Home Travel Review Georgia, Autumn Svaneti EP.4 : บุกอุชกูลี หมู่บ้านมรดกโลกที่สูงที่สุดในยุโรป

[SR] Georgia, Autumn Svaneti EP.4 : บุกอุชกูลี หมู่บ้านมรดกโลกที่สูงที่สุดในยุโรป

0
1849
Ushguli, Svaneti, Georgia
หลังจากที่เราได้ท่องเที่ยวในเมืองเมสเทีย (Mestia) ซึ่งถือเป็นเมืองหลักเมืองใหญ่ในแคว้นสวาเนติตอนบนของประเทศจอร์เจียเรียบร้อยแล้ว หลายๆ คนที่เดินทางจนถึงเมืองเมสเทียนี้ก็มักจะแพลนไปเที่ยวอีกเมืองนึงซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนักต่อ โดยเมืองที่ว่านั้นก็คือเมืองที่ชื่อว่าอุชกูลี (Ushguli) นั่นเองครับ
หมายเหตุ : ภาพเกือบทั้งหมดของบทความนี้ถ่ายจากกล้อง Nikon Z6 และเลนส์ Nikon 18-35mm F3.5-4.5 G, Nikon 50mm F1.8 S, Nikon 24-70mm F4 S และ Nikon 70-300mm F4.5-5.6 G นะครับ จะมีแค่ภาพบางส่วนเท่านั้นที่ผมใช้ภาพจากกล้องอื่นเพื่อมาประกอบบทความนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
สำหรับภาพรวมคร่าวๆ ของเมืองอุชกูลีนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องและทุกคนเห็นภาพมากที่สุดนั่นก็ควรจะเรียกเค้าว่าหมู่บ้านแสนสวยมากกว่าครับ เพราะอุชกูลีคือชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,410 เมตร และรอบๆ หมู่บ้านนั้นถูกรายล้อมไปด้วยยอดเขาที่มีชื่อเสียงของประเทศจอร์เจียหลายยอด เช่น ยอดเขาอูชบา (Ushba) ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,710 เมตร, ยอดเขาเททนูลดี (Tetnuldi) ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,975 เมตร และยอดเขาชารา (Shkhara) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจอร์เจีย และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,193 เมตรครับ
และแน่นอนด้วยความที่หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในหุบเขาและถูกรายล้อมด้วยเทือกเขาสูงๆ สวยๆ มากมายแบบนี้ เราไม่ต้องคิดหรือจินตนาการให้ยุ่งยากเลยครับว่ามันจะสวยแค่ไหน เพราะมันสวยมากกกกกกกก แถมยังมีอากาศที่ดี มีความหนาวเย็นตลอดทั้งปีด้วยนะ อย่างในช่วงหน้าร้อนที่ผมเคยไปที่หมู่บ้านอุชกูลีแห่งนี้ในช่วงตอนกลางคืนยังมีอุณหภูมิแตะๆ 0 องศาเซลเซียสเลยครับ ส่วนหน้าหนาวนั้นไม่ต้องสืบ ช่วงกลางวันอุณหภูมิเลขตัวเดียวจนถึงติดลบ ส่วนตอนกลางคืนหรือเช้ามืดนั้นมี -20 ถึง -30 องศาเซลเซียสเลยครับ บอกเลยว่าหนาวมาก @[email protected]
Lamaria Church, Ushguli, Georgia
อ้อ แล้วก็นอกจากเรื่องวิวทิศทัศน์ต่างๆ ที่สวยงามกับอากาศที่เย็นสบายแทบจะตลอดทั้งปีแล้ว อุชกูลียังเป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนประชากรไม่มากด้วย โดยจากที่ผมลองคาดคะเนด้วยสายตา ผมว่าทั้งหมู่บ้านเค้าน่าจะมีไม่ถึง 100 หลังคาเรือนครับ และวิถีชีวิตของเค้าส่วนใหญ่ยังเป็นชาวจอร์เจียแบบท้องถิ่นที่อาศัยอยู่แบบเรียบง่าย มีความสงบ ทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก นั่นก็เลยทำให้ทุกๆ คนที่ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองแห่งนี้ต่างก็ประทับใจในบรรยากาศรวมถึงวิถีชีวิตของเค้าเป็นอย่างมากครับ และส่งผลให้ที่นี่ได้กลายเป็นหนึ่งในมรดกโลกของ UNESCO และหากนับตามลักษณะภูมิศาสตร์แล้วอุชกูลียังถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ตั้งอยู่สูงที่สุดของยุโรปอีกด้วยครับ!!!
เล่าภาพรวมเกี่ยวกับอุชกูลีไปแล้ว คราวนี้เราไปพูดถึงเรื่องของการเดินทางไปกันดีกว่าครับ โดยอุชกูลีนั้นจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจอร์เจีย ห่างจากเมืองทบิลิซีประมาณ 400 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ถนนหนทางไปส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยดี ทำให้เราไม่สามารถขับรถรวดเดียวถึงได้ เราต้องไปพักระหว่างทางก่อนซัก 1-2 คืนครับ โดยเมืองหลักๆ ที่คนนิยมไปพักระหว่างทางในคืนแรกก็คือเมืองคูไตซี (Kutaisi) ส่วนวันที่สองของการเดินทางนั้นเราสามารถที่จะขับรถตรงจากคูไตซีไปยังอุชกูลีได้เลย แต่จะใช้เวลานานหน่อย หรือหากใครมีเวลาเยอะและอยากจะแวะไปเที่ยวเมืองเมสเทียก่อน ก็สามารถขับรถไปทางเมืองเมสเทียแล้วนอนค้างอีกซักหนึ่งคืนก่อนที่จะไปยังอุชกูลีก็ได้ครับ นอกจากนี้สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวการเลือกไปยังเมืองเมสเทียก่อนนั้นก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะที่เมืองเมสเทียจะมีรถ Taxi เหมาไปอุชกูลีให้บริการเยอะมาก จะเหมาแบบไปเช้าเย็นกลับ (1 Day Trip) หรือจะไปนอนค้างซักคืนก็ได้ ลองคุยเจรจาราคากันดูนะครับ
ระยะทางจากเมืองเมสเทียไปยังอุชกูลีนั้นไม่ไกลมากนัก ประมาณ 45 กิโลเมตรเท่านั้น ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง ดังนั้นผมก็เลยอยากแนะนำทุกคนว่าไม่ว่าคุณจะอยากไปเที่ยวเมืองเมสเทียหรืออุชกูลีมากกว่า หากว่าคุณพอมีเวลาเที่ยวในจอร์เจียอีกซัก 1-2 วัน ผมอยากให้คุณจัดโปรแกรมไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ให้ครบๆ เพราะมันสวยทั้งคู่แถมยังเป็นเมืองที่อยู่ไกลจากทบิลิซีมาก ไหนๆ ก็ไปแล้ว ไปให้ครบๆ จะได้ไม่ค้างคาไม่ต้องย้อนไปอีกครับ แต่เรื่องที่ใครจะไปเที่ยวเมสเทียก่อนแล้วค่อยไปอุชกูลี หรือใครจะไปอุชกูลีก่อนแล้วค่อยไปเมสเทียอันนี้แล้วแต่ความชอบและแผนของแต่ละคนเลย สามารถไปได้หมด เส้นทางการขับรถมันสามารถเลือกไปได้ทั้งคู่ ส่วนเรื่องของสถานที่เที่ยวในเมืองเมสเทียนั้น หากใครไม่รู้ว่ามันมีอะไรน่าเที่ยวบ้างก็สามารถกดไปอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ
Mestia, Georgia
ทั้งนี้แม้ระยะทางจากเมืองเมสเทียถึงอุชกูลีจะประมาณ 45 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ถนนส่วนใหญ่ล้วนเป็นทางขึ้นเขาและแคบ ก็เลยทำเวลาไม่ค่อยได้ ใครที่ต้องการจะไปเส้นทางนี้และเป็นคนที่ขับรถไม่ค่อยเก่ง ผมแนะนำว่าให้จ้างรถ Taxi หรือเหมารถท้องถิ่นที่คนขับเค้ามีประสบการณ์มากกว่าจะดีกว่าครับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก เพราะถนนหนทางไปจะลำบากกว่าเดิมมาก นอกจากคนขับรถต้องมีความชำนาญเส้นทางสูงแล้ว ทั้งรถและล้อก็ต้องมีความพร้อมด้วย และการไปเที่ยวอุชกูลีในช่วงฤดูหนาวนั้น ผมไม่ค่อยแนะนำให้นอนค้างที่อุชกูลีเท่าไหร่นะ เพราะนอกจากตอนกลางคืนมันจะหนาวมากๆ แล้ว ร้านค้าและจำนวนโรงแรมต่างๆ ก็เปิดให้บริการน้อยกว่าปกติมาก เพราะชาวอุชกูลลีหลายคนก็อพยพหนีหนาวไปอยู่ที่เมืองอื่นเหมือนกันครับ
เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูจุดที่น่าสนใจภายในหมู่บ้านอุชกูลีกันดีกว่า มาดูกันว่ามันสวยจริงตามที่ผมได้บอกไว้มั้ย และทำไมทุกคนจากทั่วโลกถึงดั้นด้นกันมาที่เมืองแห่งนี้กัน เริ่มจากมุมยอดฮิตของหมู่บ้านนี้ก่อนเลย มุมนี้เมื่อเราขับรถไปถึงบริเวณกลางๆ หมู่บ้านเราจะสามารถมองเห็นได้เลยครับ เป็นมุมที่มีความสวยงามมากๆ โดยเฉพาะช่วงที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น บอกเลยว่าวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจนะ มันโคตรจะสวยงามเลยครับ
จุดที่สอง จุดนี้จะเป็นจุดที่อยู่ใกล้ๆ กับจุดแรก เพียงแต่เราต้องเดินขึ้นเนินไปต่ออีกซักสองสามหอบ โดยจุดนี้จะเป็นจุดที่มีหอคอย Queen Tamar ตั้งอยู่ แต่ไฮไลท์ของมันไม่ใช่หอคอยนี้ครับ แต่มันคือการที่เราจะได้เห็นวิวมุมสูงของอุชกูลีกับภูเขาหิมะด้านหลังแบบเต็มๆ ตา บอกเลยว่าสวยงามไม่แพ้มุมแรกเลย แล้วก็ภูเขาที่เราเห็นด้านหลังนั้นมันจะเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีเลยครับ เพียงแต่ในช่วงฤดูหนาวเนี่ยมันจะขาวโพลนทั้งเขาเลย
สำหรับมุมตรงหอคอยนี้เราจะสามารถถ่ายภาพอุชกูลีได้หลายช่วงเวลาเลยนะครับ ทั้งตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น, ช่วงพระอาทิตย์กำลังขึ้น, ช่วงกลางวัน แล้วก็ช่วงกลางคืนที่พระอาทิตย์ตกไปเรียบร้อยแล้ว โดยแต่ละช่วงเวลาก็จะมีสภาพแสงและความสวยงามที่แตกต่างกันออกไปครับ
และหากเราหันหลังให้มุมเมื่อกี้และเดินอ้อมไปที่ด้านหลังของหอคอย Queen Tamar เราก็จะได้เห็นมุมนี้ครับ มุมที่เห็นความสวยงามของอุชกูลีในอีกรูปแบบหนึ่ง มุมที่เห็นหอคอยและบ้านเก่าแก่เรียงซ้อนกันมากมายโดยที่มีทุ่งหญ้า, ภูเขา และสายน้ำเป็นฉากหลัง
ถัดจากมุมบริเวณหอคอย Queen Tamar หากเราเดินลงเนินกลับไปที่มุมแรกและเดินย้อนกลับไปที่ถนนบริเวณทางเข้าออกของหมู่บ้านเราก็ได้เห็นมุมนี้ครับ อีกหนึ่งมุมที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของอุชกูลี มุมที่มีแม่น้ำเล็กๆ สองสายมาบรรจบกันโดยมีหอคอยกับบ้านเก่าแก่อยู่ตรงกลาง บอกเลยว่ามุมนี้สวยงามมาก ผมพาใครไปกี่รอบทุกคนก็ประทับใจหมด ยิ่งใครที่ชอบถ่ายภาพนะยิ่งชอบสุดๆ เพราะไม่ว่าเราจะถ่ายภาพตอนเช้า, กลางวัน, เย็น หรือตอนกลางคืนที่มีดวงดาวเต็มท้องฟ้าก็สามารถถ่ายได้หมดเลยครับ แถมบริเวณรอบๆ ยังมีอีกหลายมุมที่น่าสนใจด้วยนะ
และจากมุมแม่น้ำสองสายบริเวณทางเข้าออกหมู่บ้านด้านหน้า หากเราเดินกลับเข้าไปที่ตัวหมู่บ้านอุชกูลีและสังเกตแม่น้ำที่ไหลมาทางซ้ายมือ เราจะเห็นสะพานหินเล็กๆ ที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำสายนั้นอยู่ ให้เราเดินมุ่งตรงที่สะพานแห่งนั้นเลยครับ และเดี๋ยวคุณจะเจอวิวสวยๆ ให้ถ่ายรูปเพียบ โดยเฉพาะตอนเช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นและตอนเย็นๆ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งของอุชกูลีที่ผมว่าถ่ายรูปออกมาแล้วสวยใช้ได้เลยครับ
ส่วนจุดสุดท้ายที่ผมว่าน่าสนใจมากในการมาเที่ยวที่อุชกูลีนั่นก็คือโบสถ์ลามาเรีย (Lamaria Church) ครับ โดยโบสถ์แห่งนี้จะเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาบริเวณด้านหลังหมู่บ้าน ซึ่งหากเรามองจากตัวหมู่บ้านไปก็จะได้เห็นวิวแบบนี้ครับ วิวของโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงามพร้อมกับภูเขาหิมะใหญ่โตเป็นฉากหลัง บอกเลยว่าใครได้เห็นภาพนี้ครั้งแรกต่างก็ประทับใจทั้งนั้นครับ
ยิ่งใครได้เห็นวิวมุมนี้ตอนที่พระอาทิตย์พึ่งตก ฟ้ากำลังทไวไลท์เป็นสีน้ำเงิน และดวงดาวเริ่มทอแสงบนฟากฟ้า ยิ่งประทับใจขึ้นไปอีกขั้นครับ
และหากใครที่เดินหรือขับรถไปที่โบสถ์ลามาเรียแห่งนี้คุณก็จะได้เห็นวิวสวยๆ งามๆ ของภูเขาที่อยู่รอบๆ อุชกูลีอีกเพียบ เรียกว่ามีเมมโมรี่กล้องเท่าไหร่กดถ่ายกันให้ยับเลยครับ ส่วนถ้าใครอยากจะเข้าไปชมภายในโบสถ์แห่งนี้ก็สามารถทำได้นะ เปิดประตูเหล็กเข้าไปเลย ถึงแม้ภายในโบสถ์จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากแล้วก็ไม่ได้มีความสวยงามมากนัก แต่มันก็ดูเก่าแก่และขลังดี เพราะโบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หรือราวๆ 800 ปีก่อนเลยครับ ใครมีเวลาก็ควรเข้าไปชมซักครั้ง
หลังจากที่เราชมความงามของอุชกูลีและสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวจอร์เจียแบบดั้งเดิมจนเต็มอิ่มแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราต้องโบกมือลาเมืองน่ารักที่สวยงามและแสนสงบแห่งนี้กันซักที โดยจุดมุ่งหมายต่อไปที่ผมจะพาทุกคนไปนั่นก็คือเมืองอัคคาซิเค่ (Akhaltsikhe) เพื่อชมความงามและความอลังการของปราสาทราบาติ (Rabati Castle) กับเมืองถ้ำโบราณวาร์ดเซีย (Vardzia Cave Town) ครับ แต่ระยะทางจากอุชกูลีไปยังอัคคาซิเค่นั้นไกลมาก เราไม่สามารถเดินทางวันเดียวถึงได้ เราจึงต้องขับรถไปนอนค้างที่เมืองคูไตซี (Kutaisi) ที่เราเคยนอนตอนขามาก่อน โดยเส้นทางจากอุชกูลีไปยังคูไตซีนั้นก็สามารถขับได้ 2 ทางหลักๆ ทางแรกคือผ่านทางเมืองเมสเทียเหมือนกับที่ผมเดินทางมาอุชกูลีในตอนแรก ส่วนทางที่สองก็คือขับผ่าน Zagaro Pass ซึ่งจะไม่ผ่านเมืองเมสเทียครับ ใครที่อยากจะเดินทางไม่ซ้ำเส้นเดิมก็ลองวางแผนดูนะครับว่าขามาจะมาเส้นไหน ขากลับจะกลับเส้นไหน เพียงแต่ว่าหากใครที่ต้องการขับผ่านทาง Zagaro Pass นั้น ควรจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการขับรถสูงพอควร รวมทั้งรถยังต้องมีประสิทธิภาพที่ดีด้วย (จะให้ดีต้องเป็นรถ 4WD ครับ) เพราะถนนหนทางในหลายๆ ช่วงมันโหดร้ายมากครับ ขึ้นเขาลงเขา ทางแคบ เป็นหลุมเป็นบ่อ และขับเคลื่อนไปได้ช้ามาก แต่วิวที่ได้เห็นระหว่างทางนั้นมันก็สวยงามมากเช่นเดียวกันครับ
ใครที่คิดว่าประสิทธิภาพของคนขับและรถตัวเองนั้นไหว รวมทั้งยังเป็นคนที่เมารถยาก พร้อมจะตะลุยไปในถนนขรุขระ หัวโขกโป๊กเป๊กไปกับเพื่อนๆ ตลอดทางได้ ก็เลือกผ่านเส้นทาง Zagaro Pass นี้ได้เลยครับ วิวระหว่างทางของมันสวยคุ้มค่าพอที่จะทำให้คุณลืมความเหนื่อยล้าความทรมานต่างๆ ได้อย่างแน่นอน โดยใครที่เดินทางผ่านถนนเส้นนี้ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ซึ่งเป็นหน้าร้อนของประเทศจอร์เจีย ก็จะได้เห็นภูเขากับต้นไม้เขียวๆ แบบนี้แล้วก็ดอกไม้ระหว่างทางมากมายครับ
แต่ถ้าใครไปในช่วงอื่น วิวทิวทัศน์ก็จะแตกต่างกันไปนะ อย่างในภาพด้านล่างนี้ก็จะเป็นภาพที่ผมถ่ายในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี วิวทิวทัศน์โดยรอบมันก็เลยจะแห้งๆ เหลืองๆ นิดนึงครับ
อ้อ ถนน Zagaro Pass นี้เท่าที่ผมทราบมา ในช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะเยอะๆ นั้นเราจะไม่สามารถขับรถผ่านไปได้นะครับ แล้วก็ในฤดูอื่นๆ บางทีก็จะมีบางวันเหมือนกันที่เราจะไม่สามารถขับผ่านไปได้ เพราะถนนปิดเนื่องจากสภาพถนนมีปัญหา ใครจะไปก็ลองเช็คเส้นทางดีๆ ก่อนจะไปนะครับ อาจจะต้องถามคนท้องถิ่นก่อนว่าวันนี้พรุ่งนี้จะสามารถขับไปได้มั้ย จะได้ไม่ขับไปเสียเที่ยวแล้วต้องย้อนไปมาครับ
ส่วนนี่เป็นน้ำตกที่อยู่ระหว่างทางการขับรถไปยังเมืองคูไตซีครับ ชื่อน้ำตกว่า Rachkha Waterfall ใครมีเวลาก็ลองแวะเข้าไปดูนะครับ สวยงามและเป็นการพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้ดีเลย
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าที่ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับปราสาทราบาติ (Rabati Castle) กับเมืองถ้ำโบราณวาร์ดเซีย (Vardzia Cave Town) โดยบทความหน้านั้นน่าจะเป็น EP หรือตอนสุดท้ายของซี่รี่ย์ Georgia, Autumn Svaneti นี้แล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาโดยตลอด และหากใครไม่อยากพลาดทุกบทความของผมก็สามารถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ ภรรยาหา สามีใช้” นะครับ ผมเขียนเสร็จเมื่อไหร่จะรีบแปะลิงก์ให้อ่านกันเลย ^^
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือความรู้สึกที่แตกต่างจากนี้ได้
Facebook Comments