Travel Review

[SR] Fukushima : จังหวัดใกล้โตเกียว กับสถานที่เที่ยวห้ามพลาด

posted by ภรรยาหา สามีใช้ September 25, 2017 0 comments
A : นี่เธอ ไปฟุกุชิมะ (Fukushima) กันมั้ย?
B : อ๊ะ….เธอพึ่งไปมาเองนี่ จะกลับไปอีกแล้วเหรอ?
A : ใช่แล้ว มันยังอีกหลายที่เลยที่รอบที่แล้วอยากไปแต่ยังไม่ได้ไป
B : เหรอๆๆๆ เล่าให้ชั้นฟังหน่อยสิ มันมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง…เพราะชั้นสงสัยมากว่าทำไมช่วงนี้ใครๆ ก็ไปฟุกุชิมะกัน?
A : แหม่เธอ ไม่รู้อะไรซะแล้ว ที่จังหวัดนี้เค้ามีสถานที่เที่ยวน่าสนใจเยอะแยะเลยแหละ ทั้งธรรมชาติ หรือแนวประวัติศาสตน์ก็มี เราน่ะอยากให้เธอได้ลองไปซักครั้งจริงๆ แล้วเธอจะหลงรักที่นี่เหมือนกับเรา ถ้าพร้อมแล้วก็ตามเราไปเลย!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ฟุกุชิมะ (Fukushima) คือจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ซึ่งเราสามารถเดินทางมาจากโตเกียวโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจุดเด่นของจังหวัดนี้ที่ทำให้ใครๆ ก็หลงรักคงเป็นเพราะที่นี่มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติที่สวยงามสมบูรณ์กับวัฒนธรรมและประเพณีที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ที่จังหวัดแห่งนี้ยังมีอากาศที่บริสุทธิ์ มีความสงบในแบบที่เราไม่อาจหาได้จากในเมืองใหญ่ๆ และในวันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 16 ที่เที่ยว ที่จะทำให้คุณรู้จักและหลงรักฟุกชิมะมากขึ้นครับ

 

1. เก็บผลไม้ที่ Fruit Line

ด้วยความที่ Fukushima มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ก็เลยทำให้จังหวัดนี้เป็นจังหวัดเกษตรกรรมและมีสวนผลไม้ต่างๆ มากมาย จนเกิดเป็นเส้นทางสายผลไม้ (Fruit Line) ที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น นอกจากนี้สวนผลไม้หลายๆ แห่งยังเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปเก็บผลไม้สดๆ จากต้นกินได้ไม่อั้นด้วย โดยช่วงเวลาเก็บเกี่ยวของผลไม้แต่ละประเภทนั้นก็มีตามนี้เลยครับ
  • สตรอเบอรี่ : เดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม
  • เชอรี่ : เดือนมิถุนายน ถึง กลางเดือนกรกฎาคม
  • ลูกพีช : กลางเดือนกรกฎาคม ถึง กลางเดือนกันยายน
  • ลูกแพร : ปลายเดือนสิงหาคม ถึง กลางเดือนตุลาคม
  • แอปเปิ้ล : ปลายเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือนธันวาคม
  • องุ่น : เดือนกันยายน ถึง กลางเดือนตุลาคม
สำหรับช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงที่ลูกพีชสุกพอดี โดยผมกับต๋งก็ได้ไปเก็บลูกพีชสดๆ จากต้นกินที่ Marue Tourist Orchard ซึ่งผมบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่อร่อย ดีงาม คุ้มค่า และคอผลไม้ต้องห้ามพลาดเลยครับ
สถานที่ : Marue Tourist Orchard
พิกัด : Fruit Line ของเมือง Fukushima
การเดินทาง : นั่ง Taxi จากสถานี Fukushima หรือจากสถานี Ioji-Mae
ค่าใช้จ่าย : ขึ้นอยู่กับประเภทของผลไม้ โดยค่าใช้จ่ายในการเก็บลูกพีชจะอยู่ที่ 860 เยน/คน/30 นาที
เวลาเปิด-ปิด : 8.00 – 17.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.fukushima-guide.jp
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

2. ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียน


หนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น “ปราสาท Tsuruga (ซึรุกะ) หรือปราสาทนกกระเรียน” ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่มีความเกี่ยวข้องกับซามูไรกลุ่มเสือขาว Byakkotai ซามูไรกลุ่มสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่น โดยปราสาทที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นปราสาทที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุณควรจะไปสัมผัสและดูด้วยตาตัวเองซักครั้ง เพราะการที่เราได้เห็นวิวสวยๆ จากบนปราสาท, ได้อ่านเรื่องราวภายในปราสาท และได้เดินชมความสวยงามรอบๆ ปราสาทนั้น ก็เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ แล้ว
นอกจากนี้สำหรับใครที่ไปในช่วงที่ปราสาท Tsuruga มีการจัดกิจกรรมพิเศษก็จะยิ่งได้เห็นอะไรที่สวยงามแปลกตากว่าคนอื่นมาก โดยหนึ่งในเทศกาลที่มีชื่อเสียงของปราสาทแห่งนี้ก็คือ เทศกาลเทียน (Painted Candle Festival) ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
สถานที่ : Tsuruga Castle
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H15 สำหรับสายสีเขียว และป้าย A26 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 410 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 8.30 – 17.00 น.
อ่านรีวิวเที่ยวปราสาทวันธรรมดา Click ที่นี่
อ่านรีวิวเที่ยวปราสาทในวันงาน Painted Candle Festival Click ที่นี่

 

3. ภูเขาอิอิโมริยามะ (Iimoriyama)


ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองไอซึวากามัตซึ จังหวัดฟุกุชิมะ เพราะที่นี่มีทั้งเจดีย์ไม้โบราณ Sazaedo ซึ่งเป็นมรดกแห่งชาติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น และสุสานของ 19 ซามูไรกลุ่มเสือขาว Byakkotai ซามูไรกลุ่มสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นที่ได้ทำการปลิดชีพของตัวเองที่ภูเขาแห่งนี้เพื่อเป็นการรักษาเกียรติของซามูไรไว้
สำหรับเจดีย์ไม้โบราณ Sazaedo นั้น เป็นเจดีย์ที่สูงขนาด 16.5 เมตร และมีอายุกว่า 200 ปีครับ โดยจุดเด่นของเจดีย์นี้คือเป็นเจดีย์ไม้รูปทรงหมุนวนเป็นเกลียวเหลี่ยมขึ้นไปจนถึงยอด และก็มีทางเดินขึ้นและลงคนละทางโดยที่ไม่สวนทางกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แสดงถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนครับ
สถานที่ : ภูเขาอิอิโมริยามะ (Iimoriyama)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H36 สำหรับสายสีเขียว และป้าย A5 สำหรับสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 400 เยน/คน เฉพาะคนที่ต้องการเข้าไปชมข้างในเจดีย์ Sazeodo หากชมส่วนอื่นๆ ภายนอกไม่มีค่าใช้จ่าย
เวลาเปิด-ปิด : 8.15 น. – พระอาทิตย์ตก (เดือนเม.ย. – ธ.ค.) และ 9.00 – 16.00 น. (เดือน ม.ค. – มี.ค.)
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

4. คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki


ด้วยความที่เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu) คือเมืองแห่งซามูไร (Samurai City) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองนี้จะมีคฤหาสน์ซามูไรที่มีขนาดใหญ่ สวยงาม และน่าไปเยี่ยมชมแบบนี้ โดยผมบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในสถานที่ที่คนชอบซามูไรและวิถีการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณต้องชอบครับ
สถานที่ : คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H24. H30 ของสายสีเขียว และป้าย A11, A17 ของสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : 850 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 8.30 – 17.00 น. (เดือนเม.ย. – พ.ย.), 9.00 – 16.30 น. (เดือน ธ.ค. – มี.ค.)
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

5. ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen)


นอกจากเมืองไอซึวากามัตซึ จะมีสถานที่สวยๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแล้ว ที่เมืองนี้ยังอุดมไปด้วยออนเซ็นที่มีคุณภาพอีกหลายแห่งด้วย โดยแหล่งออนเซ็นที่ใกล้เมืองและคนนิยมไปมากที่สุดแห่งนึงก็คือ ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ และมีโรงแรมกับเรียวกังเปิดให้บริการอยู่หลายแห่ง โดยผมคิดว่าที่นี่คือสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหรือฟื้นพลังมากๆ ครับ
สถานที่ : ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่ง Aizu Loop Bus จากสถานี Aizu-Wakamatsu แล้วลงที่ป้าย H27 ของสายสีเขียว และป้าย A14 ของสายสีแดง
ค่าใช้จ่าย : สามารถแช่ออนเซ็นเท้าได้ฟรี ส่วนการแช่ออนซ็นอื่นๆ หรือการเข้าพักขึ้นอยู่กับอัตราค่าบริการของแต่ละโรงแรม
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

6. หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchi Juku)


ที่นี่คือหมู่บ้านญี่ปุ่นที่สวยงามมาก และที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่แม้แต่คนญี่ปุ่นยังมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยประวัติคร่าวๆ ของหมู่บ้านนี้ก็คือในสมัยเอโดะ ถนนเส้นที่ผ่านหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและการค้าที่เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไอสึ (Aizu city) และเมืองอิไมชิ (Imaichi) ดังนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งที่พักระหว่างทางที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีครบทั้งอาหารและที่พัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเส้นทางสายใหม่หลายๆ สายก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งสะดวกสบายกว่า ทั้งประหยัดเวลากว่า จนทำให้มีคนที่ผ่านหมู่บ้านแห่งนี้น้อยลงเรื่อยๆ และกลายเป็นหมู่บ้านร้าง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2524 ทางการของญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาดูแลบูรณะ ปรับปรุงและขึ้นทะเบียนหมู่บ้านนี้ให้เป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ โดยในปัจจุบันนี้ตัวหมู่บ้านนั้นมีความสวยงามสมบูรณ์มาก บ้านหลายๆ หลังได้ทำการปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านขายของที่ระลึก, ร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง, ร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์มากมาย จนทำให้มีนักท่องมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปีเลยครับ
สถานที่นี้ผมบอกเลยว่าคนที่ชอบการถ่ายภาพต้องไม่พลาดที่จะมาเยี่ยมชม โดยเฉพาะที่บริเวณจุดชมวิวซึ่งอยู่บนเนินเขาถือเป็นจุดถ่ายภาพหมู่บ้านที่ดีมากครับ และสำหรับใครที่มาในช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์นั้นจะได้ชมภาพที่สวยงามสุดๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ ภาพของหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณที่มีหิมะสีขาวปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน แล้วก็มีพลุสวยงามตระการตายิงขึ้นสู่ท้องฟ้านานถึงครึ่งชั่วโมงครับ!!
สถานที่ : หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchi Juku)
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Yunokami Onsen จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปยังหมู่บ้าน
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมหมู่บ้าน
อ่านรีวิวการเที่ยวหมู่บ้านในวันธรรมดาฉบับเต็ม Click ที่นี่
อ่านรีวิวการเที่ยวหมู่บ้านในวันงานเทศกาล Snow Festival Click ที่นี่

 

7. จุดชมวิว Tono Hetsuri


ที่นี่คือจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุชิมะแห่งนึงเลยครับ โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี จะมีนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาชมความงามของภูเขา, หน้าผา, ลำธาร และสีสันของต้นไม้กันอย่างมากมาย แต่สำหรับในเดือนอื่นๆ นั้นจะมีนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไรเพราะโทนสีที่เราเห็นจะมีแค่โทนสีเขียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่เดินทางมาชมความสวยงามของหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุแล้ว ก็ควรจะแวะมาที่นี่ต่อ เพราะอยู่ห่างกันเพียงแค่สถานีเดียวเองครับ
สถานที่ : จุดชมวิว Tono Hetsuri
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Tono Hetsuri จากนั้นเดินต่อ 300-400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

8 . จุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line วิวสะพาน Daiichi Kyouryou


รถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) คือหนึ่งในเส้นทางของสายรถไฟญี่ปุ่นที่ว่ากันว่ามีความสวยงามของวิวสองข้างทางสวยที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางจากช่วงสถานี Aizukawaguchi และสถานี Aizuyanaizu จะเป็นช่วงที่มีวิวที่สวยมากๆ เพราะเป็นช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านภูเขาไปตามแม่น้ำทาดามิและข้ามสะพาน 4 สะพาน (สะพานทาดามิ 1 – 4)
สำหรับเส้นทางรถไฟสายทาดามินี้จะมีความสวยงามแทบจะทุกฤดูกาลเลยตั้งแต่ซากุระ, ใบไม้เปลี่ยนสี จนไปถึงตอนที่หิมะตก และจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line วิวสะพาน Daiichi Kyouryou นั้น ถือเป็นจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวและช่างภาพชาวญี่ปุ่นจำนวนมากนิยมมาดูความสวยงามของรถไฟขณะที่กำลังวิ่งบนสะพานโดยมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ และภูเขาที่สมบูรณ์เป็นฉากอยู่ด้านหลังครับ
สถานที่ : จุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line วิวสะพาน Daiichi Kyouryou
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มาลงที่สถานี Aizumiyashita จากนั้นนั่งรถบัสหรือ Taxi ต่อ
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

9. Koriyama City Fureai Science Center Space Park


ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และอวกาศที่ได้รับการบันทึกลงกินเนสบุ๊ค (Guinness Book) ว่ามีท้องฟ้าจำลองที่ตั้งอยู่บนตึกที่สูงที่สุดของโลกครับ โดยมีความสูงจากพื้นถึง 104.25 เมตรด้วยกัน สำหรับภายใน Koriyama Space Park นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ชั้น 22 : เป็นบริเวณ Lobby ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ชั้น 21 : เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอวกาศที่จะทำให้เราได้เห็นและเรียนรู้ว่านอกโลกของเรานั้นมีอะไรบ้าง และนักบินอวกาศนั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร
ชั้น 23-24 : เป็นโรงหนังและท้องฟ้าจำลอง
โดยชั้นที่ 22 ที่เปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรีนั้นจะเป็นชั้นที่สามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของเมืองโคริยามะแบบพาโนรามา (Panorama) ได้เลย ทำให้มีนักท่องเที่ยวแวะมาที่ชั้นนี้กันตลอดทั้งวัน ส่วนชั้นอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะชั้นที่ 21 ที่มีเรื่องราวของอวกาศ, นักบินอวกาศ และเครื่องเล่นต่างๆ ที่จะทำให้เราเข้าใกล้กับการเป็นนักบินอวกาศมากขึ้น ใครที่ชอบเรื่องราวเหล่านี้ไม่ควรที่จะพลาดมาชมที่นี่ครับ เพราะการเดินทางมานั้นง่ายมากๆ เลย
สถานที่ : Koriyama City Fureai Science Center Space Park
พิกัด : ชั้น 21-24 ของตึก Big I เมืองโคริยามะ (Koriyama)
การเดินทาง : ออกจากสถานี Koyiyama แล้วเดินต่อ 150 เมตร
ค่าใช้จ่าย : 400 เยน/คน สำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้น 21 และ 400/เยน/คน/เรื่อง สำหรับการชมท้องฟ้าจำลองหรือภาพยนต์ที่ชั้น 23-24
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

10. กินราเมนและสาเกที่เมืองคิตะคาตะ (Kitakata)


เมืองคิตะคาตะ คือเมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากสถานี Aizu-Wakamatsu เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น โดยสิ่งที่เมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงมากก็คือความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้ก่อเกิดเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตราเมนและสาเก โดยคิตะคาตะราเมนนั้น ถือเป็น 1 ใน 3 ราเมนที่สุดยอดของญี่ปุ่นเลยครับ และด้วยความสุดยอดของราเมนของที่นี่ก็เลยทำให้เมืองนี้มีร้านราเมนมากกว่า 150 ร้าน, มีคู่มือตระเวนการชิมราเมน และมีนักท่องเที่ยวมาตระเวนชิมราเมนในเมืองนี้อย่างไม่ขาดสาย แถมบางคนยังยินดีที่จะยืนรอ 2-3 ชั่วโมงเพื่อที่จะลิ้มรสความอร่อยของราเมนบางร้านเลยทีเดียว
อ้อ หลังจากที่ชิมราเมนเสร็จแล้วก็อย่าลืมแวะไปเติมความรู้ ดูกระบวนการผลิตสาเกที่พิพิธภัณฑ์สาเกที่อยู่ภายในเมืองด้วยนะครับ จะได้รู้จักเมืองนี้เพิ่มมากขึ้นครับ
สถานที่ : พิพิธภัณฑ์สาเกและร้านราเมน
พิกัด : เมืองคิตะคาตะ (Kitakata)
การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานี Aizu-Wakamatsu มายังสถานี Kitakata จากนั้นนั่งรถบัสหรือเดินเที่ยวภายในเมือง
ค่าใช้จ่าย : ไม่เสียค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สาเก ส่วนราคาราเมนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 800 – 1,500 เยน/ชาม
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

11. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquamarine Fukushima

Aquamarine Fukushima คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองอิวากิ (Iwaki) จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) โดยที่นี่คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีความใหญ่ มีความสมบูรณ์ของการจัดแสดง และมีประเภทของสัตว์ที่แสดงมากมาย ทั้งปลา, กุ้ง, หอย, ปู, นาก, สิงโตทะเล, นกพัฟฟิน และ Fennec Fox โดยสัตว์น้ำหลายๆ ประเภทที่จัดแสดงนั้นถือเป็นสัตว์น้ำที่หาดูได้ยากเลยครับ
นอกจากนี้ที่นี่ยังมีหาดจำลองและพื้นที่กิจกรรมให้เด็กๆ และครอบครัวได้มาใช้เวลาด้วยกัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความครบเครื่องเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบโลกใต้น้ำ ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาเยี่ยมเยียนเลยครับ
สถานที่ : Aquamarine Fukushima
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Iwaki แล้วลงป้ายที่ชื่อว่า Shisho Iriguchi จากนั้นเดินต่อประมาณ 400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : 1,800 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 9.00 – 17.30 น.
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

12. ตลาดปลา Lalamew


ด้วยความที่เมืองอิวากิ คือเมืองเพียงไม่กี่เมืองของจังหวัดฟุกุชิมะที่มีอาณาเขตติดกับทะเล ดังนั้นที่นี่จึงมีตลาดปลาที่ขึ้นชื่อตั้งอยู่และถือเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองอิวากิแวะมาซื้อของไปประกอบอาหารกัน นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นจุดขึ้นเรือ Day Cruise Sightseeing เพื่อชมความงามของทะเลเมืองอิวากิอีกด้วยครับ
สถานที่ : ตลาดปลา Lalamew
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Iwaki แล้วลงป้ายที่ชื่อว่า Shisho Iriguchi จากนั้นเดินต่อประมาณ 400 เมตร
ค่าใช้จ่าย : ในส่วนของตลาดปลาไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ส่วนราคาอาหารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 800 – 2,500 เยน/จาน
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

13. Spa Resort Hawaiians


ที่นี่คือสวนน้ำในร่มขนาดใหญ่ มีกิจกรรมให้ทำเยอะมากตั้งแต่การเล่น Slider ที่สนุกสนาน, Game Center ที่มีตู้เกมส์ให้เลือกเล่นมากมาย รวมไปถึงการแสดงบนเวทีที่สะท้อนถึงความเป็นฮาวาย ซึ่งด้วยความน่าสนใจอันมากมายของที่นี่ก็เลยทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยรุ่น
สำหรับใครที่ต้องการมาเที่ยวที่นี่แบบเต็มอิ่ม ก็สามารถที่จะพักที่โรงแรมของ Spa Resort Hawaiians ได้นะครับ แต่ว่าค่าที่พักก็แอบแรงอยู่ ดังนั้นก็ลองวางแผนกันดีๆ นะครับว่าจะจัดแบ่งเวลามาเที่ยวที่นี่อย่างไรดี
สถานที่ : Spa Resort Hawaiians
พิกัด : เมืองอิวากิ (Iwaki)
การเดินทาง : นั่ง Share Taxi จากตลาดปลา Lalamew / Aquamarine Fukushima หรือขึ้นรถรับส่งฟรีของ Spa Resort Hawaiians ที่สถานี Yumoto
ค่าใช้จ่าย : 3,500 เยน/คน (ไม่รวมค่าเล่นเครื่องเล่นต่างๆ อีก 200 เยน/ครั้ง) ทั้งนี้หากเข้าหลังเวลา 15.00 น. จะราคา 3,000 เยน/คน และถ้าเข้าหลังเวลา 18.00 น. จะราคา 2,800 เยน/คน
เวลาเปิด-ปิด : 10.00 – 22.15 น.
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

14. Ski Resort

ด้วยความที่จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) เป็นจังหวัดที่มีหิมะตกค่อนข้างเยอะ และหิมะที่ตกนั้นก็มีคุณภาพดี เมื่อประกอบกับธรรมชาติในจังหวัดที่มีความสวยงาม มีภูเขาน้อยใหญ่มากมาย จังหวัดฟุกุชิมะก็เลยมีลานสกีหรือ Ski Resort ที่มีชื่อเสียงอยู่เป็นจำนวนมาก โดยผมกับต๋งได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ Hoshino Resort Alts Bandai มาครับ และต้องบอกว่าเราทั้งสองคนรู้สึกประทับใจมาก ที่สำคัญมันยังใช้เงินน้อยกว่าที่เราคิดอีกด้วยครับ!!
สถานที่ : Hoshino Resort Alts Bandai
พิกัด : เมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Bandaimachi จากนั้นนั่งรถบัสรับส่งฟรีไปยังรีสอร์ท
ค่าใช้จ่าย : แล้วแต่กิจกรรมที่เล่น (ไม่มีค่าเข้า)
เวลาเปิด-ปิด : 9.00 – 17.00 น.
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

15. Tadami Snow Festival

อย่างที่ผมได้เคยบอกไปว่า Fukushima นั้นเป็นจังหวัดที่มีปริมาณหิมะตกค่อนข้างมาก โดยในบรรดาเมืองต่างๆ ในจังหวัดฟุกุชิมะนั้น เมืองทาดามิ (Tadami) ถือเป็นเมืองที่มีปริมาณหิมะตกหนักสุดๆ และตกหนักจนถึงขั้นติดอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลย
ซึ่งจากการที่เมือง Tadami นั้นมีปริมาณหนักสุดๆ แบบนี้ อีกทั้งยังมีทัศนีภาพทางธรรมชาติที่สวยงามมากมาย ทำให้ที่นี่ได้เกิดเทศกาลหิมะ (Snow Festvial) ที่มีชื่อเสียงขึ้นมา โดยเค้าจะจัดงานในวันเสาร์และอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ภายในงานจะมีกิจกรรมสนุกสนานตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังมีร้านขายของอร่อยๆ, มีสิ่งก่อสร้างสวยๆ ที่ทำจากหิมะ แล้วที่เป็นไฮไลท์สุดๆ นั่นก็คือการยิงพลุในช่วงตอนกลางคืนที่มีความสวยงาม อลังการ และยาวนานมาก โดยผมกับต๋งยกให้ที่นี่เป็นการดูพลุที่สวยงามที่สุดครั้งนึงในชีวิตของเราเลยครับ

สถานที่ : Tadami Snow Festival
พิกัด : เมืองทาดามิ (Tadami)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Aizu-Kawaguchi จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปยังเมือง Tadami
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าเข้า
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่

 

16. Inawashiro Lake

Inawashiro (อินะวะชิโระ) ที่นี่นอกจากจะเป็นเมืองที่บุคคลวำคัญระดับโลกอย่าง ดร.โนงูจิ ฮิเดโยะ (Dr.Noguchi Hideyo) จะอาศัยอยู่ในช่วงที่ท่านเป็นเด็กแล้ว ที่นี่ยังมีทะเลสาบที่มีความสวยงามอย่าง Inawashiro Lake อยู่ด้วย โดย Inawashiro Lake ถือเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสี่ของทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดที่สุดในญี่ปุ่น
สำหรับต้นกำเนิดของทะเลสาบแห่งนี้นั้นเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาบันไดเมื่อหลายหมื่นปีก่อน และนั่นเลยทำให้น้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีความเป็นกรดอ่อนๆ รวมถึงไม่มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้น้ำเลย ดังนั้นน้ำในทะเลสาบแห่งนี้จึงใสสะอาดมากจนได้รับฉายาว่า “ทะเลสาบกระจกสวรรค์” เพราะในวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง น้ำในทะเลสาบแห่งนี้จะสะท้อนภาพภูเขาบันไดที่อยู่ด้านหลังได้เด่นชัดมากครับ
ใครที่ต้องการมาเที่ยวที่ทะเลสาบแห่งนี้ ผมแนะนำให้มาในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตกนะครับ เพราะว่าจะเป็นช่วงที่ที่นี่มีความสวยงามมาก อกีทั้งยังมีฟงส์และนกเป็ดน้ำที่หนีหนาวมาอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เป็นจำนวนมากด้วย
สถานที่ : Inawashiro Lake
พิกัด : เมืองอินะวะชิโระ (Inawashiro)
การเดินทาง : นั่งรถไฟไปที่สถานี Inawashiro
ค่าใช้จ่าย : ไม่มีค่าเข้าสำหรับการชมทะเลสาบ ส่วน Dr.Noguchi Hideyo Memorial Musuem นั้นมีค่าเข้า 600 เยน
อ่านรีวิวฉบับเต็ม Click ที่นี่
และทั้งหมดนี้คือ 16 สถานที่ที่น่าเที่ยวในจังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และหากใครได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เมืองนี้น่าจะประทับใจครับ โดยใครที่มีแผนการเดินทางไปที่จังหวัดแห่งนี้ก็สามารถดูรีวิวโรงแรมต่างๆ ที่ผมเคยเข้าพักได้ที่ลิงก์ข้างล่างครับ
หวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยให้ทุกคนได้เห็นและรู้จักจังหวัดแห่งนี้มากขึ้นนะครับ ส่วนใครที่ไปญี่ปุ่นมาหลายครั้งแล้ว และกำลังมองหาสถานที่แปลกใหม่ที่มีความสวยงาม สงบ ลงตัวทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปญี่ปุ่นครั้งหน้าก็อย่าลืมมอง Fukushima เป็นหนึ่งในตัวเลือกในการเที่ยวของคุณนะครับ…..ไม่แน่ถ้าคุณไปแล้ว คุณอาจจะหลงรักที่นี่เหมือนผมก็ได้ครับ
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ และทุกคนสามารถติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมแบบใกล้ชิดได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like