Food Review

[SR] Floral High Tea Set @ Banyan Tree Bangkok : ชุดชาสุดคิ้วกับวิวฟินสุดเฟร่ออออ

posted by ภรรยาหา สามีใช้ March 15, 2017 0 comments
สวัสดีครับ วันนี้ผมนาย “ภรรยาหา สามีใช้” กลับมาพร้อมกับ Afternoon Tea Set อีกแล้ว โดยคราวนี้เป็นคิวของชุดชายามบ่ายชุดใหม่ของห้องอาหาร Vertigo TOO, Banyan Tree Bangkok ครับ โดยชาชุดนี้ชื่อว่า Floral Set ซึ่งมีส่วนผสมและความละมุนของดอกไม้อยู่ทั้งในชาและก็อาหารคาวหวานครับ
เป็นยังไงล่ะครับ….เกริ่นมาแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะครับ แต่อยากจะบอกว่าถ้ายิ่งได้เห็นของจริง และได้ชิมกับลิ้นตัวเองจะยิ่งกรี้ดและฟินมากๆ เพราะเชฟที่รังสรรค์อาหารคาวหวานชุดนี้เค้าทำออกมาได้ดีจริงๆ (เชฟแก้วที่เป็นคนดูแลชุดชา Set นี้นอกจากจะหน้าตาน่ารัก อายุยังน้อยแล้วยังอัธยาศัยดีมากๆ ด้วย มีการเดินมารับฟังความคิดเห็นจากแต่ละโต๊ะที่สั่งด้วยครับ)
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
เอาล่ะ ก่อนที่จะไปดูหน้าตาอาหารกัน ผมขออนุญาตเล่าถึงห้องอาหาร Vertigo TOO ก่อนนิดนึงนะครับ ห้องอาหาร Vertigo TOO นั้นเป็นหนึ่งในห้องอาหารของโรงแรม Banyan Tree Bangkok โดยตั้งอยู่ที่ชั้น 60 ของโรงแรม ซึ่งเมื่อเราไปถึงที่โรงแรมแล้ว ก็ให้เราสอบถามพนักงานหรือมองดูป้ายว่าห้องอาหาร Vertigo TOO กับ Moon Bar นั้นต้องขึ้นลิฟต์ตัวไหน เมื่อเราหาลิฟท์เจอแล้วก็กดไปที่ชั้น 59 เลยครับ พอถึงชั้น 59 เราก็เดินขึ้นบันไดวนสั้นๆ ต่อไปยังชั้น 60 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Vertigo TOO ครับ
ลักษณะของห้องอาหาร Vertigo TOO นั้น จะเป็นห้องอาหารที่เพดานสูงโปร่ง ดูโล่งสบายตามาก ตัวห้องอาหารจะตกแต่งด้วยโทนสีดำและน้ำตาลเป็นหลักทำให้ดูสวยงามและมีระดับมาก ผนังสองข้างของห้องอาหารจะมีกระจกขนาดใหญ่ที่ทำให้เราสามารถชมวิวและความสวยงามของกรุงเทพได้แบบ 180  องศา และนอกจากนั้นที่ห้องอาหารแห่งนี้ยังมีการเล่นระดับโดยมีบันไดที่สามารถเดินขึ้นไปที่ชั้นลอยได้ด้วยครับ
และด้วยการตกแต่งที่สวยงามและฟังก์ชั่นแบบนี้นี่แหละ ทำให้ห้องอาหาร Vertigo TOO แห่งนี้ เปิดบริการหลายอย่างแล้วแต่ช่วงเวลาตั้งแต่การทานชายามบ่าย ต่อเนื่องไปจนถึงการดินเนอร์ในบรรยากาศดีๆ ช่วงหัวค่ำเคล้าเสียงเพลงเพราะๆ หรือการจัดเลี้ยงสนุกสนานไสตล์ผับ โดยสำหรับท่านที่ต้องการจะไปทาน High Tea นั้นก็สามารถไปใช้บริการได้เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. จนถึง 17.00 น. ครับ
สำหรับจำนวนโต๊ะและเก้าอี้ของห้องอาหารแห่งนี้เท่าที่ผมสำรวจด้วยตาเปล่าก็น่าจะสามารถรองรับจำนวนคนได้ราวๆ 100 คน โดยมีลักษณะโต๊ะที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่โต๊ะยาว โต๊ะเล็ก โซฟา จนไปถึงที่นั่งสุดฟินริมกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวกรุงเทพแบบพาโนรามาได้สวยงามสุดๆ
และนี่คือโฉมหน้าของที่นั่งสุดฟินริมกระจกขนาดใหญ่ที่ผมชอบมาก ที่นั่งนั่งสบายมากกกก หรือจะเรียกให้ถูกว่านอนเอกเขนกได้สบายมาก เหมาะสุดๆ กับการมานั่งกินข้าวกับแฟนหรือเพื่อนสนิท แต่!!!! ผมอยากจะบอกว่าที่นั่งแบบนี้มันจะมีแค่ 6 ตัวเท่านั้นนะครับ ดังนั้นบางจังหวะเวลาที่เราไปมันอาจจะมีคนนั่งเต็มหมดแล้วก็ได้ อย่างเช่นวันที่ผมไปตอนแรกก็มีคนนั่งเต็มหมดทุกตัว แต่ผมกับภรรยาก็ขอนั่งรอเพื่อที่จะได้นั่งทานที่มุมนี้
เอาล่ะ ตอนนี้เราก็รู้เรื่องราวคร่าวๆ ของห้องอาหารแห่งนี้แล้ว ทีนี้เราไปดู High Tea Floral Set ซึ่งเป็นเพระเอกของวันนี้กันดีกว่าครับ โดย High Tea Floral Set เซ็ตนี้เป็นชุดชายามบ่ายชุดใหม่ล่าสุดของโรงแรม Banyan Tree Bangkok มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือวันที่ 1 เม.ย. ที่จะถึงนี้ แต่ในช่วงนี้ทางโรงแรมเองก็ได้มีการเปิดให้แขกที่สนใจลองชิมได้แล้ว ซึ่งมันอาจจะมีการปรับปรุงสูตรต่างๆ อีกเล็กน้อยเพื่อให้อาหารเซ็ตนี้ออกมาสวยอร่อยสมบูรณ์ที่สุด
สำหรับราคาของเซ็ตนี้ก็คือ 1,100 ++ บาท/เซ็ต โดยใน 1 เซ็ตนั้นจะได้ขนมพร้อมกับเครื่องดื่มอีก 1 ชนิด ซึ่งในการสั่ง 1 เซ็ตนั้นเราสามารถนั่งทานกี่คนก็ได้นะครับ แต่ก็ต้องตบตีแย่งชิงขนมกันไปเพราะขนมแต่ละชนิดจะมีอย่างละ 2 ชิ้นเท่านั้น ส่วนเครื่องดื่มหากมากันหลายคนแล้วทานกันอย่างเดียวไม่พอก็สามารถสั่งเพิ่มต่างหากได้ โดยเครื่องดิ่มที่เค้าให้เลือกใน Set นั้น จะมีให้เลือกทั้งที่เป็นชา แล้วก็ Mocktail หรือ Cocktail โดยชาของที่นี่จะเป็นชาของ Ronnefeldt ซึ่งทางพนักงานจะเอาขวดที่ใส่ใบชาแบบนี้มาให้เราดมครับ เพื่อที่เราจะได้เลือกชาที่ถูกใจเราที่สุดได้ง่ายขึ้น ซึ่งจากที่ผมได้ลองดมดูต้องบอกว่าหอมโดนใจหลายอันเลย โดยเฉพาะชาเขียว หอมมากๆ ครับ
สำหรับใครที่สั่งชาถึงเราจะได้ชาแค่กาเดียวก็ตามแต่เราก็สามารถเติมน้ำร้อนได้เรื่อยๆ นะครับ ส่วนคนที่สั่ง Mocktail หรือ Cocktail นั้น จะได้เครื่องดื่มมา 1 แก้ว และทานหมดแล้วก็จบเลยไม่สามารถเติมได้ แต่ Mocktail กับ Cocktail นั้นมันก็มีข้อดีของมันก็คือมันเย็น ทานแล้วก็สดชื่น รีเฟรชร่างกายไปอีกแบบครับ
โดย Mocktail ที่มาเสิร์ฟคู่กับเซ็ตนี้จะเป็น Mocktail ที่มีชื่อว่า Rose Blush โดยมีส่วนผสมที่สำคัญคือกุหลาบ สีของ Mocktail จะออกเป็นสีชมพู รสชาติหวานเล็กๆ ตอนที่พนักงานมาเสิร์ฟนั้นจะนำแก้วที่ใส่น้ำแข็งก้อนกลมๆ ที่มีกลีบกุหลาบอยู่ภายในน้ำแข็งมาให้เรา จากนั้นจึงจะรินเครื่องดื่มใส่แก้วให้เราอีกครั้งครับ ซึ่งอยากจะบอกว่ามันน่ารักมุ้งมิ้งมากๆ เลย
ส่วนคนที่สั่ง Cocktail ก็จะได้เครื่องดื่มสีม่วงที่ชื่อว่า Summer Purple ซึ่งมีส่วนผสมของลาเวนเดอร์แล้วก็จินครับ โดยการเสิร์ฟนั้นจะมาเสิร์ฟในรูปแบบคล้ายๆ เดิมคือใส่กามาก่อนแล้วค่อยมารินที่เรา แต่ตัว Cocktail นี้น้ำแข็งจะมาเป็นก้อนธรรมดาไม่ใช่ก้อนกลมนะครับ สำหรับรสชาติของ Cocktail แก้วนี้ถือว่าอร่อยเลยครับ รสจินค่อนข้างเข้ม ดังนั้นสำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์ง่ายหรือต้องขับรถต้องระวังในการทานนะครับ
ทั้งนี้สำหรับคนที่สั่ง Mocktail และ Cocktail นั้น เราจะไม่สามารถเลือกเครื่องดื่มได้นะครับ เพราะมันมีแค่อย่างละชนิดเท่านั้น ส่วนใครที่ไม่อยากทานทั้งชา, Mocktail และ  Cocktail ที่ห้องอาหารแห่งนี้เค้ายังมีการจัดเซ็ตไว้คู่กับแชมเปญด้วยนะครับ แต่จะเป็นราคา 1,299 ++ บาท/เซ็ต ครับ
ดูเครื่องดื่มกันไปเยอะแล้ว ทีนี้เราไปดูอาหารคาวหวานกันดีกว่า โดยอาหารคาวหวานของที่นี่จะมีทั้งหมด 11 รายการด้วยกัน แบ่งเป็นอาหารคาว 5  รายการ และอาหารหวาน 6 รายการ และแต่ละรายการจะมีอย่างละ 2 ชิ้น โดยการเสิร์ฟนั้นจะมาเสิร์ฟในชั้นเหล็กสุดสวยที่มีการออกแบบเป็นอย่างดี พร้อมกับถาดที่ใส่สโคนอีก 1 ถาด
โดยรวมๆ ต้องบอกว่าการจัดวางอาหารของเค้าทำออกมาได้ดีมากเลยนะครับ จัดเรียงมาได้สวย และวัดสุต่างๆ ก็สวยมีไสตล์ อย่างถาดที่ใส่สโคนมาก็เป็นถาดสีดำที่มีรูปร่างคล้ายๆ กับแผ่นหินตามธรรมชาติ ดูแล้วทำให้เกิดความประทับใจและรู้สึกช่วยให้อาหารมื้อนี้ดูน่าอร่อยขึ้นเยอะเลย
คราวนี้เราไปเจาะดูกันแต่ละรายการกันดีกว่า ซึ่งต้องขอบอกไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า สำหรับสาวๆ หรือผู้ที่เซนซิทีฟต่อความน่ารักหากเห็นหน้าตาของอาหารเซ็ตนี้ใกล้ๆ แล้วอาจจะถึงขั้นอดใจไหวต้องร้องกรี้ดออกมาเบาๆ และหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปลงโซเชียลแบบรัวๆ แน่นอนครับ
เราไปดูที่เมนูแรกกันเลยกับ Chicken & Egg Sandwich หรือแซนวิชไก่นั่นเอง รายการนี้อร่อยดีครับ หอมไข่ รสชาติถูกปาก
ต่อกันที่ Smoked Salmon with Dill Cream Cheese หรือขนมปังกรอบหน้าแซลมอนรมควัน รายการนี้รสชาติกลางๆ อยู่ในระดับมาตรฐาน ตัวขนมปังจะเป็นแบบแข็งนะครับ จับถนัดมือกัดแล้วไม่มีเศษร่วง โดยถ้าเราสังเกตดีๆ ในแซลมอนชิ้นนี้รวมไปถึงอาหารอีกหลายชนิดเค้าจะมีส่วนผสมของดอกไม้ปนอยู่ในอาหารด้วย ซึ่งนี่แหละเป็นกิมมิคที่สำคัญของอาหารเซ็ตนี้ โดยดอกไม้เหล่านี้เราสามารถกินมันเข้าไปได้หมดเลยนะครับ ผมพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว ><
ถัดมาเป็น Sliced Smoke Duck Breast หรือขนมปังกรอบหน้าเป็ดรมควัน ตัวขนมปังเหมือนกับแซลมอนเมื่อกี้ แต่รสชาติโดยรวมผมชอบมากกว่าแซลมอน เพราะรู้สึกว่าเป็ดรมควันเค้าทำออกมาได้กลมกล่อมและหอมดี
ต่อกันด้วยรายการนี้ รายการที่ผมกับภรรยายกให้เป็นที่สุดของอาหารคาวและที่สุดของเซ็ตนี้เลย นั่นก็คือ Crispy Prawn & Crab หรือปอเปี๊ยะปูและกุ้งนั่นเอง รายการนี้มันอร่อยมากกกกกกกกก อยากจะกินอีกซัก 10 อันเลยทีเดียว
ปิดท้ายกับอาหารคาวด้วยสโคน สำหรับรายการนี้ผมว่ารสชาติกลางๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ และก็แป้งแอบร่วนไปหน่อย แต่ตัวแยมสตรอเบอรี่ของเค้าอร่อยดีครับ เนื้อเข้มข้น ความหวานกำลังดีเลย
ก่อนจะไปต่อกันที่ของหวาน ผมอยากจะบอกว่าในช่วงเวลา 14.00-16.00 น. ของวันเสาร์-อาทิตย์นั้น ที่ห้องอาหาร Vertigo TOO แห่งนี้จะมีนักร้องมาร้องเพลงและเล่นดนตรีสดด้วยนะครับ ซึ่งเค้าร้องได้เพราะมาก ผมนี่จิบชาไป กินขนมไป ฟังเพลงไป ดูวิวไป ทำเอาเคลิ้มและฟินมากๆ ครับ
และนี่ก็คือวิวที่ผมบอกว่ามันทำเอาผมเคลิ้มและฟินมากๆ วิวกรุงเทพและโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา 180 องศา สวยมากกกกกครับ ขนาดวันที่ผมไปนั้นอากาศไม่ดีเลย ท้องฟ้าไม่สดใสเหมือนมีฝุ่นในอากาศเยอะ วิวมันยังสวยขนาดนี้ หากเป็นวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าเปิด และช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลาลับขอบฟ้านี่ บอกเลยว่ามันจะฟินมากกว่านี้อีกหลายเท่าเลย
สำหรับวิวที่เห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาแบบนี้ จะเห็นแค่ฝั่งเดียวของห้องอาหารนะครับ ดังนั้นต้องเลือกที่นั่งกันดีๆ ไม่งั้นอาจจะไม่ได้เห็นมุมนี้กัน
เอาล่ะ ฟังเพลงเพราะๆ ไปแล้ว ดูวิวสวยๆ ไปแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาที่เราจะกลับมาลุยของหวาน 6 รายการกันต่อ เริ่มจากเมนูนี้เลยแล้วกัน เมนูนี่ผมชอบมากที่สุด “ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูนี้ผมว่าเชฟเค้าช่างคิดและทำออกมาได้ดีมาก ด้วยการทำข้าวเหนียวมะม่วงมาขนาดพอดีคำ และก็มีหลอดที่บรรจุน้ำกะทิเสียบมาที่ชิ้นข้าวเหนียวมะม่วงด้วย เวลาที่เราจะกินก็ให้หยิบหลอดน้ำกะทิขึ้นมาแล้วก็บีบลงไปที่ตัวขนมครับ
อยากจะบอกว่ามันอร่อยมากกก มะม่วงหอมลงตัวสุดๆ ไปเลย
ต่อกันที่ของหวานอย่างที่สอง Lavender Éclair หรือเอแคลร์ลาเวเดอร์ รายการนี้อร่อยมากเช่นกัน รสชาติไม่หวานมาก และนอกจากที่ด้านนอกจะมีดอกลาเวนเดอร์และผงสีม่วงโรยมาแล้ว ไส้ของเอแคลร์ยังเป็นสีม่วงเช่นเดียวกันด้วยครับ
ต่อกันที่ Chocolate Brownie with Rose & Berries Sauce ช็อคโกแลตบราวนี่ ที่ด้านบนมีเบอร์รี่ลูกโตๆ โปะมาด้วย สำหรับรายการนี้อร่อย เข้มข้นรสช็อคโกเลต สายช็อคโกแลตน่าจะชอบครับ แล้วก็เบอร์รี่ที่เค้าใส่มายังเป็นผลเบอร์รี่สดอีกด้วย
รายการถัดไปคือมาการอง ซึ่งจริงๆ แล้วตามเมนูจะต้องเป็น Red Velvet Cake with White Chocolate แต่วันนี้ทางเชฟขอเปลี่ยนแปลงรายการนิดนึง โดยมาการองของที่นี่นั้นจะไม่ได้ประกบมาเป็นชิ้นเหมือนที่อื่นๆ แต่จะทำการแยกฝาออกคนละข้างโดยมีผลไม้สดแปะไว้ด้านบน และที่ด้านล่างของมาการองหากพลิกดูจะมีโลโก้ของห้องอาหารเขียนไว้อยู่ด้วยครับ
สำหรับรสชาติของรายการนี้ก็อร่อยดี ไม่หวานมากจนเกินไปครับ
รายการถัดไปเป็นทาร์ตบลูเบอร์รี่ แน่นอนว่าบลูเบอร์รี่ก็เป็นบลูเบอร์รี่สดเช่นเดิม รสชาติอร่อยดีครับ
ปิดท้ายของหวานด้วย Elderflower Cheese Cake ชีสเค้กที่เป็นช็อคโกแลตเข้มเลย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบช็อคโกแลตอย่างผมก็คิดว่ามันเข้มเกินไป แต่สำหรับหลายๆ คนมันอาจจะพอดีครับ @_@
เอาล่ะ ขนมที่มีส่วนผสมของดอกไม้ก็กินกันไปแล้ว Mocktail กับ Cocktail ที่มีส่วนผสมของดอกไม้ก็กินไปแล้วอีกเหมือนกัน หากไม่มีชาที่มีส่วนผสมของดอกไม้มาชิมในมื้อนี้ด้วย มันก็คงแปลกๆ ใช่มั้ยล่ะครับ โดยสำหรับคนที่เลือกสั่งชานั้น นอกจากเค้าจะสามารถเลือกสั่งชาปกติทั่วๆ ไปได้แล้ว เค้ายังสามารถที่จะเลือกสั่งเป็น Flower Tea หรือชาดอกไม้สุดพิเศษมาแทนก็ได้ครับ โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน แต่ผมกับภรรยาได้ลองแค่ชนิดเดียวก็คือ Voyage, Budha Iced Flower Tea Fujian Spring โดยการเสิร์ฟนั้นจะมาเสิร์ฟเป็นกาใสๆ เช่นเดิม แต่ทีเด็ดของชานี้ก็คือเราจะเห็นดอกไม้ดอกใหญ่ๆ อยู่ในกาชา และเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ ดอกไม้ที่อยู่ในกาชาจะค่อยๆ บานออกทีละนิดๆ ครับ
สำหรับรสชาติของ Voyage, Budha Iced Flower Tea Fujian Spring โดยส่วนตัวนั้น ผมว่ามันอ่อนและบางไปหน่อย แทบจะไม่รู้รสชาติถึงความเป็นชาเลย โดยถ้าผมต้องเลือกเครื่องดื่มเพียงแค่ชนิดเดียวสำหรับมื้อนี้ผมคงเลือกเป็น Mocktail หรือ Cocktail มากกว่าเพราะมันแปลกแล้วก็ทานแล้วรู้สึกสดชื่นกว่าครับ
ตอนนี้เราก็สำรวจชุด High Tea ชุดนี้กันเรียบร้อยหมดแล้ว ทีนี้ก่อนจะไปถึงบทสรุป ผมมีอีกทริคนึงจะบอกสำหรับคนที่ไม่ได้นั่งโต๊ะที่สามารถชมวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาสวยๆ ได้ นั่นก็คือ หากคุณนั่งทานอาหารที่ห้องอาหาร Vertigo TOO ถึงราวๆ  17.00 น. ก่อนที่คุณจะกลับ ผมอยากให้คุณเดินขึ้นบันไดต่อไปยังชั้น 61 ซึ่งเป็น Roof Top และเป็นที่ตั้งของ Moon Bar เพราะที่นี่คุณจะสามารถชมวิวสวยๆ ของกรุงเทพได้ถึง 360 องศาเลยครับ เรียกว่าวิวดีกว่าชั้น 60 เมื่อกี้อีกและไม่มีกระจกอะไรมาบัง เรียกว่าเห็นชัดๆ กับสองตาเราเลยครับ
และขอบอกเลยว่าบริวณชั้นนี้วิวสวยและบรรยากาศดีมากๆ ใครที่มีแฟน ใครที่กำลังจะขอใครเป็นแฟน ใครที่กำลังจะขอใครแต่งงาน อยากให้มองที่นี่ไว้เป็นตัวเลือกครับ เพราะวิวแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้มันจะทำให้ค่ำคืนนั้นของคุณโรแมนติคและเพิ่มโอกาสสำเร็จมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยครับ
เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูข้อสรุปของมื้อนี้กันดีว่า ว่าเบ็ดเสร็จในแต่ละหัวข้อแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ
รสชาติอาหาร : ดีเลยครับ นอกจากกิมมิคและหน้าตาอาหารที่สวยงาม มีการหยิบจับเอาดอกไม้มาผสมในอาหารได้อย่างลงตัวแล้ว รสชาติอาหารคาวหวานแทบจะทุกรายการอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก มีเพียงบางรายการเท่านั้นที่อยู่ในระดับกลางๆ มาตรฐาน ส่วน Mocktail และ Cocktail ทั้ง 2 แก้ว ก็อร่อยสอบผ่านสบายๆ ถ้าจะติดก็คงมีติดเรื่องชาดอกไม้ที่วันนี้ผมได้ลองชิมนี่แหละครับ ผมคิดว่าชามันบางจนแทบจะไม่รู้รสชาติความเป็นชาซักเท่าไหร่ ซึ่งไม่แน่ว่าหลายๆ คนอาจจะชอบชาแบบนี้ก็ได้ครับ
ความหลากหลายของอาหาร : จำนวนอาหารคาวหวานในเซ็ตทั้งหมด 11 อย่าง ก็ถือว่าอยู่ในมาตรฐานของการกินอาหารประเภทนี้แต่สิ่งที่แตกต่างและเพิ่มความหลากหลายของที่นี่คือนอกจากจะมีชาธรรมดาให้เลือกทานแล้ว ยังมีชาดอกไม้, Mocktail, Cocktail ต่อเรื่อยไปยังถึงแชมเปญเลย ดังนั้นน่าจะทำให้หลายๆ คนชอบเลยครับ
ความสะอาดของร้าน : ด้วยมาตรฐานโรงแรมระดับนี้แล้ว ไร้ซึ่งปัญหาและความกังวลในข้อนี้ได้เลย
การบริการของพนักงาน : บริการดีจนถึงดีมาก ขยัน ช่างพูด ช่างแนะนำสุดๆ บอกเลยว่าใครที่มาคนเดียวแล้วเจอพนักงานที่ชื่อคุณสันต์รับรองว่าคุณจะไม่เหงาแน่นอน เพราะเค้าสามารถที่จะชวนคุณคุยได้ยาวเป็นชั่วโมงเลยครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : นี่อาจจะเป็นจุดด้อยเล็กน้อยของโรงแรมที่อยู่แถบนี้เพราะว่าทำเลที่ตั้งจะไม่ได้อยู่ใกล้กับ MRT หรือ BTS แบบชนิดที่มีทางเดินเชื่อมถึง โดยสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ MRT ลุมพินีซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 600 เมตรครับ เรียกว่าถ้าจะเดินนั้นก็พอไหวแต่ถ้าเอาสะดวกก็อาจจะต้องใช้การต่อรถ Taxi หรือจักรยานยนต์เอา ส่วนใครที่ขับรถมานั้นก็น่าจะสะดวกสบายกว่าหน่อยเพราะที่จอดรถของโรงแรมเยอะมาก แต่ก็ต้องดูเวลาในการขับรถมานิดนึงนะครับ เพราะบางช่วงเวลาถนนเส้นนี้ก็ติดสาหัสมากๆ
ความคุ้มค่า : บอกเลยสั้นๆ ง่ายๆ ว่าอาหารหน้าตาแบบนี้ วัตถุดิบแบบนี้ รสชาติแบบนี้ วิวห้องอาหารแบบนี้ กับราคา 1,100 ++ บาท/เซ็ต นั้นคุ้มค่ามากมายครับ
สรุป : หากคุณกำลังหาสถานที่เอาไว้คุยกับเพื่อนฝูง แฟน หรือคนที่คุณกำลังพยายามทำคะแนน และอยากให้เค้าเกิดความประทับใจ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอากัปกริยาการกิน ระยะเวลาที่สามารถกินได้ รวมไปถึงอยากได้ความเป็นส่วนตัว เงียบๆ ไม่อยากไปวุ่นวายกับใคร High Tea Set ของห้องอาหาร Vertigo TOO ของโรงแรม Banyan Tree Bangkok เป็นอีกตัวเลือกนึงที่ดีเลยครับ อาจจะเดินทางลำบากนิดนึงสำหรับคนที่ไม่มีรถ แต่ถ้าสามารถหาวิธีไปถึงโรงแรมได้ ผมว่ามันคุ้มค่ามากครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้าครับ สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องราวการรีวิวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจ สามารถกดติดตามได้ที่เพจ ภรรยาหา สามีใช้ และสำหรับท่านที่อยากจะได้ข้อมูลของร้านนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลตามลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ
Facebook : Vertigo TOO
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like