ทริปนี้ก็เป็นทริปที่ 6 ของผมแล้วครับกับการเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศจอร์เจีย หนึ่งในประเทศที่ต้องบอกว่ามาแรงมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยในตอนนี้ โดยทริปนี้ผมมีจุดหมายหลักคือการไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โซนด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจอร์เจีย หรือที่เค้าเรียกกันว่าสวาเนติ (Svaneti) นั่นแหละครับ
หมายเหตุ : ภาพเกือบทั้งหมดของบทความนี้ถ่ายจากกล้อง Nikon Z6 และเลนส์ Nikon 18-35mm F3.5-4.5 G, Nikon 50mm F1.8 S, Nikon 24-70mm F4 S และ Nikon 70-300mm F4.5-5.6 G นะครับ จะมีแค่ภาพบางส่วนเท่านั้นที่ผมใช้ภาพจากกล้องอื่นเพื่อมาประกอบบทความนี้ให้สมบูรณ์ขึ้นครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ทั้งนี้พื้นที่หรือโซนที่เรียกว่า Svaneti / Svanetia ของประเทศจอร์เจียนี้ จะเป็นพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยภูเขาสูงระดับ 3,000 -5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นจำนวนมาก และเราสามารถมองเห็นหิมะตามยอดเขาต่างๆ ได้ตลอดทั้งปี โดย 10 ยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาคอเคซัสก็ล้วนแต่อยู่ในพื้นที่นี้ทั้งหมดครับ (ยอดเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า Shkhara และมีความสูงถึง 5,201 เมตร จากระดับน้ำทะเล) และแน่นอนว่าด้วยภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงมากมายแบบนี้ มันก็เลยทำให้ภูมิอากาศและอุณหภูมิของเมืองในโซนสวาเนตินั้นต่ำกว่าเมืองอื่นๆ ของประเทศจอร์เจียค่อนข้างมาก อย่างเช่นในช่วงฤดูร้อนของประเทศที่เมืองหลวงอย่างทบิลิซี (Tbilisi) มีอุณหภูมิในช่วงกลางวันสูงถึง 35 องศาเซลเซียส แต่บางหมู่บ้านในโซนสวาเนตินั้นกลับมีอุณหภูมิในตอนกลางคืนที่ระดับเลขตัวเดียวเท่านั้น และในบางคืนคุณอาจจะได้สัมผัสกับอุณหภูมิเฉียด 0 องศาเซลเซียสด้วยครับ!!
และแน่นอนว่าขนาดในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิของหลายเมืองในโซนนี้ยังต่ำจนทำให้หลายๆ คนที่ไม่ชินรู้สึกหนาวมากได้ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวเราคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องคิดจะไปกันเลยครับ หลายๆ หมู่บ้านในโซนนี้มีอากาศที่หนาวเย็นมากจนถึงขั้นต่ำกว่าลบ 20 องศาเซลเซียสอีก และเส้นทางการเดินทางหลายเส้นก็จะถูกปกคุลมไปด้วยหิมะหนาจนทำให้เราไม่สามารถขับรถไปได้ ดังนั้นหากใครที่อยากจะไปเที่ยวชมความงามของเมืองในโซนนี้ก็อาจจะต้องเลือกฤดูกาลในการไปนิดนึง โดยช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วไปนิยมไปก็จะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งตรงกับฤดูร้อนของประเทศจอร์เจีย และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับช่วง Autumn หรือใบไม้เปลี่ยนสีครับ โดยหากใครไปเที่ยวในช่วงฤดูร้อนก็จะได้เห็นทิวทัศน์ส่วนใหญ่เป็นสีเขียวขจี มีดอกไม้สวยๆ ให้ดูเยอะหน่อย รวมทั้งมีหิมะตามยอดเขามากกว่า ส่วนถ้าใครไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแม้จะเห็นหิมะตามยอดเขาน้อยลง รวมทั้งไม่มีดอกไม้อะไรให้เห็นแล้ว แต่สิ่งที่คุณจะได้กลับมาก็คือภาพของภูเขาและต้นไม้ต่างๆ ที่เปลี่ยนสีสันของใบตัวเองให้เป็นสีเหลืองและแดงแบบนี้ครับ
หมายเหตุ : ใบไม้เปลี่ยนสีของโซนสวาเนติจะเน้นไปที่สีเหลืองเป็นหลักนะครับ จะไม่ค่อยมีสีแดงซักเท่าไหร่
ส่วนนี่เป็นภาพของทิวทัศน์ต่างๆ ของโซนสวาเนติในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งตรงกับหน้าร้อนครับ ใครชอบแบบไหนมากกว่าก็เลือกเดินทางไปช่วงนั้นได้เลย โดยใครที่เลือกเดินทางไปช่วงหน้าร้อนก็จะได้เปรียบในเรื่องของเวลาเที่ยวต่อวันด้วย เพราะในช่วงนั้นพระอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้ากว่าช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้เรามีเวลาตอนกลางวันเพิ่มวันละ 2-3 ชั่วโมงเลยครับ
ใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะไปช่วงไหนดี และอยากจะดูภาพในช่วงหน้าร้อนของโซนสวาเนติเพิ่มเติมก็กดไปดูเพิ่มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลยครับ
เอาล่ะ เห็นภาพคร่าวๆ ของสวาเนติทั้ง 2 ฤดูกันไปแล้ว คราวนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าสวาเนติเพิ่มกันอีกนิดนะครับ โดยคำว่าสวาเนติเนี่ยถ้าจะแปลความหมายให้พวกเราเข้าใจง่ายๆ มันก็คือแคว้นๆ นึงของประเทศจอร์เจียที่มีความเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ภายในแคว้นก็จะประกอบไปด้วยเมืองน้อยใหญ่และหมู่บ้านเล็กๆ มากมาย เฉกเช่นเดียวกับแคว้นล้านนาของประเทศไทยประมาณนั้นแหละครับ โดยภายในแคว้นสวาเนตินั้นยังได้มีการแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ สวาเนติบน (Upper Svaneti) ที่มีเมืองเมสเทีย (Mestia) เป็นเมืองหลัก แล้วก็สวาเนติล่าง (Lower Svaneti) ที่มีเมืองเลนเตกี (Lentekhi) เป็นเมืองหลักครับ
และเท่าที่ผมทราบมาบริเวณที่มีความสวยงามของธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีนั้นจะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในส่วนของสวาเนติบนครับ แต่ด้วยความที่พื้นที่บริเวณนี้อยู่ห่างจากทบิลิซีมาก (ระยะทางจากทบิลิซีไปยังเมืองเมสเทียจะประมาณ 480 กิโลเมตร) ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของโซนนี้ที่เป็นภูเขาสูง รวมทั้งถนนหนทางส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแค่ถนน 2 เลน ดังนั้นเราจึงต้องใช้เวลาในการขับรถที่นานกว่าปกติ โดยคนขับรถส่วนใหญ่ในจอร์เจียจะแพลนใช้เวลาในการขับรถจากเมืองทบิลิซีไปยังเมืองเมสเทียประมาณ 2 วันครับ
ใครที่ตั้งใจจะไปเที่ยวในโซนนี้ก็ต้องวางแผนเรื่องจำนวนวันดีๆ นะ เพราะแค่ขับรถไปกลับเมสเทียและเที่ยวนิดๆ หน่อยๆ ระหว่างทางก็ต้องใช้เวลาประมาณ 4 วันแล้ว หากใครต้องการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในสวาเนติเพิ่มอีกก็ควรจะต้องมีวันอีกอย่างน้อย 2-3 วัน หรือรวมๆ ทั้งหมด 7-8 วันอย่างต่ำครับ ^^
หมายเหตุ : ที่เมืองเมสเทียนั้นจะมีสนามบินด้วย แต่จะเป็นสนามบินที่มีขนาดเล็กมาก เครื่องบินที่ขึ้นลงก็ขนาดเล็กสุดๆ ประกอบกับภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ทำให้ไฟลท์บินมีการดีเลย์หรือยกเลิกบ่อย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยมนั่งเครื่องบินจากทบิลิซีไปลงที่นี่กันครับ
และอีกเรื่องนึงก็คือ ณ ปัจจุบันนี้ (พฤศจิกายน 2562) ก็ยังคงไม่มีสายการบินไหนที่บินตรงระหว่างไทยกับจอร์เจีย มีแต่ต้องไปทรานสิทหรือเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศต่างๆ เช่น คาซัคสถาน, ตุรกี, บาร์เรน, ดูไบ เป็นต้น ซึ่งบางสายการบินหรือบางเที่ยวบินนั้นก็ต้องใช้เวลารอต่อเครื่องนานมาก มากกว่า 10 ชั่วโมงก็มี ดังนั้นใครที่จะไปเที่ยวจอร์เจียก็ต้องอย่าลืมคำนวนเรื่องวันเดินทางรวมถึงดูเวลาต่อเครื่องนี้ให้ดีๆ ด้วยนะครับ
หมายเหตุ : ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 จนถึงต้นปี 2563 จะมีสายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ บินตรงระหว่างไทยกับจอร์เจีย แต่เท่าที่ผมทราบมาเที่ยวบินนี้จะเป็นเที่ยวบินทดลองที่เปิดทดสอบเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งยังเป็นเครื่องบินแบบเหมาลำด้วย ดังนั้นผมก็เลยไม่มั่นใจนะครับว่าในอนาคตมันจะเป็นเช่นไร หรือราคาต่อเที่ยวบินจะน่าสนใจแค่ไหน ใครที่สนใจก็ลองติดตามข่าวสารจากทางแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เรื่อยๆ แล้วกันนะครับ
ครับ และสำหรับทริปของผมที่ทุกท่านกำลังได้อ่านอยู่นี้ ผมได้เลือกใช้บริการสายการบิน Air Astana ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่ของประเทศคาซัคสถาน บินจากไทยไปยังเมืองอัลมาตี้ ประเทศคาซัคสถาน จากนั้นก็รอต่อเครื่องเพื่อไปยังเมืองทบิลิซี ประเทศจอร์เจียต่อ โดยระยะเวลาการบินโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 11 ชั่วโมง แบ่งเป็นจากไทยไปอัลมาตี้ประมาณ 7 ชั่วโมง และจากอัลมาตี้ไปยังทบิลิซีอีกประมาณ 4 ชั่วโมงครับ ส่วนระยะเวลารอต่อเครื่องนั้นอันนี้ก็แล้วแต่เที่ยวบินแล้วแต่วันเลย บางเที่ยวก็รอไม่นาน แต่บางเที่ยวบินก็ต้องรอนานเป็นวันก็มี ซึ่งรอบที่ผมเดินทางไปในช่วงวันที่ 10-20 ตุลาคม 2562 นั้น ผมต้องรอต่อเครื่องที่เมืองอัลมาตี้เป็นเวลา 1 วันครับ และนั่นก็ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในเมืองอัลมาตี้มากมาย ใครที่มีเวลาเยอะและสนใจอยากจะไปเที่ยวเมืองนี้ซักครั้งก็ลองอ่านบทความนี้ต่อนะครับว่าสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้นั้นมีอะไรบ้าง และมันน่าจะเดินทางไปตามรอยผมหรือเปล่าครับ

 

1. Independence Square

ที่นี่หากจะให้พูดง่ายๆ มันก็คืออนุสาวรีย์ที่เฉลิมฉลองการประกาศตนเป็นอิสรภาพจากสหภาพโซเวียตนั่นแหละครับ โดยภายในพื้นที่นี้จะประกอบไปด้วยเสาสูงขนาดใหญ่ที่ด้านบนจะมีรูปปั้นมนุษย์ทองคำ (Golden Man) ขี่หลังเสือดำติดปีกอยู่, หนังสือที่มีรอยพิมพ์มือของประธาธิบดีคนแรกของคาซัคสถาน, รูปปั้นคนแก่และเด็กรวม 4 คน แล้วก็ภาพต่างๆ ที่เล่าถึงประวัติศาตร์ความเป็นมาของประเทศคาซัคสถานเมื่อหลายพันปีก่อน โดยรูปปั้นคนแก่ 2 คนด้านหลังนั้นจะแทนถึงอดีตที่ผ่านมาของประเทศคาซัคสถาน ส่วนรูปปั้นเด็กชายและหญิงด้านหน้านั้นจะหมายถึงอนาคตที่ประเทศคาซัคสถานจะมุ่งไปครับ
สำหรับใครที่ไม่ใช่สายประวัติศาสตร์จ๋า หรือไม่ได้อินอะไรกับเรื่องพวกนี้มากนัก ที่นี่เป็นสถานที่ที่ผมว่าคนมีเวลาจำกัดสามารถตัดข้ามไปได้เลย แต่หากใครที่พอจะมีเวลาก็สามารถแวะไปดูไปถ่ายรูปได้ครับ โดยบริเวณใกค้เคียงกับ Independence Square นั้นจะมีสวนเล็กๆ ให้เรานั่งพักผ่อนและถ่ายรูปได้เล็กน้อยด้วย
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : 15-30 นาที

 

2. Zenkov’s Cathedral

Zenkov’s Cathedral หรืออีกชื่อนึงว่า Ascension Cathedral คือโบสถ์หรือวิหารแบบออร์โธดอกซ์ที่มีความเก่าแก่มาก โดยโบสถ์แห่งนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีอีกครับ ตัวโบสถ์ในอดีตถูกสร้างขึ้นจากไม้ทั้งหมดและไม่ใช้ตะปูในการยึดใดๆ เลย นอกจากนี้โบถส์แห่งนี้ยังเป็นโบสถ์ที่สร้างจากไม้ที่มีความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกอีกด้วยครับ!!
ใครที่พอจะมีเวลาผมแนะนำให้แวะไปชมความงามของโบสถ์แห่งนี้กันซักครั้งนะครับ เพราะเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2562 โบสถ์แห่งนี้พึ่งจะทำการบูรณะครั้งใหญ่เสร็จสิ้น มีความสวยงามทั้งภายในและภายนอกเลย โดยหากเรามองจากภายนอกเราจะเห็นตัวโบสถ์ที่มีสีสันสดใสโดยมีสีเหลืองเป็นสีเอกและมีการตกแต่งยอดโดมด้านบนอย่างสวยงาม ส่วนภายในโบสถ์นั้นก็มีความสวยงามและอลังการมากๆ เช่นเดียวกันครับ
ทั้งนี้โบสถ์แห่งนี้จะตั้งอยู่ใจกลางสวนสาธารณะที่ชื่อว่า Panfilov Park นะครับ โดยภายในสวนนี้จะมีชาวคาซัคสถานมาเดินเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย รวมทั้งยังมีอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษชาวคาซัคสถานที่ช่วยสหภาพโซเวียตรบกับนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นบ้าน (Kazakh Museum of Folk Musical Instruments) ที่ด้านในเก็บสะสมเครื่องดนตรีพื้นบ้านไว้มากกว่า 1,000 ชิ้นด้วย ใครที่มีเวลาพอก็สามารถเดินถ่ายรูปเล่นในสวนนี้ต่อได้นะครับ
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : หากชมเฉพาะโบสถ์ 30 นาที หากต้องการเดินรอบๆ สวนด้วย ประมาณ 60 นาที

 

3. Green Market

ที่นี่คือตลาดขนาดใหญ่ที่มีการขายทั้งเนื้อสด ผลไม้สดและผลไม้แห้ง ภายในตลาดจะมีการแบ่งพื้นที่ชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นส่วนจำหน่ายเนื้อสด ส่วนไหนเป็นส่วนจำหน่ายผลไม้สดและแห้ง โดยในส่วนของเนื้อสดนั้นก็จะมีการแยกประเภทและติดป้ายอย่างชัดเจนเลยว่าเป็นเนื้อม้า, วัว, หมู หรืออื่นๆ ส่วนในโซนผลไม้สดและแห้งนั้นก็จะอยู่รวมๆ กัน และมีประเภทของให้เราเลือกซื้อมากมายครับ ใครที่ชอบทานผลไม้สดหรือผลไม้แห้งต่างๆ น่าจะถูกใจเลย เพราะคุณภาพโดยรวมของเค้านั้นผมว่าดีเลยแหละ
อ้อ ใกล้ๆ กับตลาด Green Market แห่งนี้จะมีร้านรับแลกเงินด้วยนะครับ แล้วก็ภายในตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่เค้าจะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าบางร้านเหมือนกันที่ใจดีเปิดโอกาสให้เราถ่ายรูป แต่ผมว่าจริงๆ แล้วเค้าก็หวังให้เราเข้าไปพูดคุย ชิม และอุดหนุนซื้อสินค้าเค้าแหละครับ ใครที่เป็นสายถ่ายรูปเพียวๆ ไม่คิดจะซื้ออะไรเลยก็ระวังๆ หน่อยนะครับ ^^
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : ประมาณ 30 นาที

 

4. Kok Tobe, The Green Hill

ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในจุดชมวิวมุมสูงที่สวยมากๆ ของเมืองอัลมาตี้เลยครับ โดยเมื่อเราเดินทางไปถึงยอดเขาด้านบนเราจะสามารถเห็นวิวเมืองอัลมาตี้สวยๆ รวมทั้งภูเขาหิมะต่างๆ ได้แบบเต็มตาและพาโนรามามาก นอกจากนี้บริเวณด้านบนนั้นยังมีเครื่องเล่นต่างๆ เช่น ชิงช้าสวรรค์, รถไฟ, มินิโคสเตอร์ รวมไปถึงร้านอาหารและสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ ด้วย ใครที่ชอบแนวนี้ก็เตรียมเงินกับเวลาไปให้พร้อมนะครับ โดยช่วงเวลาที่ผมคิดว่าเหมาะสมที่สุดในการมาเยือนที่นี่ก็คือช่วงค่ำๆ ก่อนพระอาทิตย์จะตก เพราะคุณจะได้เห็นวิวสวยๆ หลายช่วงเวลาเลยตั้งแต่แสงเย็น แสงพระอาทิตย์ขณะกำลังลาลับขอบฟ้า จนไปถึงช่วงมืดค่ำที่มีเฉพาะแสงของเมืองอัลมาตี้ระยิบระยับละลานตาครับ
ทั้งนี้วิธีการเดินทางมาที่ยอดเขา Kok Tobe นั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ผมว่าสะดวกที่สุดก็คือให้นั่ง Taxi มาลงที่ Kok Tobe Park ที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นก็นั่งกระเช้าชมวิวขึ้นและลงยอดเขา เพราะระหว่างทางการนั่งกระเช้าเราจะได้เห็นวิวสวยๆ อีกเพียบ โดยเราสามารถเลือกซื้อตั๋วนั่งกระเช้าได้ทั้งแบบเที่ยวเดียวหรือแบบไปกลับก็ได้ครับ (ราคาตั๋วเที่ยวเดียว 1,000 เทงเจ/คน, ราคาตั๋วไปกลับ 2,000 เทงเจ/คน)
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : ประมาณ 45 นาที สำหรับคนที่เวลาจำกัด แต่สำหรับคนที่มีเวลาเหลือเฟือผมแนะนำให้ไปช่วงเย็นๆ และอยู่ยาวๆ 1.30 -2 ชั่วโมงไปเลยครับ

 

5. Big Almaty Lake

ที่นี่คือทะเลสาบที่สวยที่สุดของเมืองอัลมาตี้ และยังถือเป็นแหล่งน้ำดื่มที่สำคัญของเมืองนี้ด้วย โดยทะเลสาบแห่งนี้จะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,511 เมตร และตั้งอยู่ในหุบเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Trans-Ili Alatau ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ Ile-Alatau ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอัลมาตี้ประมาณ 30 กิโลเมตรครับ
ทั้งนี้สิ่งที่โดดเด่นมากๆ ของทะเลสาบอัลมาตี้นั่นก็คือสีของน้ำในทะเลสาบ เพราะสีน้ำของทะเลสาบอัลมาตี้ในแต่ละวันนั้นจะมีสีที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งสีเขียวมรกต สีฟ้าอ่อน และสีฟ้าเทอร์ควอยส์ รวมทั้งยังเป็นน้ำที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก แต่ผมต้องขอเตือนทุกคนก่อนนะครับว่า ห้ามทุกคนสัมผัสกับน้ำในทะเลสาบเด็ดขาด” เพราะว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้คือน้ำที่จะไหลเข้าสู่ตัวเมืองอัลมาตี้ให้ทุกๆ คนในเมืองได้ใช้กันครับ หากใครฝ่าฝืนเผลอไปจับน้ำ หรือไปปีนอะไรมั่วๆ ทำอะไรแผลงๆ ระวังโดนจับโดนปรับนะครับ และบอกเลยว่าค่าปรับเค้าไม่ธรรมดาด้วยครับ @_@
สำหรับการท่องเที่ยวทะเลสาบอัลมาตี้นั้นเราสามารถที่จะไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเรียก Taxi จากในตัวเมืองได้เลย ค่าใช้จ่ายโดยประมาณจะอยู่ที่ 5,000 เทงเจ/คน ขึ้นอยู่กับจำนวนคนและประเภทของรถ โดยราคานี้จะเป็นราคาทั้งรับและส่งเราแล้ว รวมทั้งรถยังจะจอดรอเราเที่ยวด้วย แต่ราคานี้จะยังไม่รวมค่าเข้าอุทยานอีกคนละประมาณ 500 เทงเจนะครับ ส่วนเส้นทางการขับรถหลังจากผ่านประตูอุทยานแห่งชาติ Ile-Alatau เข้าไปแล้วนั้น แม้จะเป็นเส้นทางขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีความชันหรืออะไรโหดร้ายมากนัก เราสามารถนั่งชิลๆ ชมวิวสวยๆ ได้เลย ยกเว้นใครที่จะไปในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกหนักอันนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของคนขับรถที่มากหน่อย รวมทั้งยังต้องการรถที่มีประสิทธิภาพพร้อมกับการพันโซ่ที่ล้อด้วยครับ
ทั้งนี้โดยปกติแล้วหิมะจะเริ่มตกในเมืองอัลมาตี้ในเดือนพฤศจิกายน แต่สำหรับบริเวณทะเลสาบอัลมาตี้จะเริ่มตกก่อนตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งในวันที่ผมไปนั้นก็ได้มีโอกาสเจอหิมะตกพอดีด้วย บอกเลยว่ามันยิ่งทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีความสวยงามมากขึ้นไปอีกครับ แบบว่าสวยงามจนคิดว่าค่ารถที่จ่ายมานั้นถูกไปเลยครับ!!
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : ประมาณ 3-4 ชั่วโมง (รวมเวลาเดินทางแล้ว)

 

6. First President’s Park

ที่นี่คือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองอัลมาตี้ และอยู่ใกล้ๆ กับทางขึ้นเทือกเขา Trans-Ili Alatau ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ Big Almaty Lake ครับ ดังนั้นหากใครที่วางแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบอัลมาตี้อยู่แล้วก็สามารถที่จะแวะเที่ยวที่สวนนี้พร้อมๆ กันได้เลย เพราะมันเป็นทางผ่านอยู่แล้ว โดยภายในสวน First President’s Park นี้ จะมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 180 เอเคอร์ และมีการออกแบบสวนอย่างสวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้มากมาย อีกทั้งยังสามารถมองเห็นวิวภูเขาสวยๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะได้ด้วยครับ
ทั้งนี้หากใครที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่สวนสาธารณะแห่งนี้ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนก็จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ด้วยครับ และหากใครที่สายตาดีหน่อยก็จะได้เห็นเจ้ากระรอกตัวอ้วนพีวิ่งขึ้นลงตามต้นไม้ต่างๆ ด้วยล่ะ ><
เวลาที่เหมาะสมในการเที่ยว : ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
และทั้งหมดนี้ก็คือสถานที่เที่ยวต่างๆ ในเมืองอัลมาตี้ ประเทศคาซัคสถานที่ผมว่าน่าสนใจครับ โดยหากใครที่ต้องการจะเที่ยวทั้งหมด 6 ที่นี้ หากวางแผนดีๆ และคุมเวลาแต่ละจุดได้อย่างเหมาะสมก็จะสามารถเที่ยวจบได้ใน 1 วันพอดีๆ แต่หากใครที่เป็นสายชิลและอยากจะอยู่แต่ละที่นานๆ ไม่อยากเร่งรีบมาก ก็ควรจะต้องเลือกตัดออกไปซัก 1-2 สถานที่ โดยสถานที่ที่จะใช้เวลาเยอะกว่าเพื่อนนั่นก็คือ Big Almaty Lake เพราะมันอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองแถมยังต้องขับรถขึ้นเขาด้วย แต่ว่าที่นี่มันก็เป็นที่ที่สวยมาก และผมว่าน่าจะสวยที่สุดเลยในละแวกเมืองอัลมาตี้ครับ ดังนั้นหากไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ผมแนะนำให้ทุกคนให้ความสำคัญในการไปที่ Big Almaty Lake เป็นอับดับหนึ่งก่อน จากนั้นค่อยเลือกตัดสถานที่อื่นๆ ที่เหลือและเราชอบน้อยที่สุดออกไปมากกว่าครับ
และไหนๆ บทความนี้เราก็พูดถึงเรื่องเมืองอัลมาตี้ ประเทศคาซัคสถานเป็นส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นผมก็เลยจะขอเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศคาซัคสถานที่น่าสนใจให้ทุกคนอ่านเป็นการทิ้งท้ายบทความนี้ซัก 10 ข้อสั้นๆ นะครับ ทุกคนจะได้เห็นภาพรวมของประเทศนี้กันมากขึ้น
  1. ประเทศคาซัคสถานเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก และมีภูมิประเทศที่มีความสวยงามมากมาย มีทั้งแคนย่อน, ทะเลสาบ, ทะเลทราย และภูเขาสูง เพียงแต่สถานที่เที่ยวเหล่านี้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองต่างๆ นิดนึง ดังนั้นใครที่อยากจะไปเที่ยวชมธรรมชาติของประเทศนี้อย่างจุใจก็ควรจะต้องเผื่อวันไปเยอะๆ หน่อยนะครับ
  2. ประเทศคาซัคสถานเคยเป็นหนึ่งในสาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต แต่เมื่อปี พ.ศ. 2534 ก็ได้มีการแยกตัวเป็นเอกราชและปกครองตัวเองแบบในปัจจุบัน โดยหลังจากที่แยกตัวออกมาเป็นประเทศแล้วอาณาเขตของประเทศคาซัคสถานก็มีการติดกับประเทศต่างๆ มากมาย ทั้งจีน, รัสเซีย, คีร์กีซสถานอุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน
  3. พื้นที่ประเทศคาซัคสถานมีทั้งหมด 7 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับพื้นที่ยุโรปตะวันตกทั้งหมด และด้วยความที่ประเทศคาซัคสถานนั้นไม่มีพื้นที่ด้านใดเลยที่ติดกับทะเล ดังนั้นก็เลยทำให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ
  4. ประเทศคาซัคสถานมีประชากรอยู่ประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของประเทศที่เค้ามี โดยเมืองหลวงของประเทศในปัจจุบันชื่อ นูร์-ซุลตันและถึงแม้เมืองนูร์-ซุลตัน จะเป็นเมืองหลวงของประเทศในปัจจุบันก็ตาม แต่ว่ากันว่าเมืองอัลมาตี้ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่านั้นเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่และเจริญกว่าครับ
  5. เมืองนูร์-ซุลตัน เป็นเมืองที่ถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวงแทนเมืองอัลมาตี้เมื่อปี พ.ศ. 2541 และแรกเริ่มเดิมทีนั้นเคยมีชื่อเมืองว่าอัสตาน่า (Astana) มาก่อน และในปัจจุบันนี้ชาวคาซัคสถานหลายๆ คนก็ยังคุ้นเคยและเข้าใจเวลาที่พวกเราพูดถึงชื่อเมืองอัสตาน่าอยู่ครับ
  6. สกุลเงินของประเทศคาซัคสถานเรียกว่าเทงเจ (Tenge Kazakhstani หรือย่อสั้นๆ ว่า KZT) โดย 1 เทงเจจะมีค่าประมาณ 07-0.08 บาท (100 เทงเจ ประมาณ 7-8 บาท) แต่ทั้งนี้เพื่อความแน่นอน ทุกคนสามารถเช็คอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดได้ที่นี่ครับ
  7. ตามเมืองใหญ่ๆ ของประเทศคาซัคสถาน เช่น เมืองอัลมาตี้ จะเป็นสังคมไร้เงินสดหรือที่เรียกว่า Cashless Society แล้ว ดังนั้นประชากรส่วนใหญ่ของเค้าก็เลยแทบจะไม่ค่อยพกเงินสดกันซักเท่าไหร่ จะใช้การรูดการ์ดเป็นหลัก ไม่ว่าจะซื้อของหรือจ่ายค่าแท็กซี่ ดังนั้นหากใครที่ต้องการจะไปเที่ยวที่ประเทศนี้ก็ควรเปิดบริการบัตรเครดิตไปให้พร้อม และไม่ควรแลกเงินเป็นแบงค์ที่ใหญ่หรือมีมูลค่าสูงนัก เพราะไม่งั้นคุณจะปวดหัวกับการใช้เงินสดหรือการหาเงินทอนมากๆ ครับ
  8. ลักษณะอาหารของประเทศคาซัคสถานจะมีความหลากหลายพอควร ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ยุโรปหรือจีน และจากที่ผมได้มีโอกาสไปชิมอาหารที่ประเทศนี้มาหลายมื้อ ผมว่าอาหารเค้าดีกว่าที่จอร์เจียเยอะนะครับ ไม่ว่าจะรสชาติหรือความหลากหลาย ที่นี่ชนะขาดลอยเลย แล้วก็ชาวคาซัคสถานยังเป็นชาติที่นิยมทานเนื้อม้ามากกกก โดยตามตลาดสดต่างๆ จะมีเนื้อม้าขายกันมากมาย รวมทั้งตามร้านอาหารต่างๆ ก็จะมีเมนูอาหารที่ปรุงจากเนื้อม้าให้เราสั่งเพียบ ใครที่อยากจะทานเนื้อชนิดนี้ก็สามารถไปลองที่นี่ได้เลย
  9. ด้วยความที่ประเทศคาซัคสถานนั้นมีดินแดนส่วนนึงอยู่ติดกับประเทศจีนบริเวณมองโกล ประกอบกับครั้งนึงก็เคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ดังนั้นวัฒนธรรมหลายอย่างและหน้าตาของคนคาซัคสถานจึงมีความคล้ายคลึงกับทั้งมองโกลและมีกลิ่นอายของความเป็นรัสเซียครับ
  10. ก่อนหน้านี้ประเทศคาซัคสถานถือเป็นประเทศที่มีการขอวีซ่า (Visa) ค่อนข้างยากประเทศนึงเลย โดยนอกจากจะมีการขอเอกสารอะไรมากมายแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงและต้องใช้เวลารอนานด้วย แต่ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นมา ทางประเทศคาซัคสถานก็ได้เปิดสิทธิ์ฟรีวีซ่าเป็นการชั่วคราวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าไปท่องเที่ยวหรือพำนักอาศัยได้ไม่เกิน 30 วัน ดังนั้นใครที่สนใจอยากจะไปเที่ยวประเทศนี้ก็รีบๆ ไปช่วงนี้เลยครับ
และสำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยวเมืองอัลมาตี้อยู่ ไม่ว่าจะตั้งใจไปเองหรือไปรอต่อเครื่องเพื่อไปประเทศจอร์เจียแบบผม ผมแนะนำให้ทุกคนพักที่โรงแรม Holiday Inn Almaty นะครับ เพราะผมรู้สึกว่าที่นี่ห้องพักดี สิ่งอำนวยความสะดวกครับ อาหารเช้าโอเค ราคาไม่แรง ที่สำคัญใกล้ๆ โรงแรมยังมีที่ให้เราเดินเล่นชมวิวเล็กๆ น้อยๆ ด้วย โดยภาพด้านล่างนี้คือภาพที่ผมถ่ายจากการเดินเล่นแถวๆ บริเวณโรงแรมทั้งหมดครับ
ส่วนนี่คือภาพของห้องคร่าวๆ ครับ ใครที่ดูแล้วสนใจอยากจะทำการจอง หรือต้องการดูรายละเอียดต่างๆ ของโรงแรมนี้เพิ่มเติมก็สามารถกดที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

จองที่พัก Holiday Inn Almaty ราคาพิเศษกับ Agoda คลิ๊กที่นี่

และทั้งหมดนี้ก็คือปฐมบทของการเดินทางไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แคว้นสวาเนติ ประเทศจอร์เจียของผมครับ และเดี๋ยวบทความหลังจากนี้ผมจะพาทุกคนไปเหยียบประเทศจอร์เจียเพื่อชมความสวยงามของมันแบบเต็มๆ แล้ว แต่ระหว่างที่รอบทความตอนต่อไป ทุกคนสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับจอร์เจียอื่นๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ก่อนได้นะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และหากใครต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมก็สามารถสอบถามได้ที่เพจ ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ พบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะรู้สึกหรือได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ได้
Facebook Comments