Lifestyle Review

[SR] Fitfac Muaythai กับภารกิจลดน้ำหนักให้ Food Blogger ภายใน 20 สัปดาห์

posted by ภรรยาหา สามีใช้ April 1, 2019 0 comments
Fitfac Muaythai Academy
สวัสดีทุกคนครับ วันนี้ผมมาแปลกนิดนึงนะครับ เพราะปกติแล้วผมมักจะเขียนรีวิวเกี่ยวกับเรื่องของกินหรือเรื่องของการเที่ยวเป็นหลัก แต่ว่าวันนี้สิ่งที่ผมจะมาเขียนรีวิวให้ทุกคนได้อ่านกันนั้นก็คือเรื่องของการลดน้ำหนักครับ!!
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมักจะมีเป้าหมายประจำปี หรือเป้าหมายในใจว่าชั้นจะต้องลดน้ำหนักให้ได้, ชั้นจะคุมน้ำหนักให้ได้ หรือชั้นจะต้องหุ่นดีกว่าเดิมให้ได้ ซึ่งหลายๆ คนนั้นก็สามารถที่ทำสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่เค้าได้ตั้งเอาไว้ แต่ว่าหลายๆ คนก็ไม่สามารถไปถึงฝั่งฝัน โดยเฉพาะคนที่เอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แล้วก็ชอบกินแบบผม T_T
และเชื่อมั้ยครับว่าหลายๆ คนที่ตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักตัวเองนั้น ส่วนใหญ่เค้าเองก็รู้ว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้พิชิตเป้าหมายได้นั้นก็คือ ในแต่ละวันเราจะต้องเอาออกมากกว่าที่เรารับเข้า โดยเราจะต้องควบคุมการกินอาหาร รวมทั้งออกกำลังกายให้ถูกวิธีและเหมาะสมด้วย” แต่พอเมื่อถึงเวลาเริ่มลงมือปฏิบัติจริงๆ หลายๆ คนก็ไม่สามารถทำได้ตามที่ตัวเองรู้ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาแตกต่างกันไป ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ล้มเหลวกับการควบคุมน้ำหนักตัวเองมาโดยตลอดครับ เพราะด้วยพฤติกรรมการกินอาหารและการไม่ยอมแบ่งเวลาไปออกกำลังกายเลย จนกระทั่งทำให้น้ำหนักของผมพุ่งขึ้นจาก 55 กิโลกรัม มาเป็น 72 กิโลกรัม ในระยะเวลาประมาณ 10 ปี โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีนั้นหลังนั้นน้ำหนักของผมพุ่งขึ้นไปถึง 12 กิโลกรัมเลยครับ เรียกว่าพออายุเลย 30 ปีปั๊บ น้ำหนักมันก็ขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีการชะลอตัวเลย @_@
นี่คือภาพของผมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาครับ โดยในภาพด้านล่างนี้ผมน่าจะมีน้ำหนักประมาณ 70 – 71 กิโลกรัมครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ส่วนนี่คือภาพตอนที่ผมแต่งงานเมื่อประมาณ 9-10 ปีก่อนครับ โดยตอนนั้นผมน่าจะหนักประมาณ 56-57 กิโลกรัม (น้ำหนักอาจจะผิดพลาดเล็กน้อย เพราะมันผ่านมาหลายปีมากๆ แล้วครับ)
และหลังจากที่น้ำหนักของผมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะชะลอหรือหยุดเลย ประกอบกับอายุของผมก็เริ่มเข้าใกล้กับเลขสี่เรื่อยๆ มันก็ทำให้ผมรู้เลยว่าร่างกายของผมนั้นมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันไม่เหมือนกับตอนสมัยหนุ่มๆ เพราะถึงแม้ผมจะกินอาหารเข้าไปเท่าเดิม แต่ด้วยอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ลดลงก็ทำให้ของที่ผมกินเข้าไปเหล่านั้นมันถูกสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และหากผมยังคงใช้พฤติกรรมแบบเดิมอยู่ อีกไม่นานน้ำหนักก็อาจจะพุ่งไปแตะที่ 80 กิโลกรัมได้ และเมื่อถึงตอนนั้นหากผมต้องการจะลดน้ำหนักมันก็คงจะเป็นอะไรที่ยากกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นการที่รีบลงมือตั้งแต่ตอนนี้และเพิ่มความจริงจังให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา มันก็น่าจะเหนื่อยและลำบากน้อยกว่าครับ
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว ผมก็มานั่งนึกดูว่าที่ผ่านมาอะไรคือปัจจัยหรือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมล้มเหลวในการลดน้ำหนักมาโดยตลอด และผมก็สามารถสรุปออกมาได้เป็น 2 ประเด็น ดังนี้ครับ

ประเด็นที่ 1 : พฤติกรรมด้านการกินอาหาร

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ชอบเดินทาง ชอบกิน ชอบลองทานอะไรอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มาโดยตลอด มันก็เลยทำให้ผมมักจะออกเดินทางท่องเที่ยวและตระเวนหากินของอร่อยๆ อยู่เสมอ ประกอบกับการที่ผมพอจะมีความสามารถในด้านการเขียนและการถ่ายภาพอยู่บ้าง ในที่สุด Lifestyle เหล่านี้ก็ได้หล่อหลอมผม จนทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำและผันตัวเองมาเป็น Food and Travel Blogger เต็มตัวเมื่อ 2 ปีก่อนครับ
ซึ่งพอผมได้มาเป็น Food and Travel Blogger เต็มตัวแบบนี้ เรื่องอาหารการกินยิ่งเป็นเรื่องที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตผมมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ การที่จะให้ผมตัดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของตัวเองนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากแน่ๆ สิ่งที่ผมพอจะทำได้ก็คงเป็นแค่การควบคุมตัวเองในวันที่ไม่มีงานเท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยๆ หมายความว่าผมจะต้องมีการทานอาหารมื้อหนักๆ อย่างบุฟเฟ่ต์ที่มีอาหารเพียบ มีไขมันและน้ำตาลเน้นๆ ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง/เดือน และยังมีมื้อย่อยๆ ที่ต้องชิมขนม, ของหวาน หรือเครื่องดื่มต่างๆ อีกเป็นระยะๆ ด้วยครับ @_@
นี่เป็นภาพตัวอย่างของอาหารบางส่วนที่ผมจะต้องทานอยู่บ่อยๆ ครับ เห็นมั้ยครับว่าแต่ละอย่างมันน่ากินและยั่วน้ำลายมากแค่ไหน T_T

Seafood Unlimited Novotel Bangkok PloenchitChocolate Volcano (ช็อคโกแลต โวคาโน่)Afternoon Tea The Okura Prestige BangkokJay & Daisy Afternoon Tea

ประเด็นที่ 2 : พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย

จริงๆ แล้ว เดิมทีผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายหรือเล่นกีฬามากครับ โดยเฉพาะการเล่นบาสเกตบอล แต่ด้วยความที่แถวบ้านและที่ทำงานเก่าของผมนั้นมันหาสนามบาสได้ยากมาก ดังนั้นผมจึงต้องเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ไปและหันไปเล่นกีฬาอย่างอื่นอย่างเช่น แบดมินตัน, เทนนิส หรือสควอชแทน ซึ่งผมเองก็รู้สึกสนุกกับการเล่นกีฬาเหล่านั้นนะครับ แต่พอในระยะหลังผมต้องใช้เวลากับการทำงานประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผมไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้เลย เรียกว่ากว่าจะออกจากที่ทำงานก็มี 2-3 ทุ่มแล้ว และเมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งที่ผมอยากจะทำมากที่สุดก็คือการนอนหลับพักผ่อน เล่นเกมส์ หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้กำลังเยอะครับ T_T
และหลังจากที่ผมได้ลาออกจากงานประจำเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของผมก็เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ผมต้องทำงานในเวลาที่ไม่ค่อยตรงกับคนอื่นและทำให้ผมเริ่มมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นการที่ผมจะไปเล่นกีฬากับเพื่อนๆ เหมือนเช่นในอดีตก็เป็นอะไรที่ทำได้ยากขึ้น และในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะลองเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายแบบที่ตัวผมนั้นสามารถเล่นด้วยตัวคนเดียวได้ เช่น การวิ่ง, ฟิตเนส และว่ายน้ำ ซึ่งกีฬาเหล่านี้ก็เป็นกีฬาที่ผมแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เนื่องจากบ้านของผมนั้นอยู่ห่างจากฟิตเนสและสระว่ายน้ำของหมู่บ้านไม่ถึง 100 เมตร อีกทั้งภายในหมู่บ้านผมก็มีพื้นที่ให้วิ่งประมาณ 1 กิโลเมตร/รอบ ได้อย่างสบายๆ ด้วย
แต่หลังจากที่ผมได้ลองเล่นกีฬาทั้ง 3 ประเภทนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผ่านทั้งการวิ่งลู่ที่เป็น Indoor, การวิ่งด้านนอกที่เป็น Outdoor, การเล่นฟิตเนสผ่านอุปกรณ์ต่างๆ, การว่ายน้ำ รวมไปถึงการหา Activity Tracker Watch มาใส่ ผมก็ไม่รู้สึกสนุกหรือเอ็นจอยกับมันเลยครับ และพอมันไม่สนุกมันก็เลยทำให้เราขี้เกียจหรือผลักดันตัวเองให้ไปออกกำลังกายได้ยากมาก จนในที่สุดผมก็ละเลยที่จะไปออกกำลังกายครับ T_T
หมายเหตุ : ภาพประกอบ 3 ภาพด้านล่างนี้เป็นภาพฟิตเนสของโรงแรมแห่งนึงนะครับ เนื่องจากผมไม่ต้องการลงภาพฟิตเนสในหมู่บ้านของผมครับ
Fitness Center Holiday Inn Vana Nava Hua HinFitness Center Holiday Inn Vana Nava Hua Hinเมื่อผมได้ทำการวิเคราะห์พฤติกรรมด้านการกินและด้านการออกกำลังกายของตัวเองออกมาเป็นแบบนี้แล้ว ผมก็คิดว่าสิ่งที่ผมพอจะทำได้ง่ายกว่านั่นก็คือผมจะต้องมีวินัยในการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพียงแต่ว่าผมจะต้องหากีฬาหรือวิธีการออกกำลังกายที่ตัวผมเองรู้สึกสนุกและอยากออกไปเล่นมันบ่อยๆ เพราะมันจะทำให้เราเกิดความกระตือรือร้นที่จะไปออกกำลังกายทุกวัน และในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะเลือกไปออกกำลังกายด้วยวิธีการชกมวยไทยครับ เพราะคนรอบๆ ตัวผม 3-4 คนได้ใช้วิธีนี้ในการออกกำลังกายแล้วเห็นผล และเค้าเหล่านั้นคิดว่าลักษณะนิสัยอย่างผมน่าจะพอไปได้กับการออกกำลังกายแบบนี้ครับ
เมื่อมีเป้าหมายแล้วว่าจะเริ่มออกกำลังกายด้วยการชกมวยไทย ผมก็เริ่มค้นข้อมูลและก็พบว่าในละแวกโซนปิ่นเกล้า-ตลิ่งชันซึ่งเป็นโซนที่ผมอาศัยอยู่นั้น มีผู้ให้บริการลักษณะนี้อยู่ 3-4 ราย แต่มีอยู่รายนึงที่ผมค่อนข้างสนใจมากเป็นพิเศษ นั่นก็คือ Fitfac Muaythai Academy (ฟิตแฟค มวยไทย อะคาเดมี่) เพราะว่าเค้ามีสาขาที่ให้บริการเยอะ และหลายๆ คนที่เคยใช้บริการต่างก็พูดถึงเค้าในเชิงบวกทั้งในเรื่องของการบริการที่ดี, ความสะอาด และการที่สามารถลดน้ำหนักหรือปรับเปลี่ยนรูปร่างได้จริง
และไปๆ มาๆ หลังจากที่ผมได้พูดคุยกับทาง Fitfac Muaythai Academy อยู่สองสามครั้ง มันก็ได้เกิดเป็นโปรเจ็คสนุกๆ อย่าง การลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนรูปร่างให้ Food Blogger” ขึ้นมา และก็นำมาสู่บทความหรือรีวิว “Fitfac Muaythai Academy กับภารกิจลดน้ำหนักให้ Food Blogger ภายใน 20 สัปดาห์” ที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้นั่นเองครับ โดยเนื้อหาหลังจากนี้ผมจะเล่าถึงลักษณะการออกกำลังกายที่ Fitfac Muaythai Academy รวมไปถึงรูปร่างของผมทั้งก่อนและหลังจากที่ได้ไปใช้บริการที่นี่เป็นระยะเวลา 20 สัปดาห์ และเพื่อให้บทความนี้มีความเป็นกลางรวมถึงมีความโปร่งใสมากที่สุด ผมกับทาง Fitfac Muaythai Academy จึงได้มีการตกลงกัน 5 ข้อหลักๆ ดังนี้ครับ
  1. ผมจะไม่มีการรับค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้น นอกเหนือจากการได้เข้าไปทดลองใช้บริการที่ Fitfac Muaythai Academy เป็นระยะเวลา 20 สัปดาห์ โดยผมจะไปใช้บริการในฐานะของลูกค้ารายเดือนตามปกติ ซึ่งผมจะสามารถเลือกไปใช้บริการวันและเวลาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าหรือทำการนัดหมายใดๆ ก่อนที่จะเข้าไปใช้บริการ
  2. ผมจะต้องไปใช้บริการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และด้วยความที่ผมเป็น Food and Travel Blogger ดังนั้นในเรื่องของการควบคุมอาหารผมจึงไม่สามารถที่จะควบคุมได้เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ไปใช้บริการ
  3. ในระหว่างการทำโปรเจ็คนี้จะมีคนรู้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น หลักๆ ก็คือ ผม, ภรรยาผม, ฝ่าย PR ของทาง Fitfac Muaythai Academy และผู้จัดการสาขาที่ผมไปใช้บริการ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดไบแอสหรือการดูแลผมพิเศษกว่าคนอื่นๆ
  4. การถ่ายภาพผมขณะกำลังออกกำลังกายที่ Fitfac Muaythai Academy เพื่อนำมาใช้ประกอบบทความนี้นั้น ผมจะทำการถ่ายภาพในช่วงท้ายๆ ของโปรเจ็ค เพื่อไม่ให้พนักงานของ Fitfac Muaythai Academy รู้ตัวล่วงหน้า และไม่เกิดอาการเกร็งหรือทำตัวไม่ถูกเวลาที่ผมไปใช้บริการ
  5. ในระหว่างการทำโปรเจ็คนี้ ผมจะไม่ออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นเสริมเลย
เอาล่ะครับ รู้ที่มาที่ไปของบทความหรือรีวิวนี้แล้ว คราวนี้เราไปดูกันดีกว่าว่า Fitfac Muaythai Academy คืออะไร และทำไมผมถึงรู้สึกสนใจที่นี่เป็นพิเศษ โดยหลังจากนี้ผมจะขออนุญาตเรียก Fitfac Muaythai Academy สั้นๆ ว่า Fitfac พอนะครับ
Fitfac คือ สถาบันการออกกำลังกายที่มีการประยุกต์กันระหว่าง “มวยไทย” และ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” โดยมีเป้าหมายให้การออกกำลังกายของเราตลอด 90 นาทีนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีทั้งในส่วนที่เร่งการเผาผลาญ, การสร้างกล้ามเนื้อ, การเตรียมความพร้อม รวมไปถึงการยืดหยุ่นร่างกายเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย 1 รอบ หรือ 90 นาทีนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงดังนี้ครับ
ช่วงที่ 1 (30 นาทีแรก) : Warm up and Shadow Boxing ช่วงนี้จะเป็นการวอร์มอัพและยืดหยุ่นร่างกายในส่วนต่างๆ รวมไปถึงการฝึกพื้นฐานแม่ไม้มวยไทยและการชกลมที่บริเวณหน้ากระจกครับ สำหรับใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่สำคัญและคุณไม่ควรจะข้ามมันไปเด็ดขาด เพราะมันจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดอาการบาดเจ็บต่างๆ ลงได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้โดยปกติแล้วในการออกกำลังกายแต่ละช่วงอาจจะมีจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการกับเราไม่เท่ากัน เนื่องจากทาง Fitfac ไม่ได้มีระบบการจำกัดจำนวนคนต่อรอบ ซึ่งหากรอบที่เราไปใช้บริการนั้นมีเราไปใช้เพียงแค่คนเดียว ทางผู้ฝึกหรือครูมวยก็จะสามารถดูแลเราได้เป็นพิเศษ และช่วยยืดกล้ามเนื้อต่างๆ ให้เราได้ดีขึ้นครับ
นอกจากนี้ผู้ฝึกหรือครูมวยแต่ละคนนั้นก็จะมีกระบวนการในการยืดกล้ามเนื้อ รวมถึงลำดับในการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผู้ฝึกทุกคนจะมีเหมือนกันก็คือจะมีการแบ่งช่วงเวลา 30 นาทีนี้ออกเป็นการยืดกล้ามเนื้อและการฝึกออกอาวุธแม่ไม้มวยไทยที่หน้ากระจก โดยหากรอบนั้นมีเราไปใช้บริการเพียงแค่คนเดียว ทางผู้ฝึกก็จะสามารถดูแลเราได้อย่างใกล้ชิดและจะช่วยเราปรับปรุงท่วงท่าการออกอาวุธให้มีความถูกต้องและมีพลังมากขึ้น
โดยในเรื่องของการพันผ้าที่มือนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลใจไปครับ เพราะทางผู้ฝึกหรือครูมวยจะเข้ามาช่วยพันให้เราตลอด พันให้ทุกครั้งจนผมไปใช้บริการมาเกือบ 100 ครั้ง ผมยังพันเองไม่เป็นเลยครับ ><
ช่วงที่ 2 (นาทีที่ 31 – นาทีที่ 60) : Sparring หรือการล่อเป้า ช่วงนี้จะเป็นการลงนวมและล่อเป้ากับครูมวย โดยจะมีการแบ่งการล่อเป้าออกเป็นทั้งหมด 4 ยก ยกละ 3 นาที และระหว่างยกจะมีการพักครั้งละ 3 นาทีครับ โดยช่วงนี้จะเป็นช่วงที่หลายคนชอบและสนุกกับมันมาก ยิ่งหลังๆ เรามีการพัฒนาด้านแม่ไม้มวยไทยมากขึ้น ครูมวยก็จะมีท่าใหม่ๆ มาสอนเราเพิ่มเติม รวมถึงครูมวยจะสามารถล่อเป้าเราได้อย่างต่อเนื่องและมีชั้นเชิงมากขึ้น ซึ่งผมขอบอกไว้เลยว่าอย่าดูถูกว่ายกละ 3 นาทีแล้วมันจะไปเหนื่อยอะไร เพราะช่วงเวลา 3 นาทีต่อยกนี้อาจจะทำให้หลายๆ คนหมดแรงหรือหมดสภาพกันเลยก็ได้ครับ ^^
หมายเหตุ : ในกรณีที่รอบนั้นมีคนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทาง Fitfac จะให้ลงนวมล่อเป้าเพียงคนละ 3 ยกเท่านั้นครับ
คลิปวีดีโอด้านล่างนี้จะเป็นคลิปที่ผมถ่ายมาให้ทุกคนดูว่าในแต่ละยกนั้นเราจะได้ชกหรือออกอาวุธมากแค่ไหนครับ โดยคลิปนี้จะเป็นการถ่ายในช่วงวันท้ายๆ ของรีวิวนี้แล้ว ดังนั้นในเรื่องของการออกอาวุธหรือความต่อเนื่องของผมมันจึงพอดูได้บ้าง แล้วก็คลิปนี้ผมได้ทำการเร่งความเร็วมากกว่าปกติเล็กน้อยนะครับ ทุกคนจะได้ไม่ใช้เวลาในการดูนานจนเกินไป
ช่วงที่ 3 (นาทีที่ 61 – นาทีที่ 90) : Weight Training หรือการเล่นเวทในส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและทำให้รูปร่างเรามีความกระชับมากขึ้น โดยในแต่ละคลาสจะมีรูปแบบการเล่นและเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เช่น Upper Body, Lower Body, Abs, Shoulders, Chest & Back, Endurance, Time Circuit, Hit Circuit, Tabata, Boot Camps, Fitness Challenge เป็นต้น ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมว่าเหนื่อยและใช้พลังงานเยอะมากครับ ยิ่งใครที่ไม่เคยเข้าฟิตเนสหรือเล่นเวทมาก่อน ช่วง 2 อาทิตย์แรกจะเป็นอะไรที่สาหัสมาก โดยในช่วงท้ายๆ ของการเล่นในแต่ละคลาสนั้น ทางผู้ฝึกสอน (Trainer) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Scientist) จะให้เราทำการยืดร่างกายเพื่อเป็นการคูลดาวน์และสร้างความยืดหยุ่นของร่างกายด้วยครับ ซึ่งกระบวนการยืดหยุ่นร่างกายตอนหลังสุดนี้เป็นอะไรที่ผมว่าดีมากๆ เลย เพราะมันจะช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อในส่วนที่เราเล่นเวทในรอบนั้นได้เป็นอย่างดีครับ
นี่เป็นตัวอย่างตารางคลาสการออกกำลังในช่วงที่ 3 Weight Training ครับ โดยตารางในแต่ละสัปดาห์นั้นจะไม่เหมือนกัน และทาง Fitfac จะมีการติดประกาศให้เราทราบที่สาขานั้นๆ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ครับ ใครที่อยากเรียนหรือเข้าคลาสไหนเป็นพิเศษก็จะได้จัดเวลาตัวเองมาได้อย่างถูกต้อง
ส่วนนี่เป็นภาพของการยืดการเนื้อในช่วงท้ายๆ ของการ Weight Training ในแต่ละคลาสครับ
จะเห็นได้ว่าตลอดทั้ง 90 นาทีหรือ 3 ช่วงนั้น ทาง Fitfac จะมีเป้าหมายในการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนกันเลย เช่น ช่วงแรกเพื่อยืดหยุ่นร่างกาย ลดอาการบาดเจ็บ และฝึกพื้นฐานมวยไทย,  ช่วงที่ 2 เพื่อการเผาผลาญพลังงาน และช่วงที่ 3 เพื่อการสร้างกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้ร่างกายเรากระชับ ดูดี และสามารถเผาผลาญในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นในการเข้าไปใช้บริการในแต่ละครั้งทาง Fitfac จึงมีการกำหนดรอบการบริการในแต่ละวันเอาไว้ เพื่อให้ผู้เข้าไปใช้บริการได้เล่นครบตามแผนนี้และมีความเป็นระเบียบไม่วุ่นวาย โดยรอบการบริการของ Fitfac ในแต่ละสาขานั้นจะเหมือนกันทั้งหมดตามภาพด้านล่างนี้ครับ
ใครที่สนใจจะไปใช้บริการก็ดูรอบเวลาให้ดีๆ นะครับว่าตรงกับช่วงเวลาที่เราสะดวกหรือเปล่า โดยเมื่อเราเป็นสมาชิกของ Fitfac แล้ว เราจะสามารถเข้าไปใช้บริการที่ Fitfac ทุกสาขาได้เลยโดยที่ไม่ต้องแจ้งให้ที่สาขานั้นทราบล่วงหน้า รวมทั้งเรายังสามารถเล่นสลับไปมาได้ตามที่เราสะดวก ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ (เมษายน 2562) ทาง Fitfac มีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งหมดถึง 12 สาขาด้วยกัน ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ
  1. ตลิ่งชัน
  2. ราชพฤกษ์
  3. เมืองทองธานี
  4. รังสิต
  5. รามอินทรา
  6. ศรีนครินทร์
  7. เพลินจิต
  8. พระราม 9
  9. เอกมัย
  10. สาทร
  11. ขอนแก่น*
  12. ระยอง*
หมายเหตุ : สำหรับสาขาขอนแก่นและระยองนั้น จะสงวนสิทธิ์ให้เฉพาะผู้ที่สมัครสมาชิกที่สาขาดังกล่าวเล่นเท่านั้น สมาชิกสาขาอื่นๆ หากต้องการไปใช้บริการจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ทั้งนี้สิ่งที่จะใช้เป็นของยืนยันว่าเราเป็นสมาชิกของ Fitfac และสามารถเข้าใช้บริการได้ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาขอนแก่นและระยอง) นั้นก็คือ บัตรสมาชิกและเลขสมาชิกของเราครับ โดยทาง Fitfac จะมีการเชื่อมข้อมูลของแต่ละสาขาเข้าด้วยกัน ดังนั้นถ้าใครต้องการจะไปใช้บริการที่สาขาอื่นที่ยังไม่เคยไปบริการมาก่อนก็อย่าลืมพกบัตรนี้ไปด้วยนะครับ อย่างในภาพนี้ก็จะเป็นภาพของบัตรสมาชิกแบบ 4 เดือน ที่สามารถเล่นได้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งครับ
ส่วนนี่เป็นอัตราค่าบริการหรือค่าสมัครสมาชิกของ Fitfac ครับ โดยเค้าจะมีการเปิดบริการทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
  1. คอร์ส “ฟิต” ไม่อั้น มันส์ทั้งเดือนแบบบุฟเฟ่ต์ (Monthly Unlimited Package) สำหรับคอร์สนี้เราจะสามารถเล่นกี่ครั้งก็ได้ภายในระยะเวลาจำนวนเดือนที่เราซื้อ โดยยิ่งเราซื้อแบบที่จำนวนเดือนเยอะๆ ราคาต่อเดือนก็จะยิ่งถูกลง แถมใน 1 วันนั้นเรายังสามารถเล่นมากกว่า 1 รอบได้อีกด้วยครับ
  2. คอร์ส “ฟิต” ยาวๆ เลือกเวลาได้ตามใจคุณ (Flexible Package) คอร์สนี้จะเป็นการซื้อแบบจำนวนครั้ง โดยเราจะสามารถไปใช้บริการวันไหนก็ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนครั้งที่ซื้อไว้ และเราต้องไปใช้สิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยยิ่งเราซื้อแบบจำนวนครั้งเยอะๆ ราคาต่อการใช้บริการต่อครั้งก็จะถูกลงครับ
  3. คอร์สเปลี่ยน “หุ่น” (Extreme Make Over Course) คอร์สนี้จะเป็นลักษณะของการซื้อแบบจำนวนครั้ง คล้ายๆ กับคอร์ส “ฟิต” ยาวๆ เลือกเวลาได้ตามใจคุณ (Flexible Package) แต่จะมีเงื่อนไขของเวลาในการใช้แตกต่างกัน รวมทั้งคอร์สนี้จะมีจุดเด่นตรงที่เราจะได้เรียนกับครูมวยและนักวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Scientist) แบบ 1 ต่อ 1 ไม่ปะปนกับใครเลย รวมทั้งมีรูปแบบการออกกำลังกายที่หนักกว่า มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาดูแลเรื่องโภชนาการและอาหารการกินของเราแบบละเอียดกว่า ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้มันก็ควรจะเห็นชัดเจนกว่าคอร์สอื่นๆ ครับ เพราะมันคือการ Customize เฉพาะเราเลย
ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วผมแนะนำว่าสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองจะสามารถจัดสรรเวลามาเล่นได้เรื่อยๆ และรู้สึกชอบการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ ควรจะเลือกซื้อแบบคอร์ส “ฟิต” ไม่อั้น มันส์ทั้งเดือนแบบบุฟเฟ่ต์ (Monthly Unlimited Package) ที่เป็น 4 เดือนครับ เพราะว่าค่าบริการต่อเดือนจะเหลืออยู่ที่ 2,890 บาท/เดือนเท่านั้น ซึ่งผมว่าเป็นราคาที่ไม่สูงมากจนเกินไปนัก และไม่ได้เป็นการผูกพันในระยะยาวเกินไปด้วย นอกจากนี้จากการที่ผมได้ไปลองใช้บริการมา ผมว่ารูปแบบการออกกำลังกายของคอร์สนี้มันก็เพียงพอแล้วต่อการปรับเปลี่ยนหุ่นของเรา เพียงแต่เราต้องมีวินัยในตัวเองด้วย แต่ถ้าใครที่มีเวลาที่ไม่แน่นอน หรืออยากจะเห็นผลเร็วๆ ก็สามารถเลือกซื้อเป็นคอร์ส “ฟิต” ยาวๆ เลือกเวลาได้ตามใจคุณ (Flexible Package) หรือคอร์สเปลี่ยน “หุ่น” (Extreme Make Over Course) ก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความสะดวกของแต่ละคนเลย
หมายเหตุ : อัตราค่าบริการนี้เป็นอัตราค่าบริการ ณ เดือนมีนาคม 2562

หลังจากที่ได้เห็นอัตราค่าบริการของ Fitfac กันไปแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะมีอาการลังเลว่าชั้นจะสมัครดีมั้ย? และถ้าเกิดสมัครแล้วไม่ถูกใจ รู้สึกไม่สนุกจะทำอย่างไร ซึ่งปัญหานี้มันก็มีวิธีแก้ง่ายๆ นั่นก็คือให้เราไปทดลองเรียนก่อน 1 ครั้งครับ เพราะผมเองก็เคยอยู่ในภาวะสับสนแบบนั้นเหมือนกัน และการได้เข้าไปทดลองก่อน 1 ครั้ง มันก็ช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าผมจะเดินหน้าต่อหรือถอยหลังกลับดี โดยอัตราค่าบริการสำหรับการทดลองเล่นครั้งแรกนั้นทาง Fitfac จะมีการจัดโปรโมชั่นอยู่ที่ 400 บาท/คน จากราคาปกติ 1,000 บาท/คน และถ้าใครลองแล้วถูกใจ มีการซื้อคอร์สกับทาง Fitfac ต่อในวันนั้นเลย เค้าก็จะให้เราใช้บริการครั้งนั้นฟรีไปเลยครับ ไม่มีการคิดค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับเรื่องการทดลองเล่นนี้ผมแนะนำเลยนะครับว่าใครที่ยังลังเลอยู่ควรจะจ่ายเงินและทดลองดูก่อนทุกคน เพราะถ้าไม่ชอบ หรือเล่นแล้วมันไม่ใช่ เราจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวเยอะครับ
ส่วนถ้าใครไปลองแล้วชอบอยากจะใช้บริการต่อ แต่เกิดอาการระแวงว่ามันจะมีค่าบริการอื่นๆ แอบแฝงอีกมั้ย เล่นไปเรื่อยๆ จะบานปลายมั้ย อุปกรณ์แต่ละอย่างจะแพงมั้ย ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นในแต่ละวันนั้นเราไม่จำเป็นต้องซื้อหรือเสียเงินอะไรเลยครับ ทาง Fitfac จะมีนวมและผ้าพันมือให้เรายืมใช้บริการฟรีทุกวัน โดยผ้าพันมือนี้เค้าจะทำการซักตลอด ไม่มีการใช้ซ้ำ ใช้ครั้งเดียวแล้วก็ซักเลย ส่วนนวมนั้นเนื่องจากว่ามันไม่สามารถซักได้ ทาง Fitfac เค้าก็จะดูแลด้วยการนำไปผึ่งและตากแดดอยู่เสมอ รวมทั้งไม่ให้แต่ละคนใช้ติดๆ กัน ดังนั้นในเรื่องของกลิ่นต่างๆ จึงแทบไม่มีเลยครับ
ใครที่เป็นคนที่มีงบไม่มากก็สบายใจได้เลย เพราะเสื้อผ้าต่างๆ ที่เราใช้ในการออกกำลังกายที่ Fitfac นั้นมันก็คือเสื้อผ้าออกกำลังกายตามปกติ รองเท้าก็ไม่ต้องใช้ นวมและผ้าพันมือก็มีให้บริการฟรี แต่ถ้าใครอยากจะมีนวมและผ้าพันมือเป็นของตัวเองก็สามารถซื้อเป็นของส่วนตัวได้ครับ ทาง Fitfac จะมีการจำหน่ายอุปกรณ์เหล่านี้ทุกสาขา โดยราคาผ้าพันมือจะอยู่ที่ 350 บาท ส่วนราคานวมจะอยู่ที่ 1,200 บาท และนวมของเค้าที่มีจำหน่ายนั้นก็จะมีให้เลือกหลายสีหลายขนาดมาก แถมแต่ละสีก็โดนใจสุดๆ ><
อ้อ แต่ถ้าใครจะไปซื้อผ้าพันมือหรือนวมที่อื่นแล้วมาใช้บริการที่เค้าก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันนะครับ ไม่ติดปัญหาอะไรเลย อย่างผมก็เอานวมของน้องสาวผมมาใช้ เพราะขานั้นเค้าชกมวยมานานก็เลยมีนวมเหลือๆ หลายคู่เลย ^^
เอาล่ะครับ รู้จักคอนเซ็ปและรูปแบบการให้บริการของทาง Fifac กันไปแล้ว คราวนี้เราไปดูหน้าตาของสถานที่จริงๆ ในการไปใช้บริการกันดีกว่า โดยแต่ละสาขานั้นจะมีขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวกปลีกย่อยที่ไม่เหมือนกันครับ แต่ในเรื่องของ Mood and Tone และสิ่งของพื้นฐานต่างๆ จะมีความคล้ายคลึงกันทั้งหมด โดยสาขาที่ผมจะพาทุกคนไปดูนั้นก็คือสาขาตลิ่งชันที่ผมไปใช้บริการนั่นเอง
Fitfac สาขาตลิ่งชัน จะตั้งอยู่ติดกับถนนบรมราชชนนีขาออก ใกล้ๆ กับบริเวณที่ตัดกับถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งเดียวกับสายใต้ใหม่ โดยจะอยู่ห่างจากสายใต้ใหม่ประมาณ 700 เมตร ทั้งนี้บริเวณนี้จะเป็น Community Mall เล็กๆ ที่มีที่จอดรถประมาณ 20 คัน และเราสามารถจอดรถที่ลานจอดนี้ได้ฟรีตลอดทั้งวันครับ โดยจุดสังเกตง่ายๆ ของการไปที่นี่ก็คือ Fitfac สาขาตลิ่งชันจะอยู่เลยศูนย์รถยนต์ Honda ไปนิดเดียว และที่บริเวณด้านหน้าของ Community Mall นั้นจะมีสะพานลอยที่สามารถเดินข้ามไปยังปั๊ม ปตท. ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ครับ
นี่เป็นหน้าตาของ Fitfac สาขาตลิ่งชันครับ ตอนที่ผมไปใช้บริการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 – มีนาคม 2562 นั้น Fitfac สาขานี้จะยังตั้งอยู่ในอาคารเดิมที่เป็นอาคาร 1 ห้อง สูง 2 ชั้นอยู่ การตกแต่งโดยรวมก็จะเน้นไปที่โทนสีเหลืองและดำซึ่งเป็นโทนสีของทาง Fitfac โดยบริเวณชั้น 1 ของอาคารจะมีเคาน์เตอร์เล็กๆ ที่มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการเราทั้งเรื่องการสอบถามข้อมูล, การซื้อคอร์ส, การต่ออายุสมาชิก จนไปถึงการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ของเรา โดยทาง Fitfac จะมีการวัดและเก็บข้อมูลของเราทุกๆ เดือน เพื่อที่จะได้ดูว่าร่างกายเรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใดบ้างและควรจะต้องมีการปรับแก้ไขในส่วนไหนบ้างครับ
ถัดจากเคาเตอร์ไปเล็กน้อยก็จะเป็นพื้นที่กว้างๆ แล้วก็กระจกเงาบานใหญ่ครับ โดยเค้าจะใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีแรกที่เป็นช่วงของการ Warm up and Shadow Boxing (ยืดร่างกาย, เรียนพื้นฐานมวยไทย และชกลม) โดยทาง Fitfac จะมีการปูพื้นด้วยพื้นยางทั้งหมด ทำให้เวลาที่เราเอาส่วนต่างๆ ของร่างกายไปสัมผัสก็จะรู้สึกนุ่มๆ และไม่เสี่ยงต่อการมีบาดแผลครับ
นอกจากนั้นที่บริเวณชั้น 1 นี้ก็จะมีห้องน้ำที่แยกเพศชายหญิง, ตู้กดน้ำเย็นที่เราสามารถกดน้ำดื่มได้ฟรี แล้วก็ตู้แช่เย็นที่ขายน้ำเปล่าขวดละ 10 บาทด้วยครับ โดยความสะอาดของห้องน้ำนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ขนาดของห้องน้ำไม่ได้กว้างมาก ใครจะใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็อาจจะลำบากนิดหน่อยครับ
มาดูที่ชั้น 2 กันบ้าง ที่ชั้นนี้ทาง Fitfac จะใช้เป็นพื้นที่ในการออกกำลังกายในช่วงที่ 2 Sparring (ล่อเป้ากับครูมวย) และช่วงที่ 3 Weight Training (เวทกระชับสัดส่วน) ลักษณะพื้นที่โดยรวมจะคล้ายๆ กับชั้น 1 คือมีการตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองดำ มีการปูพื้นยางและการติดกระจกบานใหญ่ไว้ด้านนึง แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือที่ชั้นนี้จะมีพื้นที่เยอะกว่าเล็กน้อย รวมทั้งจะมีอุปกรณ์ในการล่อเป้าและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นเวทวางอยู่เต็มไปหมดครับ โดยอุปกรณ์แต่ละอย่างนั้นจะสามารถนำมาใช้ในการออกกำลังกายและเวทได้หลายท่า โดยทาง Fitfac จะมีการติดตารางการ Weight Training เป็นรายสัปดาก์ให้เราทราบล่วงหน้า ใครที่อยากจะเข้าคอร์สไหนเป็นพิเศษก็ดูตารางดีๆ แล้วก็มาให้ตรงเวลาเท่านั้นเองครับ
และนอกจากนี้ที่บริเวณชั้น 2 ก็ยังมีห้องอาบน้ำแยกชายหญิง รวมทั้งตู้ล็อคเกอร์ไว้บริการด้วยครับ โดยเราสามารถใช้บริการทั้งหมดนี้ได้ฟรีเลย และในส่วนของห้องน้ำนั้นก็จะมีพวกยาสระผมกับครีมอาบน้ำไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ใครอยากอาบน้ำก็เอาแค่ผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้ามาก็พอ ^^
และนี่ก็คือภาพบรรยากาศโดยรวมของ Fitfac สาขาตลิ่งชัน ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสไปใช้บริการครับ ซึ่งสาขาอื่นๆ ของ Fitfac ก็จะมี Mood and Tone คล้ายๆ กัน เพียงแต่บางสาขาอาจจะมีชั้นเดียว, มีพื้นที่ใหญ่กว่า, มีห้องน้ำกว้างกว่า หรือมีเวทีมวยด้วย เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามทุกสาขาก็จะมีฟังก์ชั่นและรูปแบบการออกกำลังกายที่คล้ายๆ กันทั้งหมด
ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ทาง Fitfac สาขาตลิ่งชัน จะมีการย้ายตำแหน่งที่ตั้งเล็กน้อย โดยทาง Fitfac จะย้ายจากอาคารเดิมที่อยู่ด้านหลังมาเป็นอาคารที่อยู่ด้านหน้าที่อยู่ติดกับถนนบรมราชชนนีแทน โดยอาคารใหม่นี้จะอยู่ข้างๆ กับ 7-11 เลย สามารถมองเห็นจากบนถนนได้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีพื้นที่และอุปกรณ์ต่างๆ เยอะกว่าเดิมมาก ใครที่เคยไปใช้บริการที่สาขาตลิ่งชันมาแล้วรู้สึกว่าพื้นที่เค้าค่อนข้างจำกัด บอกเลยว่าพื้นที่ใหม่ของเค้านั้นมันกว้างกว่าเดิมเยอะครับ!!
นี่เป็นภาพของอาคารใหม่ที่เค้ากำลังจะทำการย้ายมา โดยในภาพนี้ยังไม่เรียบร้อยดีนะครับ เพราะตอนที่ผมไปถ่ายรูปนั้นเค้าพึ่งเริ่มทำการตกแต่งเอง ^^
พูดถึงส่วนอื่นๆ กันมาเยอะแล้ว คราวนี้เราไปดูกันดีกว่าว่าหลังจากที่ผมได้ไปใช้บริการที่ Fitfac มาเป็นระยะเวลา 20 สัปดาห์ ร่างกายของผมจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง โดยผมต้องขอย้ำทุกคนอีกครั้งนะครับว่าผมคือ Food Blogger หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการกิน, การชิมอาหารต่างๆ อยู่เป็นประจำ รวมทั้งยังเป็นคนที่ชอบที่จะกินของทอดหรือของหวานมากๆ ดังนั้นผมจึงมีข้อจำกัดในเรื่องของการควบคุมอาหารพอสมควรเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ไปใช้บริการ โดยตลอดระยะเวลาที่ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitfac และนำข้อมูลมาเขียนรีวิวนี้ ผมยังคงทำงานด้านการรีวิวอาหารและตระเวนชิมไปเรื่อยๆ ตามปกติเหมือนเดิมครับ และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสรีระร่างกายของผมได้อย่างชัดเจน หลังจากนี้จะมีภาพของผมในขณะที่ถอดเสื้ออยู่เป็นจำนวนหลายภาพ หากใครที่ไม่พร้อมจะดูภาพเหล่านี้ ผมแนะนำให้เลื่อนผ่านไปเร็วๆ แล้วไปดูสรุปตอนท้ายเลยจะดีกว่าครับ ^^
นี่เป็นข้อมูลส่วนตัวของผมก่อนที่จะเข้าไปใช้บริการอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกครับ โดยผมจะมีข้อมูลอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ที่วัดโดยอุปกรณ์ของทาง Fitfac ซึ่งเค้าจะมีการวัดเป็นประจำทุกๆ 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน และส่วนที่สองคือส่วนที่ผมวัดเองด้วยอุปกรณ์ที่บ้านซึ่งผมจะทำการวัดเองทุกสัปดาห์ โดยภาพแรกจะเป็นภาพของผลการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ของผมซึ่งวัดที่ Fitfac สาขาตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ส่วนภาพที่สองคือภาพที่ผมนำข้อมูลจากภาพแรกมาพิมพ์ใหม่ใน Excel เพื่อให้ทุกคนได้อ่านง่ายๆ ครับ
ภาพด้านล่างสองภาพนี้จะเป็นลักษณะของเครื่องวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ที่ Fitfac สาขาตลิ่งชันมี โดยในการวัดแต่ละครั้งจะใช้เวลาเพียงแค่แป้บเดียวเท่านั้นครับ
ส่วนนี่คือข้อมูลในส่วนที่สองที่ผมวัดเองที่บ้านทุกสัปดาห์ครับ ซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วข้อมูลในส่วนนี้อาจจะไม่ถูกต้อง 100% เพราะการวัดรอบอก, รอบเอว และรอบพุงนั้นจะมีปัจจัยในเรื่องของความตึงหย่อนของสายวัด, ระนาบในการวัด และเรื่องตำแหน่งของสายวัดที่อาจจะไม่เท่ากันในแต่ละครั้งได้ แต่โดยรวมๆ แล้วผมว่ามันก็น่าพอจะเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลงได้อยู่ครับ ส่วนในเรื่องของน้ำหนักตัวที่มีความแตกต่างจากผลที่ได้จากทาง Fitfac นั้นก็เป็นเพราะเป็นการชั่งกันคนละเวลา รวมทั้งใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันครับ
เพศ : ชาย
ส่วนสูง : 163 เซนติเมตร
น้ำหนัก : 71.8 กก.
รอบอก : 92 ซม.
รอบเอว : 86.1 ซม.
รอบพุง : 90 ซม.
สัปดาห์แรกของการใช้บริการ (12 – 18 พ.ย. 61)
มาเริ่มกันที่สัปดาห์แรกของการใช้บริการกันเลยครับ ด้วยความที่ผมห่างหายจากการออกกำลังกายมาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นสัปดาห์นี้ผมจึงแพลนตัวเองไปใช้บริการเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ได้แก่ วันจันทร์, วันพุธ และวันศุกร์ โดยผมเว้นว่างไว้ครั้งละ 1 วันเพื่อให้ร่างกายผมได้พัก และวันที่สามเว้นไว้สองวันเพื่อให้ร่างกายได้พักอย่างเต็มที่ ซึ่งการที่ผมวางเวลาในการไปใช้บริการแบบนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก เพราะพอผมเล่นเสร็จในแต่ละวันนั้นผมรู้สึกเปลี้ยและเพลียสุดๆ ตื่นเช้ามาอีกวันร่างกายก็ยังคงมีอาหารปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ อยู่ ยิ่งวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่สามของการไปใช้บริการมันเหมือนกับมีการสะสมความเมื่อยล้ามาหลายวัน ขนาดได้พักเสาร์อาทิตย์เต็มๆ สองวัน วันจันทร์ถัดมาร่างกายผมก็ยังคงรู้สึกปวดเมื่อยอยู่เลยครับ T_T
ภาพรวมของอาทิตย์นี้เวลาส่วนใหญ่ของผมในช่วงที่ 1 และ 2 นั้นหมดไปกับการยืดหยุ่นร่างกาย, การเรียนพื้นฐานมวยไทย และการทำความคุ้นเคยกับการลงนวมล่อเป้าครับ ดังนั้นการใช้พลังงานในทั้งสองส่วนนี้จึงยังไม่ได้มีการใช้เยอะมาก เพราะในช่วงของการลงนวมล่อเป้านั้นครูมวยจะไม่เร่งจังหวะจนเกินไป รวมทั้งมีการหยุดเป็นระยะเพื่อปรับพื้นฐานการออกอาวุธให้ถูกต้องด้วย โดยสิ่งที่เป็นปัญหาของผมมากที่สุดก็คือการเตะครับ สำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่ยากมาก ผมไม่สามารถเตะขาตรง และเตะด้วยแข้งกับปลายเท้าแบบมวยไทยได้เลย ขาผมจะงอและดีดตลอดคล้ายๆ กับเวลาที่เตะฟุตบอล ซึ่งดูท่าทางแล้วมันคงต้องใช้เวลาในการปรับไปอีกพักใหญ่เลย
ส่วนในช่วงที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงของ Weight Training นั้น ทาง Trainer ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬาก็จัดซะเต็มที่เลยครับ เรียกว่าผมแทบคลานกลับบ้านกันเลยทีเดียว แถมผมยังเล่นไม่จบไม่ครบเซ็ตเหมือนเพื่อนร่วมคลาสคนอื่นด้วย มันรู้สึกเหนื่อยและใช้พลังงานเยอะมากจนผมต้องขอหยุดนั่งพักก่อนที่จะครบเวลา 30 นาที โดยสำหรับผมแล้วการออกกำลังกายในช่วงที่ 3 นี้มันเป็นอะไรที่หินและโหดสุดๆ เพราะถึงแม้ผมจะใช้น้ำหนักที่เบาที่สุดในคลาสแล้วก็ตามแต่ผมก็ยังคงไม่รอดอยู่ดี และตลอดทั้ง 3 วันในสัปดาห์นี้ผมไม่สามารถเล่นเวทได้จนจบเซ็ตตามที่ Trainer บอกได้เลยซักวันครับ T_T
ส่วนนี่เป็นน้ำหนักและสัดส่วนของผมหลังจากที่ได้ใช้บริการสัปดาห์แรกเสร็จสิ้นครับ เรียกว่ายังไม่เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ยกเว้นขนาดรอบอกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผมว่ามันอาจจะเป็นเพราะครั้งแรกที่ผมวัดนั้นผมวัดไม่ดีเองก็ได้ เพราะมันไม่น่าจะขึ้นถึง 1.5 ซม. ในอาทิตย์เดียวครับ @_@
น้ำหนัก : 71.7 กก.
รอบอก : 93.5 ซม.
รอบเอว : 85.5 ซม.
รอบพุง : 88.9 ซม.

สัปดาห์ที่สองของการใช้บริการ (19 – 25 พ.ย. 61)
สัปดาห์นี้ผมยังคงยึดจำนวนวันในการไปใช้บริการที่ 3 วันดังเดิม เพราะประเมินตัวเองแล้วว่าหากไปมากกว่านี้คงไม่รอดแน่ๆ แต่ผมได้มีการเปลี่ยนแปลงวันใหม่โดยไปใช้บริการในวันจันทร์, วันพฤหัส แล้วก็วันเสาร์ครับ
ภาพรวมของสัปดาห์นี้จะคล้ายๆ กับสัปดาห์ที่แล้วคือผมยังเล่นเวทเหมือนคนอื่นไม่ไหว เหนื่อย หมดแรง เล่นได้ไม่จบเซ็ต แต่ก็มีอยู่วันนึงที่ผมสามารถเล่นได้ครบตามโปรแกรมเพียงแต่ใช้เวลาเยอะกว่าเพื่อนร่วมคลาสคนอื่นมาก ส่วนเรื่องความยืดหยุ่นของร่างกายนั้นก็เริ่มดีขึ้น การลงนวมล่อเป้าเริ่มลื่นไหลมากขึ้น ผมเริ่มมีการออกอาวุธเป็นชุดได้บ้าง แต่ก็ยังคงเตะไม่ได้เหมือนเดิม ต้องมีการหยุดปรับท่าการเตะเป็นระยะๆ ครับ
และนี่เป็นน้ำหนักและสัดส่วนของผมหลังจากที่ใช้บริการสัปดาห์ที่สองเสร็จสิ้น น้ำหนักลดลงไปจากเดิม 1 กิโลกรัม แต่พุงดันเพิ่มมากขึ้นซะงั้น @_@
น้ำหนัก : 70.7 กก.
รอบอก : 93.4 ซม.
รอบเอว : 85.2 ซม.
รอบพุง : 89.5 ซม.
สัปดาห์ที่สามของการใช้บริการ (26 พ.ย. – 2 ธ.ค. 61)
สัปดาห์นี้ผมวางแผนไปใช้บริการทั้งหมด 5 วันด้วยกัน ได้แก่ วันจันทร์, อังคาร, พฤหัส, ศุกร์ และเสาร์ ซึ่งจะเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมไปใช้บริการแบบ 2 วันติดและ 3 วันติดกัน และผลที่เห็นได้ชัดก็คือกล้ามเนื้อของผมนั้นมีอาการปวดเมื่อยและฟื้นตัวไม่ทันอยู่หลายวัน แต่มันก็ยังอยู่ในระดับที่ผมคิดว่าสามารถที่จะเล่นต่อไหว และผมเองก็ใช้การดูตาราง Weight Training แต่ละวันให้มีการฝึกใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน เพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนนั้นไม่ถูกทรมานหรือโหมใช้งานหนักจนเกินไป และมันก็ทำให้ผมสามารถเล่นได้ครบ 5 วันตามที่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ครับ
สำหรับสัปดาห์นี้ผมเริ่มสนุกกับการลงนวมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มปรับตัวเข้ากับการซ้อมล่อเป้าแบบนี้ได้แล้ว ผมสามารถจดจำหมัดชุดต่างๆ ได้ รวมทั้งยังสามารถฟังเสียงและดูท่าทางของครูมวยได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย ดังนั้นในการลงนวมแต่ละยกจึงมีความต่อเนื่องมากขึ้น มีลูกเล่นใหม่ๆ จากครูมวยมาตอบโต้มากขึ้น และแน่นอนว่ามันก็ทำให้ผมเหนื่อยมากขึ้น เพราะผมแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย ยกเว้นแค่ในบางจังหวะที่ผมยังจะต้องปรับท่าเตะให้ถูกต้องเท่านั้น
ในส่วนของการ Weight Training นั้นผมยังคงมีปัญหาอยู่เช่นเดิม ยกน้ำหนักได้น้อยกว่าคนอื่น ทำช้ากว่าคนอื่น โดยเฉพาะคอร์สที่เน้นการใช้กล้ามเนื้อแขน อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้ฝืนหรือเร่งตัวเองมากเกินไปนัก ผมเลือกที่จะค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เท่าที่ตัวผมทำไหว เรียกน้ำหนักตามสภาพร่างกายและหยุดเมื่อครบเวลา ซึ่งผมคิดว่าการทำแบบนี้มันน่าจะดีและเหมาะสมกับสภาพของร่างกายของผมมากกว่าครับ
และนี่เป็นน้ำหนักและสัดส่วนของผมหลังจากที่ไปใช้บริการสัปดาห์ที่สามเสร็จสิ้น โดยสัปดาห์นี้จะเห็นความแตกต่างจากสัปดาห์แรกได้ค่อนข้างชัดเจนเลย โดยเฉพาะในส่วนของน้ำหนักและรอบพุง
น้ำหนัก : 69.9 กก.
รอบอก : 92.9 ซม.
รอบเอว : 83.7 ซม.
รอบพุง : 87.5 ซม.
สัปดาห์ที่สี่ของการใช้บริการ (3 – 9 ธ.ค. 61)
สัปดาห์นี้ผมยังคงไปใช้บริการที่จำนวน 5 วันเหมือนกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภาพรวมต่างๆ แทบจะไม่ต่างจากสัปดาห์ที่แล้วเลย ยกเว้นการเล่นเวทที่ผมสามารถเล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และเล่นได้จบเซ็ตมากขึ้น แต่เมื่อเจออุปกรณ์ใหม่ๆ หรือการเล่นเวทช่วงแขนผมก็ยังคงมีปัญหาในการเล่นให้จบเซ็ตอยู่เช่นเดิมครับ T_T
ในเรื่องของการลงนวมนั้นข้อมือซ้ายของผมมีอาการเจ็บเล็กน้อยเวลาต่อยเต็มแรง ดังนั้นผมจึงไม่สามารถปล่อยหมัดได้อย่างเต็มที่ ส่วนในเรื่องของการเตะนั้นผมเริ่มทำได้ดีขึ้นในการเตะขวา แต่การเตะซ้ายนั้นยังคงต้องฝึกฝนและปรับแก้กันต่อไปครับ
และนี่เป็นน้ำหนักและสัดส่วนของผมหลังจากที่ใช้บริการสัปดาห์ที่สี่เสร็จสิ้น ผลที่ได้ไม่ต่างจากสัปดาห์ที่สามมากนักยกเว้นรอบเอวที่ลดลงไปถึง 1.7 ซม. และรอบอกที่กลับไปอยู่ที่ 92 ซม. เท่ากับสัปดาห์แรกครับ
น้ำหนัก : 69.9 กก.
รอบอก : 92 ซม.
รอบเอว : 82 ซม.
รอบพุง : 87.6 ซม.
และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมก็เลยขอสรุปภาพรวมของการออกกำลังกายของผมที่ Fitfac ใน 4 สัปดาห์แรกออกมาให้ทุกคนดูก่อนตามนี้ครับ โดยอันดับแรกผมจะเอาข้อมูลในส่วนที่ผมทำการวัดเองที่บ้านมาให้ดูก่อนนะครับ ผลที่ได้ก็ตามนี้เลย
น้ำหนัก : ลดลง 1.9 Kg
รอบอก : เท่าเดิม
รอบเอว : ลดลง 4.1 cm
รอบพุง : ลดลง 2.4 cm
ส่วนนี่เป็นผลที่ได้จากการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) จากทาง Fitfac ครับ เหมือนเดิมนะครับในภาพที่สองนั้นผมได้ทำการพิมพ์ข้อมูลลงไปใน Excel ใหม่เพื่อให้ทุกคนอ่านง่ายๆ รวมทั้งมีการเพิ่มบรรทัดที่ 4 ที่เป็นปริมาณของไขมันลงไปด้วย ทุกคนจะได้ไม่ต้องงงว่า %ไขมันในร่างกายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของผมนั้นมันคือกี่กิโลกรัมครับ
ซึ่งจากผลที่ได้นี้ตัวผมเองค่อนข้างพอใจนะครับ เพราะผมสามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายลงได้ถึง 0.86 กิโลกรัม, ลดระดับไขมันในช่องท้องลงได้ 0.5 ระดับ, ลดอายุร่างกายลงได้ 1 ปี รวมทั้งมีขนาดของเอวและพุงลดลง 4.1 ซม. และ 2.4 ซม. ตามลำดับ โดยผลจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ยังเป็นผลที่ได้มาจากการที่ผมไม่ได้ควบคุมในเรื่องของการทานอาหารอะไรมากนักด้วย แต่อย่างไรก็ตามผลในเดือนแรกนี้มันก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ผมตั้งไว้อยู่พอควร เพราะผมเองตั้งเป้าที่จะลดน้ำหนักให้ลงไปอยู่ที่ 65 กิโลกรัม, ลด % ไขมันในร่างกายลงไปให้ต่ำกว่า 20 รวมทั้งลดระดับไขมันในช่องท้องให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 9 ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลากับความพยายามมากพอดู เพราะในช่วงที่ของพวกนี้มันเพิ่มขึ้นมาในร่างกายผมมันก็ใช้เวลาสะสมตั้งหลายปี แต่นี่ผมพึ่งจะเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังเพียงแค่ 4 สัปดาห์เท่านั้นเองครับ
เรามาดูผลของการที่ผมไปออกกำลังกายที่ Fitfac ในเดือนที่ 2 หรือช่วงสัปดาห์ที่ 5-8 กันต่อดีกว่า ซึ่งผมต้องบอกเลยว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 5-8 นั้นความรู้สึกของผมในการไปออกกำลังกายที่นี่มันแตกต่างกับการไปในช่วง 4 สัปดาห์แรกมาก โดยในช่วง 4 สัปดาห์แรกนั้นมันเหมือนการเตรียมความพร้อมของร่างกาย การปรับสภาพร่างกายของผมให้เริ่มเคยชินกับการออกกำลังกายเป็นประจำ มีการเหนื่อย, การหยุดพัก หรือการปรับพื้นฐานการออกอาวุธมวยไทยอยู่บ่อยๆ แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ร่างกายของผมก็เริ่มเคยชินกับการออกกำลังกายแบบนี้แล้ว ผมสามารถเล่นเวทได้ครบเซ็ตโดยที่ใช้เวลาไม่ห่างจากเพื่อนมากนัก รวมทั้งยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกายในขณะการลงนวมล่อเป้าได้ต่อเนื่องมากขึ้นด้วย
สัปดาห์ที่ห้าของการใช้บริการ (10 – 16 ธ.ค. 61)
อย่างที่ผมได้บอกไปครับว่าสัปดาห์นี้ผมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ดีขึ้น สามารถออกกำลังกายต่อกันหลายๆ วันได้โดยร่างกายไม่เมื่อยล้ามาก รวมทั้งสามารถเล่นเวทได้ครบตามที่ Trainer ให้โจทย์ไว้โดยที่ใช้เวลาไม่ห่างจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นมากจนเกินไปนัก แต่ด้วยความที่สัปดาห์นี้ผมมีงานรีวิวอาหารถึง 4 มื้อใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละมื้อนั้นก็ทานอาหารไปเยอะมาก เยอะจนแทบจะต้องกลิ้งกลับบ้านกันเลยทีเดียว ดังนั้นในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมันก็เลยเป็นไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยผมว่าการที่ผมกินหนักขนาดนี้แต่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามผลที่แสดงด้านล่างนี้ ผมก็พอใจมากๆ แล้วครับ เพราะหากเป็นช่วงก่อนที่ผมจะเริ่มออกกำลังกาย การที่ผมเจออาหารแบบในสัปดาห์นี้ไปตัวเลขมันไม่น่าจะหยุดอยู่แค่นี้อย่างแน่นอนครับ ><
และนี่คือผลจากการวัดข้อมูลต่างๆ ของผมหลังจากจบสัปดาห์ที่ 5 ครับ
น้ำหนัก : 70.1 กก.
รอบอก : 92.1 ซม.
รอบเอว : 84 ซม.
รอบพุง : 87.2 ซม.
สัปดาห์ที่หกของการใช้บริการ (17 – 23 ธ.ค. 61)
หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผมกินไปหนักมากและผลกระทบในเรื่องของน้ำหนักและรูปร่างก็ส่งผลออกมาตามตัวเลขที่วัดได้ ดังนั้นสัปดาห์นี้ผมจึงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะกลับไปมีหุ่นเหมือนสัปดาห์ที่สี่ให้ได้ รวมทั้งเริ่มมีควบคุมอาหารในมื้อปกติที่ไม่มีการรีวิวให้มีวินัยมากขึ้น ลดการทานของหวานหรือน้ำหวานลง เพื่อที่ผลจากการออกกำลังกายจะได้ส่งผลที่ชัดขึ้น
ภาพรวมในสัปดาห์นี้ผมพอใจกับการไปออกกำลังกายของผมมาก เพราะแม้ผมจะได้ไปใช้บริการเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น แต่ทุกๆ วันผมก็สามารถเล่นเวทได้ครบเซ็ต รวมทั้งมีการพัฒนาการในด้านการออกอาวุธมวยไทยได้ดีขึ้น การเตะที่มีปัญหาก็สามารถทำได้สวยงามและถูกต้องมากขึ้น โดยเฉพาะการเตะขวาที่เหลือเพียงแค่การปรับจูนอีกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ส่วนการเตะซ้ายนั้นด้วยความที่เป็นขาข้างที่ผมไม่ถนัดมันก็เลยต้องอาศัยการปรับและฝึกต่ออีกซักหน่อยครับ
และนี่คือผลจากการวัดข้อมูลต่างๆ ของผมหลังจากจบสัปดาห์ที่ 6 ผลที่ได้นั้นดีเลย เพราะตัวเลขของแต่ละค่านั้นอยู่ต่ำกว่าสัปดาห์ที่ 4 อีกครับ ^^
น้ำหนัก : 69.6 กก.
รอบอก : 88.9 ซม.
รอบเอว : 81.3 ซม.
รอบพุง : 85.9 ซม.
สัปดาห์ที่เจ็ดของการใช้บริการ (24 – 30 ธ.ค. 61)
สัปดาห์นี้ทาง Fitfac ได้มีการหยุดการให้บริการเป็นเวลา 3 วัน คือ ในช่วงวันที่ 28-30 ธ.ค. 61 เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ดังนั้นในสัปดาห์นี้ผมจึงสามารถไปใช้บริการได้เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น โดยภาพรวมต่างๆ ของการไปใช้บริการก็ไม่ค่อยแตกต่างจากสัปดาห์ที่หกมากนัก ยกเว้นในเรื่องของการเวทที่นอกจากผมจะสามารถเล่นได้ครบเซ็ตตามโปรแกรมแล้ว ผมยังสามารถที่จะเริ่มขยับไปใช้น้ำหนักในการเวทที่มากขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วยครับ
และนี่คือผลจากการวัดข้อมูลต่างๆ ของผมหลังจากจบสัปดาห์ที่ 7 ครับ
น้ำหนัก : 70.3 กก.
รอบอก : 90.7 ซม.
รอบเอว : 83.4 ซม.
รอบพุง : 87.7 ซม.
สัปดาห์ที่แปดของการใช้บริการ (31 ธ.ค. 61 – 6 ม.ค. 62)
สัปดาห์นี้ทาง Fitfac ยังคงหยุดการให้บริการในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกเป็นเวลา 4 วัน รวมแล้วทาง Fitfac หยุดให้บริการในช่วงปีใหม่ถึง 7 วันด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่นานมากและส่งผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและรูปร่างของผมเหมือนกัน เนื่องจากตลอดระยะเวลา 7 วันนี้ผมไม่ได้มีการออกกำลังกายด้วยตัวเองเลย แถมยังมีการกินอาหารมื้อพิเศษที่เป็นมื้อหนักๆ อีกหลายมื้อด้วย @_@
และเมื่อทาง Fitfac เปิดให้บริการอีกครั้ง ผมก็ไปออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 3 วันติดกันทันที โดยในช่วงของการลงนวมล่อเป้านั้นผมได้พยายามเร่งความเร็วของตัวเองขึ้น รวมทั้งใส่น้ำหนักในการออกอาวุธแต่ละครั้งให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นการกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายครับ ซึ่งมันก็น่าจะส่งผลพอควรเพราะผลจากการวัดเมื่อจบสัปดาห์ที่ 8 นั้นถือว่าดีกว่าสัปดาห์ที่ 7 เล็กน้อย ทั้งๆ ที่ผมหยุดการออกกำลังกายไปหลายวันด้วยกันครับ
น้ำหนัก : 70.3 กก.
รอบอก : 89.5 ซม.
รอบเอว : 83.2 ซม.
รอบพุง : 85.7 ซม.
หมายเหตุ : ทุกๆ ครั้งที่ทาง Fitfac หยุดการให้การบริการ ทาง Fitfac จะมีการชดเชยจำนวนวันให้กับลูกค้าทุกคนตามจริงครับ อย่างในช่วงปีใหม่นี้สำหรับใครที่สมัครแบบรายเดือนไว้ก็จะมีอายุสมาชิกเพิ่มจากเดิมเป็นเวลา 7 วันเท่ากับที่ทาง Fitfac หยุดไป
และตอนนี้ก็ผ่านไปทั้งหมด 8 สัปดาห์แล้ว เรามาดูผลกันดีกว่าผมมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านน้ำหนักและรูปร่างเป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับตอนก่อนที่จะเริ่มไปใช้บริการที่ Fitfac เป็นครั้งแรกครับ โดยอันดับแรกผมจะพาทุกคนไปดูข้อมูลที่ผมวัดด้วยตัวเองที่บ้านก่อนนะครับ และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้ครับ
น้ำหนัก : ลดลง 1.5 Kg
รอบอก : ลดลง 2.5 cm
รอบเอว : ลดลง 2.9 cm
รอบพุง : ลดลง 4.3 cm
ซึ่งจากผลที่ได้จะเห็นว่าแม้รูปร่างของผมเมื่อสัปดาห์ที่ 8 จะดูดีกว่าตอนก่อนที่ผมเริ่มไปใช้บริการพอควร แต่ถ้าเทียบกับน้ำหนักและรูปร่างของผมในช่วงสัปดาห์ที่ 4 แล้ว น้ำหนักตัวและรอบเอวของผมที่สัปดาห์ที่ 4 นั้นกลับดูดีกว่าสัปดาห์ที่ 8 อีกครับ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าทำไมผลลัพธ์มันถึงออกมาเป็นแบบนี้ แต่ผมคิดเอาเองว่าน่าจะมาจากพฤติกรรมการกินของผมที่อาจจะกินในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน และอีกส่วนนึงก็คือช่วงนี้ร่างกายของผมน่าจะอยู่ระหว่างการปรับตัวอยู่ ดังนั้นมันจึงมีความแกว่งไปมาพอควร
ส่วนนี่เป็นผลการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) จากทาง Fitfac ครับ
จากภาพด้านบนนี้หากดูเผินๆ อาจจะคิดว่าผมล้มเหลวกับการออกกำลังกายในสัปดาห์ที่ 5-8 เพราะน้ำหนักตัวของผมนั้นเพิ่มขึ้นมา 0.2 กก. และดัชนีมวลกายก็เพิ่มขึ้นถึง 0.5 แต่ถ้าหากมองไล่รายละเอียดของแต่ละบรรทัดลงไปดีๆ จะเห็นว่าแม้น้ำหนักตัวของผมจะเพิ่มขึ้น แต่ % ไขมันในร่างกาย (Body Fat) ของผมนั้นลดลงไป 0.7% จากสัปดาห์ที่ 4 หรือลดลงไปถึง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายที่ Fitfac ซึ่งมันเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าผมน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว โดยปริมาณไขมันที่ลดลงไป 1.5% นั้นสามารถคิดเป็นน้ำหนักไขมันได้ประมาณ 1.01 กิโลกรัมครับ
นอกจากนี้หากเราไล่ดูรายละเอียดในส่วนของข้อมูลอื่นๆ จะเห็นว่าผลที่ได้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นทั้งหมด ทั้งปริมาณไขมันใต้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ที่ลดลง และปริมาณกล้ามเนื้อโครงร่างในส่วนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น จะมีก็เพียงแต่ระดับไขมันในช่องท้อง (Viseral Fat) และอายุร่างกาย (Body Age) เท่านั้นที่ยังคงอยู่ในระดับเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เด่นชัดครับ
และนี่คือภาพรูปร่างของผมในสัปดาห์ที่ 8 เทียบกับวันก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายครับ
และหลังจากที่ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitfac มาเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ติดต่อกัน ตอนนี้สภาพร่างกายโดยรวมของผมรวมทั้งทักษะในการลงนวมล่อเป้าก็เริ่มอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น ผมสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ใกล้เคียงกับเพื่อนร่วมคลาสคนอื่นๆ ที่มาใช้บริการก่อนหน้าผมได้แล้ว ดังนั้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 9 จนถึงสัปดาห์ที่ 20 ผมจะไม่ทำการเขียนรายละเอียดแยกเป็นสัปดาห์แล้วนะครับ แต่ผมจะทำการเขียนรวมเป็นทีละ 4 สัปดาห์แทน เพราะมันจะเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกว่า อีกทั้งรายละเอียดในแต่ละสัปดาห์ในช่วงหลังจากนี้จะไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงมากแล้วด้วยครับ
สัปดาห์ที่เก้า – สัปดาห์ที่สิบสองของการใช้บริการ (7 ม.ค. – 3 ก.พ. 62)
ภาพรวมของสี่สัปดาห์นี้จะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือผมเริ่มมีการใช้พลังงานกับการลงนวมมากขึ้น โดยเน้นไปที่การออกอาวุธต่างๆ ให้เร็วและแรงขึ้นกว่าที่ผ่านมา อย่างที่สองทาง Trainer ได้เริ่มให้ผมใช้น้ำหนักในการเวทที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยให้ผมเริ่มเพิ่มน้ำหนักไปทีละน้อยๆ และอย่างที่สามคือผมได้มีการทดลองเพิ่มจำนวนยกในการลงนวมมากขึ้น จากเดิมวันละ 4 ยก เป็นวันละ 8 ยกแทน ซึ่งนี่ถือเป็นข้อดีมากๆ ของคนที่สมัครแบบรายเดือนหรือแบบบุฟเฟ่ต์เลยครับ เพราะในหนึ่งวันนั้นเราจะสามารถเล่นหรือออกกำลังกายกี่รอบก็ได้ไม่มีการจำกัดเอาไว้ ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของเราเองจะไหวแค่ไหน ซึ่งจากที่ผมได้ลองลงนวมไปวันละ 8 ยก อยู่สามสี่ครั้ง ผมก็พบว่ามันเหนื่อยและโหดสำหรับผมในตอนนั้นอยู่พอควร ยกที่ห้ายกที่หกผมก็แทบจะไม่มีแรงปล่อยหมัดแรงๆ แล้ว ดังนั้นผมเลยตัดสินใจหยุดการเพิ่มรอบและกลับมาลงนวมที่ 4 ยกตามปกติเหมือนเดิมครับ
และนี่คือผลของการวัดรูปร่างของผมหลังจากจบสัปดาห์ที่ 12 โดยข้อมูลในวงเล็บด้านหลังคือการเปรียบเทียบกับวันแรกที่ผมยังไม่ได้เริ่มออกกำลังกายที่ Fitfac ครับ
น้ำหนัก : 68.1 กก. (ลดลง 3.7 กก.)
รอบอก : 89.2 ซม. (ลดลง 2.8 ซม.)
รอบเอว : 80.9 ซม. (ลดลง 5.2 ซม.)
รอบพุง : 84.5 ซม. (ลดลง 5.5 ซม.)
ส่วนนี่เป็นผลการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) เมื่อครบสัปดาห์ที่ 12 จากทาง Fitfac ครับ ซึ่งจากผลที่วัดได้จะเห็นเลยว่าค่าต่างๆ นั้นอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นแบบชัดเจนกว่าเดิมมาก โดยนอกจากผมจะสามารถลด % ของไขมันในร่างกาย (Body Fat) ลงได้ถึง 1.5% หรือคิดเป็นน้ำหนักไขมันประมาณ 1.59 กก.ได้แล้ว ผมยังสามารถลดระดับไขมันในช่องท้องลงได้อีก 1 ระดับ, ลด BMI ลงได้ 0.8 และลดอายุร่างกายลงได้ 2 ปี เมื่อเทียบกับวันแรกสุดก่อนที่จะได้เริ่มมาใช้บริการครับ
ส่วนในเรื่องของปริมาณไขมันใต้ผิวหนังนั้นก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน เพราะผมสามารถลด % ไขมันใต้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ได้มากกว่า 1% ทั้งหมด และในส่วนของกล้ามเนื้อโครงร่างนั้นก็เริ่มที่จะมีความแตกต่างจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ
และนี่คือภาพรูปร่างของผมในสัปดาห์ที่ 12 เมื่อเทียบกับวันที่ก่อนจะเริ่มออกกำลังกายครับ
สัปดาห์ที่สิบสาม – สัปดาห์ที่สิบหกของการใช้บริการ (4 ก.พ. – 3 มี.ค. 62)
หลังจากสัปดาห์ที่ 9-12 ผมได้มีการลองลงนวมจาก 4 ยกเป็น 8 ยกดู และผลที่ได้คือร่างกายของผมยังไม่พร้อมที่จะออกแรงเยอะขนาดนั้น ผมจึงได้ทำการปรับเปลี่ยนแผนใหม่โดยการหยุดการยืดหยุ่นร่างกายเป็นบางวัน และเปลี่ยนเป็นการเล่น Weight Training จำนวน 2 รอบต่อวันแทน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อดีของคนที่สมัครแบบรายเดือนหรือแบบบุฟเฟ่ต์ที่เล่นได้ไม่อั้นครับ เพราะเราจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเราให้มีความหลากหลายกว่าเดิมได้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมเลย
โดยสาเหตุที่ผมตัดสินใจตัดการยืดหยุ่นร่างกายในช่วง 30 นาทีแรกออก เพราะผมคิดว่าร่างกายของผมในช่วงนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิมเยอะแล้ว รวมทั้งผมมีพื้นฐานในการออกอาวุธเพียงพอแล้ว ดังนั้นหากผมมีเวลาจำกัดในการออกกำลังกายที่ 90 นาทีต่อวันเช่นเดิม การที่ผมเลือกเอาเวลาส่วนหนึ่งไป Weight Training เพื่อสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมันก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า และสิ่งที่ผมคิดก็เหมือนจะมีความถูกต้องครับเพราะน้ำหนักและรอบเอวของผมเมื่อจบสัปดาห์ที่ 16 นั้นดีกว่าสัปดาห์ที่ 12 พอควร และยิ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเริ่มเล่นนั้นยิ่งเห็นผลชัดเจน โดยข้อมูลในวงเล็บคือการเปรียบเทียบผลระหว่างสัปดาห์ที่ 16 กับช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเริ่มเล่นนะครับ
น้ำหนัก : 67 กก. (ลดลง 4.8 กก.)
รอบอก : 89.6 ซม. (ลดลง 2.4 ซม.)
รอบเอว : 80.9 ซม. (ลดลง 5.2 ซม.)
รอบพุง : 82.4 ซม. (ลดลง 7.6 ซม.)
อ้อ แล้วก็ในช่วงสัปดาห์ที่ 13 ถึงสัปดาห์ที่ 16 นี้ ผมยังได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองในชีวิตประจำวันอีก 3 อย่างด้วยครับ โดยอย่างแรกคือการทดลองทำ IF (Intermediate Fasting) แบบ 16/8 อย่างที่สองคือการดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันเพิ่มมากขึ้น และอย่างที่สามคือการเข้านอนให้เร็วขึ้นและพักผ่อนให้มากกว่าวันละ 7 ชั่วโมง ซึ่งผลจากการทดลองทำก็พบว่าในเรื่องของการทำ IF 16/8 นั้น ผมสามารถทำได้เป็นบางวันเท่านั้นเพราะบางครั้งผมก็ต้องรีวิวอาหารมื้อค่ำ และบางวันผมก็ต้องรีวิวอาหารมื้อเช้า ดังนั้นผมจึงไม่สามารถทำ IF ได้เป๊ะๆ เหมือนกับหลายๆ คน ส่วนในเรื่องที่สองการดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันให้เพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้ผมถือว่าตัวเองทำได้ดี มีการพัฒนาขึ้นกว่าเดิมนะครับ และสำหรับเรื่องสุดท้ายการเข้านอนเร็วและพักผ่อนให้มากขึ้น เรื่องนี้ผมสามารถทำได้เฉพาะวันแรกๆ เท่านั้น เพราะพอเจอเรื่องของกำหนดการส่งงานต่างๆ ที่เร่งรัด ผมก็ต้องกลับไปนอนดึกและพักผ่อนน้อยตามเดิมครับ @_@
และนี่คือผลการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) เมื่อครบสัปดาห์ที่ 16 จากทาง Fitfac ครับ จะเห็นได้ว่าแม้ในเรื่องรูปร่างของผมที่วัดเองที่บ้านนั้นจะมีความแตกต่างระหว่างสัปดาห์ที่ 16 กับสัปดาห์ที่ 12 ไม่มากเท่าไหร่ แต่เมื่อมาดูเรื่อง BMI และปริมาณไขมันในร่างกายจะเห็นเลยว่าสัปดาห์ที่ 12 และสัปดาห์ที่ 16 นั้นมีความแตกต่างกันมาก ผลในหลายๆ ด้านดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้ทั้งเรื่องปริมาณไขมันในร่างกาย, ระดับไขมันในช่องท้อง, BMI, อายุร่างกาย, % ไขมันใต้ผิวหนัง และ % กล้ามเนื้อโครงร่าง และยิ่งเมื่อเทียบผลที่ได้กับวันแรกก่อนที่ผมจะเริ่มออกกำลังกายที่ Fitfac ยิ่งเห็นผลชัดเจนเลยว่าค่าต่างๆ นั้นดีขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจนครับ
และนี่คือรูปร่างของผมเมื่อเทียบระหว่างเมื่อจบสัปดาห์ที่ 16 กับวันแรกก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายครับ โดยในช่วงนี้คนรอบตัวผมหลายๆ คนเริ่มทักผมถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่ารูปร่างของผมมีการเปลี่ยนแปลงไป และในส่วนของตัวผมเองนั้นผมก็สามารถกลับมาใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่เคยต้องวางทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้าได้อย่างสบายๆ ครับ
.
.
.
การกลับมาใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ได้นี่มันดีจริงๆ ประหยัดเงินไปได้ตั้งเยอะ แถมใส่แล้วยังไม่อึดอัดเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ด้วย ><
สัปดาห์ที่สิบเจ็ด – สัปดาห์ที่ยี่สิบของการใช้บริการ (4 – 31 มี.ค. 62)
4 สัปดาห์สุดท้ายของการเขียนรีวิวนี้ ด้วยความที่ผลในช่วงสัปดาห์ที่ 13-16 นั้นดีแบบก้าวกระโดดมาก ดังนั้นในสี่สัปดาห์สุดท้ายนี้ผมจึงปฏิบัติตัวส่วนใหญ่เหมือนกับช่วงสี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องของการ Weight Training วันละ 2 รอบ โดยการตัดการยืดหยุ่นร่างกายในช่วง 30 นาทีแรกออก, การทำ IF 16/8 แบบที่ไม่เคร่งครัดมาก, การดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันเยอะๆ และการพยายามเข้านอนเร็วและพักผ่อนให้เพียงพอ โดยทั้งหมดนี้ผมทำแบบที่ไม่ได้เคร่งครัดหรือบีบเค้นตัวเองมากเกินไปนะครับ นอกจากนี้ผมก็ยังมีงานรีวิวอาหารที่เป็นงานหลักของผมตามปกติเหมือนเดิมด้วย
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็คือ ผมได้พยายามจะออกแรงในการลงนวมให้มากที่สุด รวมทั้งในช่วงของการ Weight Training นั้นผมก็ได้พยายามที่จะเร่งตัวเองในบางคลาสที่สามารถเร่งได้ เช่น ทำให้เร็วขึ้น, ยกน้ำหนักให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายของผมนั้นมีการเผาพลาญพลังงานที่มากขึ้นกว่าเดิมครับ และนี่คือผลของการวัดรูปร่างของผมเมื่อจบสัปดาห์ที่ 20 โดยข้อมูลในวงเล็บคือการเปรียบเทียบกับวันแรกก่อนที่ผมจะมาออกกำลังกายที่ Fitfac นะครับ
น้ำหนัก : 66.3 กก. (ลดลง 5.5 กก.)
รอบอก : 89.3 ซม. (ลดลง 2.7 ซม.)
รอบเอว : 79 ซม. (ลดลง 7.1 ซม.)
รอบพุง : 81.5 ซม. (ลดลง 8.5 ซม.)
ส่วนนี่คือผลการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ของผมเมื่อครบสัปดาห์ที่ 20 จากทาง Fitfac ครับ ตัวเลขในด้านต่างๆ ดีขึ้นจากวันแรกเยอะมาก ทั้งน้ำหนักตัวที่ลดลงไป 4.1 กิโลกรัม, % ไขมันในร่างกาย (Body Fat) ที่ลดไป 5.3% หรือคิดเป็นน้ำหนักไขมัน 4.57 กิโลกรัม, ระดับไขมันในช่องท้อง (Viseral Fat) ลดไป 2 ระดับ, อายุร่างกายลดลงไป 5 ปี, ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดไป 1.5 และเหลืออีกเพียงแค่ 0.1 เท่านั้นก็จะเท่ากับมาตรฐาน นอกจากนี้ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังตามจุดต่างๆ ก็ลดลงตั้งแต่ 2.9-5.6% ส่วนกล้ามเนื้อโครงร่างก็ขึ้นจากเดิมทุกสัดส่วนครับ
ซึ่งจากผลที่ได้ทั้งหมดนี้จะเห็นเลยว่าน้ำหนักร่างกายของผมที่ลดลงไปนั้นเกือบจะ 100% เป็นการลดไขมันล้วนๆ ไม่กระทบกับกล้ามเนื้อของร่างกายผมเลยครับ
และนี่คือภาพของผมเทียบกันระหว่างเมื่อครบสัปดาห์ที่ 20 กับวันแรกก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย โดยผมเลือกที่จะใส่เสื้อตัวเดิมเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความแตกต่างอย่างง่ายๆ ครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของผมตลอด 20 สัปดาห์ที่ผมได้มีโอกาสไปลองออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนรูปร่างตัวเองที่ Fitfac Muaythai Academy (ฟิตแฟค มวยไทย อะคาเดมี่) ครับ ซึ่งแม้จบสัปดาห์ที่ 20 แล้วผมจะยังเดินไปไม่ถึงเป้าหมายที่ผมตั้งใจไว้ก็ตาม แต่ผมก็รู้สึกดีและพอใจกับมันมากๆ แล้วครับ ผมรู้สึกดีมากที่ผมได้เจอแนวทางการออกกำลังกายที่ใช่สำหรับตัวเอง มันทำให้ผมรู้สึกสนุกและอยากไปออกกำลังกายทุกวัน ไม่เกิดอาการอิดออดหรือขี้เกียจเลย และมันก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรดีๆ เพิ่มเติมมากมาย และเพื่อเป็นการปิดฉากบทความหรือรีวิวนี้อย่างสมบูรณ์ ผมจะขออนุญาตพูดถึงข้อดีและข้อด้อยจากการที่ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fifac ออกมาให้ทุกคนได้อ่านกันนะครับ ใครที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะไปใช้บริการดีมั้ยจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่มากขึ้นครับ
ข้อดี/ความประทับใจ
  1. สามารถลดน้ำหนักและช่วยทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้จริง โดยน้ำหนักของผมลดลงถึง 1 กิโลกรัม และเป็นการลดไขมันออกจากร่างกายถึง 4.57 กิโลกรัม (ยึดตามข้อมูลการวัดจากทาง Fitfac) ดังนั้นรูปร่างของผมก็เลยมีความกระชับมากขึ้น ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีการควบคุมอาหารอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นการทำ IF 16/8 ในช่วงท้ายๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำแบบเคร่งครัดมากด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมว่ามันก็คงไม่ใช่ทุกคนที่มาใช้บริการแล้วจะประสบความสำเร็จหรือเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างมากทั้งสภาพร่างกาย, จำนวนครั้งที่ไปใช้บริการ, ความมีวินัยในการออกกำลังกาย รวมไปถึงเรื่องของการควบคุมหรือการเลือกกินอาหารให้เหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าในเรื่องสุดท้ายนั้นผมสอบตกโดยสิ้นเชิงครับ โดยผมคิดว่าหากใครที่สามารถทำมันได้ มันน่าจะเห็นผลชัดเจนกว่านี้เยอะ เพราะเรื่องของอาหารการกินนั้นมันเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ครับ
  2. ร่างกายของผมมีความยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก ข้อนี้แม้จะไม่มีตัวเลขหรือหลักฐานอะไรมาแสดงให้เห็น แต่ผมในฐานะที่เป็นเจ้าของร่างกาย ผมเห็นได้ชัดเจนเลยว่าความยืดหยุ่นของร่างกายผมในสัปดาห์หลังๆ นั้นดีกว่าสัปดาห์แรกที่ผมมาเริ่มเล่นมาก หลายๆ ท่าในการยืดเหยียดที่ผมไม่เคยทำได้หรือแตะไม่ถึงในช่วงแรกๆ พอมาถึงสัปดาห์หลังๆ ผมก็สามารถทำได้หรือมีความใกล้เคียงมากขึ้นครับ
  3. เป็นการออกกำลังกายที่ผมรู้สึกสนุกไปกับมันมาก ผมรู้สึกอยากจะไปออกบ่อยๆ พยายามจะหาเวลาว่างไปใช้บริการอยู่เสมอ และผมไม่รู้สึกว่าการไปออกกำลังกายที่นี่คือสิ่งที่น่าเบื่อหรือถูกบังคับให้ไป ซึ่งผมมาลองคิดๆ ดูแล้วผมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ก็คือการออกกำลังกายที่นี่เราจะคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะเจออะไรในแต่ละวัน ทั้งการวอร์มอัพ, การยืดหยุ่นร่างกาย, การชกลม, การลงนวม รวมไปถึงการเวทและการคลายกล้ามเนื้อ เพราะในแต่ละวันนั้นทางครูผู้สอนจะมีการพลิกแพลงและปรับเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ ครับ โดยเฉพาะในช่วงของ Weight Training จะเป็นอะไรที่มีความหลากหลายมาก อย่างผมเองไปใช้บริการสัปดาห์ละ 3-4 วัน ยังแทบไม่ค่อยได้ทำอะไรที่ซ้ำๆ เดิมเลยครับ
  4. ทำให้เรามีพื้นฐานในการชกมวยไทยที่ดี แม้จะไม่ได้สวยงามหรือถูกต้อง 100% แต่ก็ถือว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่เคยเรียนมาพอควร
  5. เป็นลักษณะการออกกำลังกายที่สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยที่ผมไปใช้บริการมาก็จะเจอทั้งเด็ก, วัยรุ่นจนไปถึงคนที่อายุประมาณ 55 ปีเลยครับ ที่สำคัญมีผู้หญิงไปใช้บริการเป็นจำนวนมากด้วย
  6. สถานที่สะอาดและมีความปลอดภัย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไปออกกำลังกายนอกบ้านหลายๆ คนให้ความสำคัญกับมันมาก และผมว่าที่ Fitfac สอบผ่านสบายๆ ครับ โดยเฉพาะการที่ทาง Fitfac ปูพื้นด้วยยางทั้งหมด มันสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บและบาดแผลถลอกต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เยอะมาก
  7. อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายต่างๆ มีความสมบูรณ์, ปลอดภัย, อยู่ในสภาพที่ใหม่ และพร้อมใช้งาน
  8. มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนทั้งห้องน้ำ, ห้องอาบน้ำ, ล็อคเกอร์, น้ำดื่ม รวมไปถึงการให้ยืมนวมและผ้าพันมือฟรี
  9. มีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Scientist) ที่คอยช่วยดูแลเราทั้งเรื่องการออกกำลังกายและการกินอาหาร ซึ่งเราสามารถขอคำปรึกษาจากเค้าได้ฟรีๆ เลย โดยใครที่สามารถควบคุมอาหารได้ก็จะเห็นผลเร็วขึ้นมากๆ และจากที่ผมลองหาข้อมูลหลายๆ ที่มา ผมว่าที่ Fitfac ดูเหมือนจะมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬาประจำแต่ละสาขาเยอะที่สุดเลยครับ โดยสาขาตลิ่งชันที่ผมไปใช้บริการนั้นในหลายๆ ช่วงเวลาจะมีคนประจำอยู่ถึง 3 คนด้วยกันครับ
  10. ในแต่ละช่วงของการออกกำลังกายนั้นจะมีคนคอยดูแลเราตลอด ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถอู้หรือขี้เกียจได้ และผมว่าเรื่องนี้มันเป็นข้อดีมากๆ เพราะหากไม่มีคนคอยดูแลเลยหากเรารู้สึกเหนื่อยมากหรือรู้สึกไม่สนุก เราก็อาจจะหยุดทำหรือกลับบ้านเลยก็ได้ คล้ายๆ กับที่ผมเคยเป็นก่อนหน้านี้เวลาเล่นฟิตเนสที่หมู่บ้านคนเดียวครับ แป้บเดียวก็รู้สึกเบื่อและเดินกลับบ้านแล้ว T_T
  11. ครูมวยที่ทำการสอนมวยเรานั้นจะเป็นนักมวยไทยที่มีประสบการณ์และผ่านการชกมาแล้วจริงๆ โดยครูมวยบางท่านก็ยังคงขึ้นชกอยู่ ณ ตอนนี้
  12. พนักงานบริการดี พนักงานที่ Fitfac ตลิ่งชันนั้นนิสัยดีกันทุกคนเลยครับ ทั้งครูมวยและนักวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นเค้าจะจำชื่อของคนที่มาใช้บริการได้หมดเลย และในวันที่มีคนไปใช้บริการน้อย เค้าก็จะดูแลเราอย่างเต็มที่มากๆ จัดเต็มพิเศษ ไม่มีอู้ ไม่มีผ่อนครับ
  13. ที่เสื้อของพนักงาน Fitfac แต่ละคน รวมไปถึงครูมวยจะมีชื่อปักไว้หมด ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะครับ มันทำให้เราจดจำชื่อของเค้าได้ง่ายขึ้น และสามารถสร้างความสนิทสนมได้รวดเร็วดี
  14. ผมมีสังคมที่เพิ่มมากขึ้น โดยจากเดิมที่ผมมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ เพราะทำงานในเวลาที่ไม่ค่อยตรงกับคนอื่น รวมทั้งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ทำงานที่หน้าคอมเป็นหลัก พอผมได้มาออกกำลังกายแบบนี้ก็เลยทำให้ผมได้รู้จักกับคนใหม่ๆ เยอะขึ้น แถมเพื่อนร่วมคลาสแต่ละคนก็นิสัยดีทั้งนั้นเลยครับ
  15. มีคอร์สให้เลือกซื้อหลายแบบ ทั้งแบบรายเดือนที่สามารถเล่นได้อั้น จนไปถึงแบบรายครั้ง ตั้งแต่ 10 ครั้งจนถึง 50 ครั้ง ทำให้หลายๆ คนน่าจะสามารถเลือกซื้อคอร์สที่เหมาะกับตัวเองได้ไม่ยาก
  16. สำหรับคนที่ซื้อคอร์สแบบรายเดือน หากเดือนนั้นทาง Fitfac มีการหยุดบริการเป็นบางวัน เช่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ทาง Fifac จะมีการเพิ่มจำนวนวันที่เราสามารถเล่นได้ในรอบเดือนนั้นตามจำนวนวันที่หยุดบริการไปให้โดยอัตโนมัติ และข้อมูลนี้จะอยู่ในระบบเชื่อมกันทุกสาขาครับ
  17. มีหลายสาขา และสมาชิกสามารถไปใช้บริการสาขาไหนก็ได้ ตราบเท่าที่ยังไม่หมดสถานะการเป็นสมาชิก (ยกเว้นสาขาขอนแก่นและระยอง) ดังนั้นวันไหนเราจำเป็นต้องไปทำงานที่อื่น หรือไม่สะดวกมาที่เดิม เราก็สามารถไปใช้บริการที่สาขาอื่นได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องทำเรื่องอะไรให้วุ่นวาย
  18. รอบเวลาการให้บริการนั้นค่อนข้างเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผมและคนส่วนใหญ่ โดยในวันธรรมดานั้น ทาง Fitfac จะเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 00 น. จนถึง 21.30 น. ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์นั้นจะเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึง 18.30 น. ซึ่งด้วยเวลาการให้บริการแบบนี้ทำให้ผมสามารถจัดสรรเวลาไปออกกำลังกายได้แทบทุกวันครับ
  19. สำหรับสมาชิกที่ซื้อคอร์สแบบรายเดือนนั้นจะสามารถเล่นกี่ครั้งก็ได้ในช่วงเวลาที่ครอบคลุม รวมทั้งในแต่ละวันเราจะสามารถเล่นกี่รอบก็ได้ ซึ่งหลายๆ คนที่ผมเห็นก็เล่นกันวันละ 2-3 รอบ หรือบางคนก็เลือกเล่นเฉพาะตอนลงนวมหรือเล่นเฉพาะเวทอย่างเดียวก็มีครับ
  20. มีการวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) เป็นประจำทุกเดือน และมีการบันทึกข้อมูลแยกไว้เป็นรายคน ทำให้สามารถเห็นผลของความเปลี่ยนแปลง หรือสามารถปรับเปลี่ยนวิธีในการออกกำลังกายของแต่ละคนได้ง่ายขึ้น
  21. งบประมาณไม่บานปลาย และอุปกรณ์ไม่ค่อยงอก โดยหากไม่นับเรื่องค่าคอร์สที่เราต้องต่ออายุเป็นประจำแล้ว การไปออกกำลังกายที่ Fitfac จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาน้อยมากครับ เพราะเราสามารถยืมอุปกรณ์จากเค้าได้หมดเลย
  22. ทาง Fitfac จะมีแบบสอบถามสั้นๆ ให้คนที่ไปใช้บริการตอบเป็นประจำ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงหรือพัฒนาต่อในอนาคต เช่น เรื่องการบริการของพนักงาน เป็นต้น
ข้อด้อย/ความไม่ประทับใจ
  1. แม้ครูมวยที่สอนมวยไทยเรานั้นจะเป็นนักมวยไทยจริงๆ แต่ว่ากันตรงๆ ถ้าวัดกันเรื่องพื้นฐานมวยไทย หรือทักษะการออกอาวุธต่างๆ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมก่อนจะไปเป็นนักมวยไทย การไปใช้บริการที่ Fitfac จะไม่สู้กับการที่เราไปใช้บริการที่ยิมมวยโดยตรงครับ ใครที่อยากจะมีพื้นฐานการต่อยมวยไทยที่ถูกต้อง 100% และได้ฝึกฝีมือกับคนที่เก่งเป็นประจำ ผมแนะนำให้ไปที่ยิมมวยจะดีกว่า
  2. ในเรื่องของราคาการใช้บริการนั้น ผมว่าราคาแบบ 1 เดือนที่ 4,890 บาท แอบสูงไปนิดครับ และทาง Fitfac น่าจะมีราคาแบบ 2 หรือ 3 เดือนมาเป็นตัวเลือกเพิ่มบ้าง เพราะน่าจะมีหลายคนเลยที่สนใจ ส่วนในเรื่องของราคาแบบ 4 เดือน, 6 เดือน และ 10 เดือนนั้น ผมว่าเป็นราคาที่เหมาะสมดีแล้วครับ ใครที่มั่นใจว่าตัวเองชอบแน่ๆ ก็ซื้อกันยาวๆ ได้เลย
  3. แม้ช่วงเวลาการให้บริการของ Fitfac จะตอบโจทย์กับลักษณะการใช้ชีวิตของผม แต่ผมก็แอบรู้สึกว่าวันเสาร์-อาทิตย์นั้นเค้าปิดให้บริการเร็วไปนิดนึงครับ หากสามารถขยายเวลาการปิดจากเวลา 30 น. ออกไปได้อีกซัก 1 ชั่วโมงก็น่าจะทำให้หลายคนสะดวกมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น เช่น ตอนเช้าไปทำธุระก่อน เสร็จแล้วช่วง 17.00 น. หรือ 18.00 น. ก็มาออกกำลังกาย จากนั้นก็กลับบ้านไปอาบน้ำพักผ่อนครับ
  4. พื้นที่บางสาขาไม่มีเวทีมวย ซึ่งแม้จะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญหรือมีผลกับการออกกำลังกายที่นี่มากนัก แต่มันก็คงจะดีกว่าถ้ามีเหมือนกันทุกสาขาครับ
  5. ทาง Fitfac มักจะหยุดบริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ซึ่งมันทำให้หลายๆ คนที่ทำงานประจำเสียโอกาสในการไปใช้บริการครับ
  6. อยากให้ทาง Fitfac เปลี่ยนไปใช้เครื่องวัดมวลร่างกาย (BMI and Body Fat) ที่มีความทันสมัยมากกว่านี้ และมีการเก็บผลของสมาชิกไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพราะตอนนี้ทาง Fitfac จะเก็บข้อมูลไว้เป็นแบบ Analog เป็นส่วนใหญ่ โดยผมเคยเห็นเครื่องวัดมวลร่างกายบางรุ่นนั้นสามารถแสดงผลออกมาเป็นกระดาษ A4 ที่มีข้อมูลเต็มแผ่น และมีความละเอียดของข้อมูลมากกว่านี้ รวมทั้งมีกราฟแสดงข้อมูลให้ดูง่ายๆ ด้วยครับ
  7. เนื่องจากทาง Fitfac มีครูมวยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเราอาจจะพบเจอปัญหาในเรื่องของความเอาใจใส่, ความกระตือรือร้น หรือเชิงมวยที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของครูมวยแต่ละท่าน แต่อย่างไรก็ตามในการลงนวมแต่ละรอบ ทาง Fitfac จะให้เราทำการสลับครูมวยทุกๆ ยก เพื่อที่เราจะได้ทำความรู้จักหรือเรียนรู้ถึงลักษณะนิสัยของกันและกันครับ ซึ่งพอเราไปใช้บริการครั้งต่อๆ ไป ก็จะมีความลื่นไหลหรือเข้ากันได้มากขึ้นกว่าเดิม
  8. ในการเล่นหรือออกกำลังกายที่ Fitfac นั้น จะไม่ได้มีการจำกัดจำนวนคนต่อรอบ ดังนั้นในบางช่วงเวลา เช่น เวลาหลังเลิกงาน ก็อาจจะมีคนมาใช้บริการพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากได้ ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้อุปกรณ์หรือออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่
  9. แม้ทาง Fitfac จะมีอุปกรณ์อย่างนวมและผ้าพันมือให้เรายืม รวมทั้งมีการเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ใหม่อยู่เป็นระยะๆ แต่ด้วยความที่มีคนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก มันก็ทำให้นวมและผ้าพันมือแต่ละชิ้นมีสภาพที่แตกต่างกันไป ดังนั้นสำหรับใครที่ซีเรียสกับเรื่องความสมบูรณ์และความใหม่ของนวมกับผ้าพันมือ ผมแนะนำให้ซื้อเป็นของส่วนตัวเลยจะดีกว่าครับ
สำหรับทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ผมหวังว่าคงจะได้ประโยชน์จากบทความหรือรีวิวนี้กันบ้างนะครับ และผมต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าผมไม่ใช่คนที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการออกกำลังกายอะไรเลย รวมทั้งผมไม่ได้บอกว่าการไปออกกำลังกายที่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าผมไปใช้บริการที่นี่แล้วรู้สึกสนุก, ประทับใจ, เห็นผลจริงทั้งด้านน้ำหนักและรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งมันค่อนข้างถูกจริตกับนิสัยของผมหลายอย่าง มันเป็นการออกกำลังกายที่ผมอยากจะผลักดันตัวเองให้ไปออกทุกๆ วัน ซึ่งผมเชื่อว่าแต่ละคนนั้นก็คงจะมีความชอบที่ไม่เหมือนกันครับ บางคนอาจจะชอบแบบนี้ แต่บางคนอาจจะไปลองแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ก็ได้ เหมือนกับที่ผมลองวิ่งตั้งหลายรอบแล้วก็ยังไม่โดนใจซักที ดังนั้นหากเรายังไม่เจอแนวทางที่เราออกกำลังกายแล้วชอบเราก็ควรจะต้องพยายามค้นหามันต่อไปเรื่อยๆ เพราะหากเล่นแล้วมันไม่รู้สึกสนุก มันก็ผลักดันตัวเองให้ออกไปทำต่อได้ยากจริงๆ และเมื่อเราค้นพบแนวทางที่ใช่สำหรับเราแล้ว เราก็ต้องอย่าลืมมีวินัยในการออกกำลังกาย รวมทั้งควบคุมอาหารเท่าที่จะทำได้ด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังพยายามลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนรูปร่างตัวเองทุกคนครับ ผมเองก็ยังคงต้องเดินทางต่ออีกซักพักจึงจะถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ผมก็จะพยายามต่อไปโดยเน้นไปที่ความสุขในการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลักและก็ทำอะไรที่ไม่ขัดกับนิสัยของผมมากจนเกินไปนัก ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าผมน่าจะเจอแล้วครับ ยังไงก็รบกวนทุกคนก็เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ^^
ขอบคุณทุกท่านมากๆ ที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับท่านใดที่ต้องการติดตามเรื่องราวการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ ส่วนท่านใดที่อยากจะสอบถามข้อมูลต่างๆ กับทาง Fitfac Muaythai Academy เพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลย โดยผมได้มีการนำเอาุลิปการออกกำลังกายที่ Fitfac Muaythai Academy มาให้ทุกคนดูด้วย ทุกคนจะได้เห็นภาพการไปออกกำลังกายที่นี่ชัดเจนขึ้นกว่าภาพนิ่งที่ผมถ่ายภาพครับ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
Line@ : LINE: @FITFAC
Website : https://www.fitfacmuaythai.com/th
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like