสชาติอร่อยถูกปากผมแทบทุกหน้าเลยครับ ใครชอบทานพิซซ่าที่แป้งบางๆ หน่อย แต่ไม่ได้แบบบางเฉียบกรอบจนเกินไปน่าจะถูกใจเลย ส่วนพาสต้านั้นจะมีให้เส้นให้เลือก 2 อย่างแล้วก็ซอสให้เลือกอีก 3-4 อย่าง ซึ่งผมได้ลองสั่งมาเป็นสปาเกตตี้คาโบนาร่ากับสปาเกตตี้ผัดพริกกระเทียม รสชาติกลางๆ ทั้งคู่ ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมาก แล้วก็ที่สำคัญขนาดของแต่ละจานนั้นถือว่าใหญ่พอควรเลย ใครที่ไปน้อยๆ คนหรือเริ่มรู้สึกอิ่มแล้ว ผมไม่แนะนำให้สั่งมาทานซักเท่าไหร่ครับ
มาดูกันที่อาหารอินเดียกันบ้าง อาหารของชาตินี้เค้าจะมีให้เลือกทานอยู่ 3-4 อย่าง ได้แก่ ข้าวหมกปู (King Crab Biryani), ผัดผักจาฟาซี่ (Vegetable Jafrazy) แล้วก็ชามาซาล่าครับ แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้ลองทานเลยซักรายการก็เลยไม่ขอออกความเห็นในเรื่องรสชาตินะครับ ^^
ต่อกันที่อาหารไทย อาหารประเภทนี้น่าจะมีให้เลือกทานเยอะสุดแล้วเพราะมีทั้งก๋วยเตี๋ยว, ราดหน้า, ส้มตำ, คอหมูย่าง แล้วก็เนื้อย่าง ซึ่งจากที่ผมได้ชิมส้มตำ, คอหมูย่าง แล้วก็เนื้อย่างมา ผมว่าส้มตำเค้าอร่อยดีนะ แถมสะอาดดูดีด้วย ส่วนคอหมูย่างกับเนื้อย่างนั้นผมว่าเนื้อมันแอบเหนียวไปนิดครับ ซึ่งน่าเสียดายเหมือนกัน เพราะหากมันนุ่มกว่านี้หน่อยมันน่าจะกินกับส้มตำและยำต่างๆ ได้เพลินดีครับ
ปิดท้ายอาหารคาวกันด้วยอาหารฝรั่งเศสและน่าจะเป็นสองเมนูที่ผมว่าหลายๆ คนเห็นแล้วน่าจะรู้สึกว้าวและประทับใจเลย เพราะเมนูแรกนั้นก็คือฟัวกราส์พร้อมกับไข่ปลาคาเวียร์ ส่วนเมนูที่สองนั้นคือเครปคาวฝรั่งเศสที่อิมพอร์ตแป้งกับส่วนผสมที่สำคัญต่างๆ มาจากฝรั่งเศสครับ
ในส่วนของฟัวกราส์พร้อมกับไข่ปลาคาเวียร์นั้นจะถูกวางเสิร์ฟบริเวณอาหารจานร้อนจุดเดียวกับที่เค้าเสิร์ฟกุ้งแม่น้ำเผานะครับ ขนาดชิ้นโต หน้าตาดูดีเลย ส่วนในรสชาตินั้นโดยส่วนตัวแล้วผมว่าตรงส่วนตับมันแอบเข็งไปนิดครับ ทำให้กินแล้วไม่ฟินเท่าที่ควร แต่เอาเป็นว่าใครที่ชอบทานฟัวกราร์ก็ลองไปทานดูนะครับ เพราะหาได้ยากเหมือนกันที่จะมีไลน์บุฟเฟ่ต์ราคาประมาณนี้แล้วมีฟัวกราส์ที่ทอปปิ้งด้วยไข่ปลาคาเวียร์ให้ทานได้ไม่อั้นแบบนี้ครับ ที่สำคัญเมนูนี้ทางห้องอาหารเค้าบอกมาด้วยว่าจะมีให้บริการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 เท่านั้น หลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นเมนูอื่นแทน ใครที่สนใจก็ต้องรีบไปทานหน่อยนะครับ
มาดูกันในส่วนของเครปคาวฝรั่งเศสกันบ้าง เมนูนี้ผมพึ่งจะเคยเห็นและชิมเป็นครั้งแรกก็ที่นี่แหละครับ โดยทางเชฟเค้าบอกว่าแป้งกับส่วนผสมสำคัญต่างๆ นั้นเค้านำเข้าจากฝรั่งเศสทั้งหมดเลย และจะมี 2 ไส้ให้เราเลือกทาน คือแซลมอน และ Cold Cuts รวมทั้งยังเลือกได้ด้วยว่าจะรับประทานไข่แบบที่สุกแล้วหรือจะเป็นแบบไข่สดก็ได้ครับ สำหรับวันนี้ผมเลือกทานทั้งสองไส้เลยแล้วก็เลือกทานเป็นแบบไข่สุกทั้งคู่ รสชาติโดยรวมของทั้งสองไส้จะมีความแตกต่างกันพอควร แต่สิ่งที่เหมือนๆ กันก็คือแป้งด้านนอกจะมีความเค็มเข้ามาผสมกับไส้ด้านในครับ ใครที่ไม่เคยลองทานเมนูนี้มาก่อนก็ลองแวะไปสั่งได้ครับ และจะยืนดูเค้าทำเลยก็ได้ จะได้เห็นกระบวนการชัดๆ แต่ทั้งนี้ผมต้องบอกไว้ก่อนนะว่าชิ้นนึงของมันค่อนข้างใหญ่พอควร แล้วก็รสชาติโดยรวมของทั้งสองไส้จะมีรสเค็มนำ เพราะตัวแป้งของมันนั้นเค็มมาก ดังนั้นใครที่ไม่ชอบทานอาหารเค็มหรือคิดว่าเหลือพื้นที่กระเพาะทานได้ไม่เยอะแล้วควรจะระมัดระวังในการสั่งนิดนึงนะครับ
ดูอาหารคาวกันไปครบหมดแล้ว คราวนี้เราไปดู ของหวาน, ผลไม้ และไอศกรีม” กันบ้างนะครับ โดยในหมวดนี้ทางห้องอาหาร Cuisine Unplugged เค้าจัดมาให้เราทานกันเยอะเลย โดยเฉพาะของหวานที่ขนมาทั้งมาการอง, ไวท์ช็อคโกแลต, ชีสเค้กญี่ปุ่น, บราวนี่, บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก, ช็อคโกแลตคอนคอร์ด, เค้กชาเขียว, คาราเมลคัสตาร์ด, ช็อคโกแลตฟองดู, ทาร์ต, รากบัวน้ำลำไย แล้วก็ขนมโตเกียว ใครอยากทานอะไรก็เดินไปส่องๆ ดูนะครับ เท่าที่ผมกับต๋งได้ลองชิมมา 30-40% ของขนมที่เค้ามีให้บริการในวันนั้น ผมว่ารสชาติส่วนใหญ่โอเคครับ แต่ทั้งนี้ของหวานของเค้าในแต่วันนั้นจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ บางวันก็อาจจะมีเมนูอื่นที่แตกต่างไปจากนี้ได้
ส่วนผลไม้นั้นวันที่ผมไปทานเค้ามีให้เลือก 6-7 อย่าง ได้แก่ มะละกอ, ส้ม, ฝรั่ง, แตงโม, มะม่วง, สับปะรด แล้วก็เสาวรส โดยในส่วนของเสวารสนั้นทางห้องอาหารเค้าจะไม่ได้ทำการปอกทิ้งไว้นะครับ แต่ถ้าใครเห็นลูกของมันวางไว้อยู่ก็สามารถบอกพนักงานให้ปอกให้ได้ครับ แล้วก็ในส่วนของน้ำจิ้มผลไม้นั้นเค้าจะมีการเตรียมไว้ให้ถึง 3 แบบเลยคือ พริกเกลือ, น้ำปลาหวาน แล้วก็แบบน้ำตาลปี๊บ ซึ่งเรื่องน้ำจิ้ม 3 แบบนี้มันเป็นอะไรที่ผมเห็นแล้วรู้สึกประทับใจเลยนะครับ นานๆ จะเจอน้ำจิ้มครบๆ แบบนี้อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ของโรงแรมครับ
ปิดท้ายกันด้วยไอศกรีม โดยในวันที่ผมกับต๋งไปทานนั้นจะมีทั้งหมด 3 รส ได้แก่ สตรอเบอร์รี่, ชาไทย และชาเขียว ซึ่งจากการทดลองชิมนั้นผมว่าสตรอเบอร์รี่กับชาเขียวอร่อยดีครับ แถมทอปปิ้งที่เค้าเตรียมไว้ให้นั้นก็เยอะมากๆ ด้วย ใครที่พาเด็กๆ ไปด้วย หรือเป็นคนที่ชอบทานไอศกรีมน่าจะถูกใจกันอย่างแน่นอนครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมกับต๋งในการไปทานบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นที่ห้องอาหาร Cuisine Unplugged (ควิซีน อันปลั๊ก) โรงแรม Pullman Bangkok King Power (โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ) ถนนรางน้ำ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 ครับ และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพของบุฟเฟ่ต์ไลน์นี้ชัดขึ้น ผมก็เลยสรุปการรีวิวออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ตามนี้นะครับ ยังไงก็ค่อยๆ อ่านกันดูนะ
วันที่รับประทาน : วันพฤหัสที่ 16 มกราคม 2563
ช่วงเวลา : 18.00 – 21.30 น.
จำนวน : 9 คน
รสชาติอาหาร : ถึงแม้จะมีอาหารบางรายการที่ผมทานแล้วรู้สึกไม่ถูกปากบ้าง หรือมีข้อติข้อแนะนำอะไรนิดหน่อยในอาหารบางหมวด แต่โดยรวมๆ แล้วคุณภาพอาหารของไลน์บุฟเฟ่ต์ไลน์นี้ก็อยู่ในระดับที่ดีครับ โดยเฉพาะอาหารในหมวด Seafood on ice, บาร์บีคิว และของหวาน 3 หมวดนี้เป็นสิ่งที่เค้าทำได้ดีหลายรายการเลย แต่อย่างไรก็ตามหากทางห้องอาหารสามารถปรับปรุงในเรื่องความสดของอาหารบางรายการแล้วก็เพิ่มความหลากหลายของอาหารในหมวดอาหารญี่ปุ่นอีกนิด มันยิ่งน่าจะทำให้คุณภาพอาหารไลน์นี้ลงตัวมากขึ้นครับ
ความหลากหลายของอาหาร : เรื่องนี้ถือว่าสอบผ่านเลยครับ เพราะเค้าจัดมาให้เต็มที่มากมีทั้งหมู, ไก่, เนื้อ, ปลา, อาหารทะเล แล้วก็มีกระบวนการปรุงอาหารหลายรูปแบบ นอกจากนี้ในหลายๆ หมวด เช่น Seafood on ice,  อาหารนานาชาติ, สลัด และของหวาน เค้าก็มีเมนูให้เลือกทานเยอะมากครับ ใครที่กำลังมองหาไลน์อาหารที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับคนไปทานอาหารเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไลน์นี้น่าจะสามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยครับ
ความสะอาดของร้านและบรรยากาศโดยรวม : เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไลน์บุฟเฟ่ต์นี้และห้องอาหารนี้สามารถสอบผ่านได้สบายๆ ครับ ห้องอาหารกว้าง เพดานสูง พื้นที่นั่งเยอะ และมีลักษณะโต๊ะเก้าอี้ให้เลือกนั่งหลายประเภท นอกจากนี้ในเรื่องของความสะอาดก็ไม่มีประเด็นอะไรให้ต้องติเลยครับ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ผมแอบขัดใจนิดหน่อยครับ เพราะวันที่ผมไปใช้บริการนั้นผมรู้สึกว่ามาตรฐานและความเร็วในการบริการของเค้าตกลงกว่าที่ผมเคยไปใช้บริการก่อนหน้านี้เล็กน้อย หลายๆ ครั้งผมต้องมองหาพนักงานเพื่อขอความช่วยเหลือนานมาก ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็อาจจะเป็นเพราะวันที่ผมไปใช้บริการนั้นมีคนไปใช้บริการค่อนข้างมากครับ แถมยังเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไปใช้บริการหลายกลุ่มด้วย ก็ได้แต่หวังว่าวันอื่นๆ หรือในอนาคตทางห้องอาหารจะสามาถรปรับปรุงและรับมือได้ดีกว่านี้นะครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : ห้องอาหาร Cuisine Unplugged เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ผมว่าสามารถเดินทางไปได้สะดวกพอควรนะ เพราะเราสามารถเดินจากสถานี BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปได้เลย โดยใช้เวลาไม่นานมากนัก หรือถ้าใครขี้เกียจเดินก็สามารถใช้บริการรถตุ๊กๆ รับส่งฟรีของเค้าได้ โดยรถของเค้าจะจอดอยู่ข้างๆ ห้าง Century The Movie Plaza และใช้เวลานั่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้วครับ ส่วนคนที่ขับรถไปนั้นในเรื่องที่จอดรถก็อาจจะไม่ต้องกังวลอะไรมาก เพราะที่จอดรถเค้าค่อนข้างเยอะ เพียงแต่อาจจะต้องปวดหัวกับการจราจรแถวนั้นในบางช่วงเวลานิดนึงครับ
ความคุ้มค่า : ถ้าเทียบกับราคาเต็มของไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ที่ 1,699 บาท/คน net ก็ต้องบอกว่าเป็นราคาที่สูงและไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ครับ ราคานี้เราสามารถมองหาไลน์บุฟเฟ่ต์อื่นที่มีเมนูอาหารน่าสนใจกว่านี้ได้ แต่พอมองไปที่ราคาลด 30% เมื่อจองผ่านลิงก์นี้แล้ว http://bit.ly/3alfXKn ก็จะเป็นราคาที่น่าสนใจและรู้สึกคุ้มค่าขึ้นมาทันทีครับ เพราะราคาของผู้ใหญ่หลังจากลดแล้วจะเหลืออยู่ที่ 1,189 บาท/คน net เท่านั้น (รวมน้ำเปล่า ชา กาแฟแล้ว) ซึ่งในพิกัดราคานี้บุฟเฟต์ไลน์นี้จะมีความน่าสนใจกว่าหลายๆ ที่ตรงที่มีอาหารให้เลือกทานหลากหลายโดยเฉพาะคนที่ชอบทานหอยนางรม, ปู, Seafood on ice, อาหารประเภทปิ้งย่าง, กุ้งแม่น้ำเผา, หมูหัน แล้วก็ของหวานครับ นอกจากนี้เค้าก็ยังมีอาหารจากชาติต่างๆ ให้ทานเยอะเหมือนกัน ยังไงใครที่สนใจอยากจะไปทานอาหารไลน์นี้ก็อย่าลืมทำการจองออนไลน์ผ่านเวบเพื่อรับสิทธิ์ส่วนลด 30% ทุกครั้งนะครับ จะได้ไปทานแล้วรู้สึกคุ้มค่า
สรุป : บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นของห้องอาหาร Cuisine Unplugged โรงแรม Pullman Bangkok King Power ประจำปี 2563 นั้นเป็นบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดและบาร์บีคิวมื้อเย็นที่ได้มีการปรับเปลี่ยนเมนูจากปีที่ผ่านมาพอควร หลายๆ เมนูมีการปรับปรุงในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณภาพของเนื้อ รวมทั้งยังมีเมนูใหม่น่าสนใจเข้ามาเสริมอีกด้วย ใครที่กำลังมองหาไลน์บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นเกรดโรงแรม โดยเน้นไปที่การทาน Seafood on ice, บาร์บีคิว, ของหวาน แล้วก็ฟัวกราส์ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องที่ตั้งของห้องอาหารว่าต้องอยู่ใจกลางเมือง ไปมาสะดวกพอควร, มีที่จอดรถเยอะ, อยู่ไม่ห่างจาก BTS มากนัก, รองรับคนไปใช้บริการจำนวนมากพร้อมๆ กันได้, มีราคาต่อคนไม่เกิน 1,200 บาท และราคาทุกวันเท่ากันหมดตั้งแต่วันจันทร์-อาทิตย์ ไลน์บุฟเฟ่ต์นี้น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุณควรพิจารณาไว้ครับ โดยเฉพาะใครที่ชอบทานหมูหันกับฟัวกราส์ไลน์นี้จะมีให้คุณทานแบบอิ่มๆ และไม่อั้นเลย เพียงแต่คุณจะต้องรีบตัดสินใจไปทานนิดนึงนะเพราะฟัวกราส์นั้นจะมีให้บริการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 เท่านั้นครับ ส่วนถ้าใครอยากจะหาไลน์บุฟเฟ่ต์นานาชาติที่มีอาหารทะเลสดสุดๆ มีล็อปสเตอร์ให้ทาน มีขาปูอลาสก้าเยอะๆ หรือเป็นคนที่เน้นอยากจะทานอาหารญี่ปุ่นพวกซูชิ ซาชิมิเป็นพิเศษ ไลน์บุฟเฟ่ต์นี้อาจจะยังไม่ค่อยตอบโจทย์คุณเท่าไหร่ครับ ^^
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับใครที่อยากจะติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ ส่วนใครที่ต้องการจะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้เพิ่มเติมหรือจองสิทธิ์ส่วนลด 30% ก็สามารถดูรายละเอียดตามด้านล่างนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ

Fanpage : Pullman Bangkok King Power

Tel : 02-6809999

ลิงก์จองส่วนลด 30% : http://bit.ly/3alfXKn

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือความรู้สึกที่แตกต่างจากนี้ได้
Facebook Comments