และแล้วตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงเมืองเมสเทีย (Mestia) เมืองสำคัญของแคว้นสวาเนติตอนบนแล้วนะครับ โดยในบทความนี้ผมจะพาทุกคนตะลุยเที่ยวสถานที่น่าสนใจในเมืองเมสเทียอย่างหอคอย, พิพิธภัณฑ์เมืองเมสเทีย, ทะเลสาบคอรูดี, ชลาดีกราเซียร์ และฮัสวาลี สกีรีสอร์ทครับ แต่ทั้งนี้สำหรับใครที่จู่ๆ เปิดมาแล้วเจอบทความนี้เลย มีอาการงงๆ ว่าแล้วเรื่องราวก่อนหน้านี้มันเป็นยังไงบ้าง ก่อนที่จะมาถึงเมืองเมสเทียนั้นผมไปเที่ยวที่ไหนมาก่อนหรือเดินทางยังไง ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านเรื่องราว 2 ตอนก่อนหน้านี้ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้นะครับ
หมายเหตุ : ภาพเกือบทั้งหมดของบทความนี้ถ่ายจากกล้อง Nikon Z6 และเลนส์ Nikon 18-35mm F3.5-4.5 G, Nikon 50mm F1.8 S, Nikon 24-70mm F4 S และ Nikon 70-300mm F4.5-5.6 G นะครับ จะมีแค่ภาพบางส่วนเท่านั้นที่ผมใช้ภาพจากกล้องอื่นเพื่อมาประกอบบทความนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
Autumn Svaneti, Georgia
และสำหรับสองสถานที่เที่ยวในเมืองเมสเทียที่ผมจะขอกล่าวถึงเป็นอันดับแรกนั่นก็คือหอคอยและพิพิธภัณฑ์เมืองเมสเทียครับ โดยเฉพาะหอคอยเนี่ยน่าจะเป็นอะไรที่ทุกคนๆ ที่ได้มีโอกาสมาเมืองเมสเทียเป็นครั้งแรกจะเกิดอาหารงง และหันมาถามคนนำทริปพร้อมๆ กันว่ามันคืออะไร เพราะมันมีเยอะมาก แถมดูใหญ่และแปลกตาด้วยครับ
สำหรับหอคอยที่มีลักษณะเหมือนกับปล่องควันสูงๆ นี้ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดมันจะเป็นสถานที่ที่คนในเมืองเมสเทียในอดีตรวมทั้งคนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศจอร์เจียที่มีอุณหภูมิในช่วงฤดูหนาวแบบหนาวมากๆ ประมาณต่ำกว่าลบ 20 องศาเซลเซียส เค้าจะใช้เป็นที่พักอาศัยกันครับ เพราะในอดีตนั้นบางพื้นที่ของจอร์เจียโดยเฉพาะเมืองเมสเทียจะมีหิมะตกหนักมากจนทำให้ความสูงของหิมะสูงกว่าพื้นดินช่วงปกติเป็นอย่างมาก และทำให้ผู้คนในพื้นที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านเรือนปกติได้ ดังนั้นการที่สร้างหอคอยทรงสูงแบบนี้ขึ้นมาจึงเป็นทางแก้ปัญหาที่ดี เพราะหิมะจะไม่มีทางท่วมมิด และด้วยโครงสร้างของมันที่ทำมาจากหินขนาดใหญ่ มีความแข็งแรงสูง ไม่ค่อยมีหน้าต่างและช่องลม ก็เลยทำให้คนที่อาศัยอยู่ในหอคอยนี้มีความอบอุ่นกว่าภายนอกเป็นอย่างมากครับ
และเท่าที่ผมทราบมา ในหอคอยนี้จะมีการแบ่งเป็นชั้นๆ โดยชั้นล่างสุดส่วนใหญ่เค้าจะให้สัตว์เลี้ยงของเค้าอยู่ รวมทั้งทำเป็นห้องสุขากับเตาผิงขนาดใหญ่ ส่วนคนก็จะอาศัยอยู่บนชั้นสูงๆ ขึ้นไป เพราะเวลาที่เราทำให้ชั้นล่างมีความร้อนมีความอบอุ่นแล้ว ชั้นบนๆ ของหอคอยก็จะได้อานิสงค์รับความอบอุ่นไปด้วยครับ
ทั้งนี้ปัจจุบันหอคอยต่างๆ ในเมืองเมสเทียนั้นไม่ได้มีการใช้งานแล้ว เพราะความหนาวและหิมะในช่วงปีหลังๆ ลดลงจากในอดีตเป็นอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีของการสร้างบ้านในปัจจุบันนี้ก็ดีกว่าในอดีต ทำให้ชาวเมสเทียสามารถอาศัยอยู่ในบ้านปกติของเค้าได้ตลอดฤดูหนาว แต่อย่างไรก็ตามหอคอยหรือ Tower เหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญของเมืองนี้ เพราะนอกจากมันจะเป็นกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองแล้ว มันยังมีความสวยงามมากๆ ด้วยครับ
และสำหรับใครที่อยากจะเข้าไปสัมผัสด้านในของหอคอย อยากจะเข้าไปดูด้วยตาตัวเอง ก็สามารถเข้าไปได้นะครับ มีหลายๆ หอคอยที่เค้าเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมฟรี แต่ทั้งนี้ผมต้องขอเตือนนิดนึงนะว่าหอคอยเหล่านี้มันค่อนข้างแคบมาก โดยเฉพาะบันไดที่ทั้งแคบและชัน ดังนั้นหากใครคิดจะเข้าไปก็ควรต้องแต่งตัวทะมัดทะแมงนิดนึง รวมทั้งอย่าหิ้วสัมภาระอะไรไปเยอะเพราะมันจะขึ้นลงลำบาก และที่สำคัญควรติดไฟฉายขนาดเล็กไปด้วย เพราะมันจะช่วยทำให้เราปีนขึ้นลงบันไดได้สะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ ^^
ส่วนพิพิธภัณฑ์เมืองเมสเทียหรือชื่อเต็มๆ ว่า Svaneti Museum of History and Ethnography นั้น จะเป็นอาคาร 2 ชั้นทรงประหลาดที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับตึกเพนตากอนอยู่เล็กน้อย โดยภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีการจัดแสดงเรื่องราวที่น่าสนใจของเมืองเมสเทียและเคว้นสวาเนติเอาไว้ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ใครที่เป็นแนวเรียนรู้ประวัติศาสตร์หรืออยากเข้าใจเรื่องราวของสวาเนติให้ลึกซึ้งก็เข้าไปที่นี่ได้เลยครับ อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หาไม่ยาก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลย รับรองมองเห็นทุกคน ส่วนค่าเข้านั้นถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะคนละ 7 ลารี และเวลาเปิดปิดคือตั้งแต่ 10.00 น. – 18.00 น. ครับ (พิพิธภัณฑ์เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์)
และนอกจากพิพิธภัณฑ์ Svaneti Museum of History and Ethnography จะมีเรื่องราวดีๆ ให้คนเข้าไปดูไปศึกษาแล้ว สำหรับคนชอบถ่ายรูปการไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ เพราะบริเวณดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์เค้าจะทำเป็นสวนหย่อมเล็กๆ เอาไว้ โดยที่สวนหย่อมแห่งนี้จะสามารถมองเห็นวิวเมืองเมสเทียได้ครบ 360 องศาเลย ที่สำคัญบริเวณดาดฟ้านี้ทุกคนสามารถขึ้นได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ใครสนใจอยากดูวิวหรือถ่ายรูปมุมแบบนี้ก็ไปที่พิพิธภัณฑ์แล้วเดินอ้อมไปด้านหลังได้เลย และเดี๋ยวคุณจะเห็นบันไดเดินขึ้นไปยังดาดฟ้าครับ
ดูสถานที่เที่ยวที่อยู่ในตัวเมืองแบบที่เราสามารถเดินเท้าไปเที่ยวด้วยตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปดูสถานที่เที่ยวที่อยู่ห่างจากตัวเมืองกันบ้างดีกว่า โดยสถานที่แรกที่ผมจะพาไปก็คือทะเลสาบคอรูดี (Koruldi Lake) ทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงและอยู่เหนือจากระดับน้ำทะเลถึง 2,850 เมตรครับ
สำหรับการเดินทางไปยังทะเลสาบแห่งนี้จะมีอยู่ 3 วิธีหลักๆ ด้วยกันคือ เดิน, นั่งม้า และนั่งรถ โดยนักท่องเที่ยวชาวยุโรปส่วนใหญ่มักจะเลือกการเดินกันเป็นหลัก เพราะเค้าชอบเทรคกิ้ง จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้การนั่งม้า โดยระยะเวลาการเดินไปกลับจากเมสเทียถึงทะเลสาบคอรูดีนั้นน่าจะใช้เวลาเดินประมาณ 6-8 ชั่วโมงครับ (ระยะทางไปกลับประมาณ 20 กิโลเมตร) แต่ทั้งนี้หากใครที่ไม่ฟิตจริงๆ หรือไปเจอช่วงที่หิมะหนาก็อาจจะใช้เวลามากกว่านี้อีกได้ ดังนั้นใครที่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่สายเทรคสายลุยก็จงเลือกใช้วิธีการนั่งม้าหรือนั่งรถเอานะครับ
และแน่นอนว่าทริปนี้ผมเลือกใช้วิธีการนั่งรถครับ เพราะมันสะดวกสบายและเหมาะกับคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า แต่ถึงผมจะบอกว่ามันสะดวกสบายมากกว่าแต่มันก็ไม่ได้สบายมากชนิดที่แบบเราสามารถนั่งดูวิวสองข้างทางแบบเพลินๆ ชิลๆ นะครับ เพราะเส้นทางการขับรถขึ้นไปยังทะเลสาบคอรูดีนั้นถือว่าโหดมาก ทางขรุขระ ชัน เป็นหลุมเป็นแอ่ง และขับรถเลียบเหวเกือบตลอดทาง ใครที่คิดจะขับรถขึ้นไปเองนี่อย่าเด็ดขาดครับ ผมแนะนำว่าจ้าง Local Guide เถอะ เค้าชินทางมากกว่า มีฝีมือขับรถที่เก่งกว่า และรถที่เหมาะสมในการขับขึ้นนั้นควรเป็นรถ 4WD เท่านั้นครับ
ทางโหดไม่โหดก็ลองคิดดูนะครับ ระยะทางจากทะเลสาบถึงเมืองนั้นประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาขับรถประมาณ 45 นาทีเลย และเมื่อขับไปถึงข้างๆ ทะเลสาบรถส่วนใหญ่จะเกิดอาหารหม้อน้ำร้อนกันไปเป็นแถบๆ ส่วนคนที่นั่งในรถก็จะมีอาการปวดหัวปวดคอไปตามๆ กัน เพราะนั่งหัวโยกหัวคลอนโขกกันไปตลอดทางครับ ><
แต่เชื่อผมเถอะว่าแม้ถนนหนทางมันจะโหดร้ายแต่มันก็คุ้มค่าแก่การไปมาก เพราะเมื่อคุณไปถึงคุณจะได้เห็นวิวภูเขาหิมะที่ทั้งสูงทั้งสวยรายล้อมเราแบบ 360 องศาเลย บอกเลยว่ามันช่างสวยงามอลังการมากๆ ครับ
ส่วนทะเลสาบนั้น อันนี้ผมไม่อยากให้ทุกคนที่ไม่เคยไปคาดหวังอะไรกับมันมากนะครับ เพราะแม้ทะเลสาบคอรูดีจะเป็นทะเลสาบบนยอดเขาสูง รวมถึงมีถึง 2 ทะเลสาบด้วยกัน แต่ขนาดของทะเลสาบนั้นมันเล็กมากครับ โดยเฉพาะใครที่ไปช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางๆ เดือนมิถุนายน ขนาดของทะเลสาบจะยิ่งเล็กลงไปอีก เพราะหิมะมันยังละลายไม่หมดครับ
อ่านมาถึงตรงนี้อย่าพึ่งใจแป้วหรือเปลี่ยนแผนไปก่อนนะครับ เพราะจุดประสงค์หลักที่ผมอยากให้ทุกคนมาที่นี่มันไม่ใช่ทะเลสาบครับ มันคือบรรยากาศและความอลังการของการได้ชมวิวภูเขาสูงสุดสวยในแบบ 360 องศา มันสวยจนทำให้หลายๆ คนเอ่ยปากออกมาเลยว่ามันสูสีกับสวิสเซอร์แลนด์ได้เลย ส่วนทะเลสาบที่อยู่บนยอดเขานั้น อันนี้เราคิดซะว่ามันคือองค์ประกอบเล็กๆ ที่ช่วยทำให้เราถ่ายภาพได้สวยงามและมีองค์ประกอบของธรรมชาติที่สมบูรณ์ขึ้นแล้วกันนะครับ ^^
สำหรับภาพด้านล่างนี้จะเป็นภาพบริเวณทะเลสาบแรกที่เราเห็นนะครับ และเป็นภาพที่ผมถ่ายในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2562 โดยบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาบในช่วงนี้จะไม่มีหิมะแล้ว เราจะเห็นหิมะหลงเหลือแค่ตามยอดเขาสูงๆ ที่อยู่รายล้อมเท่านั้นครับ
แต่ถ้าใครได้ไปที่ทะเลสาบแห่งนี้ในช่วงกลางเดือนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม คุณจะเห็นอีกบรรยากาศนึงเลยครับ เพราะทุกที่รอบๆ ทะเลสาบนั้นจะเต็มไปด้วยหิมะหนาทึบ มองไปทางไหนก็จะเจอแต่หิมะ และบางครั้งคุณก็อาจจะมองไม่เห็นทะเลสาบเลยเพราะมันยังเป็นน้ำแข็งอยู่ @_@
ใครอยากเห็นวิวแบบนี้ก็ลองมาช่วงที่ผมบอกนะครับ ภาพด้านล่างนี้ผมก็ถ่ายในช่วงนั้นแหละ บอกเลยว่าสวยงามและมันทำให้ผมรู้สึกประทับใจมากๆ
แต่ในความประทับใจและความสวยงามนี้มันก็ต้องมีอะไรแลกมานะครับ เพราะในช่วงกลางเดือนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมนั้น บริเวณรอบๆ ทะเลสาบจะยังมีหิมะหนาอยู่ และคุณจะไม่สามารถขับรถมาถึงบริเวณทะเลสาบได้ คุณจะต้องเดินเท้าหรือนั่งม้ามาเท่านั้น ซึ่งผมบอกเลยว่ามันเหนื่อยและหนาวมาก อย่างตอนที่ผมไปนั้นผมก็นั่งม้าไป แต่พอไปได้แค่ 60-70% ของเส้นทาง ม้าก็เดินต่อไม่ไหวและผมต้องลงจากม้าและเดินเท้าไปต่อเองครับ T_T
ใครที่ไม่ใช่สายฟิตจริงๆ ไม่ควรมาช่วงที่มีหิมะหนาๆ แบบนี้นะครับ ควรรอให้หิมะละลายและถนนเปิดหมดก่อน แล้วนั่งรถมาจะดีกว่าครับ โดยช่วงเวลาที่หิมะบริเวณทะเลสาบและตามถนนต่างๆ จะละลายหมดนั้น เอาชัวร์ก็น่าจะเป็นช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปครับ
ส่วนนี่เป็นภาพที่ผมถ่ายบริเวณทะเลสาบที่ 2 ในช่วงเดือนตุลาคมครับ จุดที่ทะเลสาบที่ 2 อยู่นั้น จะอยู่สูงกว่าทะเลสาบแรกเล็กน้อยและเราต้องเดินเท้าขึ้นมาเองนะครับ
ส่วนนี่เป็นภาพที่ผมถ่ายระหว่างการนั่งรถขึ้นไปยังทะเลสาบครับ โดยจะเป็นภาพทั้งจากช่วงเดือนมิถุนายนแล้วก็เดือนตุลาคมซึ่งเป็นทริปล่าสุดนะครับ ที่จุดนี้จะเป็นจุดที่เรียกว่า Cross View Point เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแวะพักทานข้าวหรือผ่อนคลายร่างกายกัน เพราะจุดนี้จะอยู่ประมาณครึ่งทาง รวมทั้งมีศาลา 2 ชั้นตั้งอยู่ และยังสามารถมองเห็นวิวต่างๆ ได้สวยงามมากอีกด้วย
ชมความงามของทะเลสาบและขุนเขาสูงไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปเดินชมกราเซียร์และความสวยงามของต้นไม้กันดีกว่า โดยสถานที่ที่ผมจะพาทุกคนไปนั้นมีชื่อว่าชลาดีกราเซียร์ (Chalaadi Glacier) ครับ
ชลาดีกราเซียร์เป็นกราเซียร์ที่อยู่ห่างจากเมืองเมสเทียประมาณ 15 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้คุณจะไม่สามารถขับรถไปจนถึงจุดที่กราเซียร์ตั้งอยู่ได้เลยนะครับ คุณจะต้องจอดรถและเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร (ไปกลับ 6 กิโลเมตร) โดยเส้นทางการเดินนั้นจะเป็นทางชันสลับกับทางลาด และจะมีบางช่วงที่มีความชันถึง 40 องศา ส่วนพื้นทางเดินส่วนใหญ่นั้นจะเป็นดินผสมกรวด รวมถึงบางจุดเราต้องเดินบนหินขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องด้วยครับ ใครที่จะไปที่นี่ก็เตรียมชุดและรองเท้าไปให้ดีๆ ด้วยนะ แล้วก็ตลอดระยะเวลาการเดินนั้นจะไม่มีห้องน้ำหรือร้านขายของใดๆ เลย คุณจะต้องเตรียมเสบียงไปให้พร้อมและพร้อมที่จะเข้าห้องน้ำธรรมชาติด้วยนะครับ ><
นี่เป็นภาพของกราเซียร์ครับ โดยหากใครไปในช่วงเดือนตุลาคมก็จะเห็นสายน้ำที่ไหลมาจากกราเซียร์ใสและเยอะกว่าในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม เพราะในช่วงเดือนมิถุนายนนั้นจะเป็นช่วงที่หิมะพึ่งละลาย ปริมาณของน้ำจะยังไม่มากและน้ำจะมีความขุ่นดำจากการชะล้างหน้าดิน แต่การไปช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนั้นก็จะมีข้อดีตรงที่เราจะได้เห็นปริมาณหิมะหรือกราเซียร์บริเวณหน้าผามากกว่าครับ
ส่วนนี่เป็นภาพของบรรยากาศระหว่างการเดินและใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณชลาดีกราเซียร์ครับ สีใบไม้เหลืองๆ แบบนี้เราจะเห็นได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่ใบเปลี่ยนสีเท่านั้น หากใครมาช่วงอื่นก็จะเป็นใบไม้สีเขียวธรรมดาๆ ครับ
ปิดท้ายสถานที่เที่ยวน่าสนใจในเมืองเมสเทียกันที่ฮัสวาลี สกีรีสอร์ท (Hatsvali Ski Resort) ครับ ด้วยความที่เมืองเมสเทียนั้นเป็นเมืองที่รายล้อมด้วยภูเขาสูง มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าเมืองอื่นๆ พอควร ดังนั้นก็เลยทำให้เมืองเมสเทียกลายเป็นเมืองที่มีสกีรีสอร์ทดีๆ อยู่เยอะมาก และมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมุ่งหน้ามาเล่นสกีที่นี่ในช่วงฤดูหนาวครับ โดยหนึ่งในสกีรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงของเมสเทียนั่นก็คือฮัสวาลี สกีรีสอร์ทนั่นเอง
และถึงแม้ไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว ไม่ใช่ช่วงของการเล่นสกี ทางฮัสวาลี สกีรีสอร์ทก็ยังคงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั่วไปนั่งเคเบิ้ลคาร์จากบริเวณเมืองเมสเทียไปยังสกรีรีสอร์ทซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาสูงได้เช่นเดียวกัน โดยตลอดทางของการนั่งเคเบิ้ลคาร์คุณจะได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ได้เห็นวิวเมืองเมสเทียในมุมสูง และผมเชื่อว่าเมื่อคุณนั่งเคเบิ้ลคาร์ไปจนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คุณจะรู้สึกประทับใจกับวิวที่ได้เห็นมากๆ จนต้องร้องว้าวออกมาเลย เพราะมันสวยงามอลังการจริงๆ
Autumn Svaneti, Georgia
สำหรับภาพวิวเหล่านี้ผมถ่ายจากฮัสวาลี สกีรีสอร์ทในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฏาคม 2562 นะครับ โดยในช่วงนั้นผมได้มีโอกาสไปที่นี่ถึง 3 รอบด้วยกัน และก็เป็นที่น่าเสียดายมากที่ทริปในเดือนตุลาคมของผม วันที่ผมไปนั้นทางสกีรีสอร์ทเค้าปิดซ่อมบำรุงเคเบิ้ลคาร์พอดี ผมก็เลยไม่ได้ขึ้นไปชมวิวของที่นี่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเลย เสียดายมากๆ เพราะผมคิดว่ามันจะต้องสวยมากแน่ๆ ครับ T_T
ทั้งนี้สำหรับใครที่ดูภาพด้านบนแล้วเกิดความประทับใจ อยากจะวางแผนไปที่นี่ด้วย ผมต้องบอกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนซัก 5-6 ข้อ ดังนี้นะครับ
  1. การขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปยังฮัสวาลี สกีรีสอร์ทนั้นจะมีค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 15 ลารี โดยค่าใช้จ่ายนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายของการนั่งเคเบิ้ลคาร์ทั้งหมด 4 ครั้ง (ขึ้น 2 ครั้ง และลง 2 ครั้ง) โดยเราจะต้องไปทำการเปลี่ยนเคเบิ้ลคาร์บริเวณกลางทางด้วยครับ
  2. การนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นและลงสกีรีสอร์ทจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง (ขึ้น 30 นาที และลง 30 นาที) โดยลักษณะเคเบิ้ลคาร์จะเป็นเคเบิ้ลคาร์ตามสกีรีสอร์ททั่วไปที่ต้องนั่งห้อยเท้าลงมา และไม่ได้เป็นตู้ปิดมิดชิด ใครที่เป็นคนกลัวความสูงอาจจะต้องพิจารณาดีๆ นะครับว่าจะไปมั้ย เพราะมันสูงและต้องนั่งนานเหมือนกัน หลายๆ คนอาจจะมีใจหวิวได้
  3. การเปิดบริการเคเบิ้ลคาร์นั้นไม่แน่นอน หลายๆ วันหากสภาพอากาศไม่เหมาะสมเคเบิ้ลคาร์ก็จะไม่เปิดให้บริการและคุณจะไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ แต่หากมันเปิดบริการมันจะเปิดประมาณ 00 น. ครับ
  4. ในระหว่างการนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปนั้น อาจจะมีบางจังหวะที่เคเบิ้ลคาร์หยุดกลางอากาศได้ อย่าตกใจ และให้นั่งนิ่งๆ ไว้นะครับ
  5. เมื่อคุณขึ้นไปถึงด้านบนสุดคุณจะเจอร้านกาแฟอยู่ ภายในร้านกาแฟจะมีห้องน้ำ แต่ทั้งนี้ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านกาแฟก็อาจจะไม่ได้เปิดบริการทุกวัน ใครไปแล้วเจอร้านปิดก็ต้องหาห้องน้ำธรรมชาติเอานะครับ
  6. บริเวณฮัสวารี สกีรีสอร์ทจะมีพื้นที่ให้คุณเดินเล่นชมวิวและถ่ายรูปได้เยอะมาก ยังไงก็เผื่อเวลาเอาไว้ด้วยนะครับ โดยในความเห็นผมนั้นผมคิดว่าควรจะอยู่ด้านบนอย่างน้อยซัก 1 ชั่วโมง จะได้มีเวลาถ่ายรูปเล่นและทำอะไรมากหน่อยครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือสถานที่เที่ยวหลักๆ ที่น่าสนใจภายในเมืองเมสเทียครับ แต่ทั้งนี้มันก็ยังมีสถานที่เที่ยวอีกมากที่น่าสนใจภายในเมืองนี้ เพียงแต่มันอาจจะไม่ใช่สถานที่เที่ยวที่คนรู้จักมากนัก หรืออาจจะเป็นที่เที่ยวที่เหมาะกับคนที่มีรถหรือชอบการลุย ชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติซักหน่อย ใครที่ชอบเที่ยวแนวนี้ก็ลองหาข้อมูลเพิ่มนะครับ อย่างภาพด้านล่างนี้ผมก็ถ่ายจากการเดินทางท่องเที่ยวในเมสเทียในทริปวันที่ 11-20 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นทริปหลักในการเขียนบทความซีรี่ย์นี้ของผมครับ
Mestia, Georgia
แต่หากใครที่รู้สึกว่าการหาข้อมูลหรือการวางแผนท่องเที่ยว รวมถึงหาที่พักต่างๆ นั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยาก และอยากจะไปเที่ยวประเทศจอร์เจียกับบริษัททัวร์ที่มีความเชี่ยวชาญประเทศนี้ เน้นพาไปเที่ยวและถ่ายรูปธรรมชาติของจอร์เจียสวยๆ แบบที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่ค่อยได้ไป ก็ลองดูทริปและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง TripChillChill ทริปถ่ายภาพท่องเที่ยว ได้นะครับ เพราะทริปนี้ผมก็ไปกับเค้ามา และสถานที่ต่างๆ ที่ผมเขียนในบทความซีรีย์นี้ก็เป็นสถานที่เที่ยวที่ทาง TripChillChill เค้าพาไปเกือบหมดครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ และเดี๋ยวบทความหน้าผมจะพาทุกคนไปเที่ยวอุสกูลี (Ushguli) หมู่บ้านที่สงบ สวยงาม น่าอยู่ และเป็นหมู่บ้านที่ได้รับรองว่าเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วย ใครที่ไม่อยากพลาดก็กดติดตามแฟนเพจ ภรรยาหา สามีใช้” ไว้เลยนะครับ ผมเขียนเสร็จเมื่อไหร่จะรีบบอกเลย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือความรู้สึกที่แตกต่างจากนี้ได้
Facebook Comments