ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าประเทศจอร์เจีย ประเทศที่อยู่ห่างไกลจากประเทศไทยถึง 11 ชั่วโมงในการบินแบบนี้จะกลายเป็นประเทศที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวมากที่สุดในรอบ 2 ปีนี้ โดยนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผมได้มีโอกาสไปจอร์เจียถึง 5 ครั้งแล้วครับ!!! และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดภายในปีนี้ผมก็น่าจะต้องเดินทางไปที่นี่อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 6 ครั้งในรอบ 2 ปีเลย @_@
ไปบ่อยๆ แบบนี้หลายคนก็คงสงสัยใช่มั้ยครับว่ามันมีอะไรดีขนาดนั้น ซึ่งผมก็ขอตอบตามตรงครับว่าส่วนนึงที่ผมไปบ่อยๆ ก็เพราะงานที่ผมต้องทำ แต่อีกส่วนนึงที่ผมไม่คิดจะปฏิเสธในการเดินทางไปประเทศนี้เลยเพราะประเทศจอร์เจียนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสน่ห์และมีความสวยงามมากกกกก ไม่เชื่อก็ดูรูปเหล่านี้เป็นน้ำจิ้มก่อนได้เลยครับว่ามันสวยงามแค่ไหนครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
และเพื่อให้ทุกคนเห็นจุดเด่นกับข้อมูลที่สำคัญของประเทศนี้แบบง่ายๆ ผมก็เลยทำการสรุปออกมาเป็นข้อๆ ให้ทุกคนอ่านตามนี้ครับ
1. ประเทศจอร์เจียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานมาก มีภาษาและอารยธรรมเป็นของตัวเองมามากกว่า 3,000 ปี และเป็นประเทศที่มีธรรมชาติสวยงามตระการตาสุดๆ จนหลายคนต้องให้คำนิยามมันว่า “วิวสวิสเซอร์แลนด์ แต่ราคาเมืองจีน” แต่เชื่อมั้ยแม้ผมจะไม่เคยไปสวิสเซอร์แลนด์ แต่ผมว่าสวิสเซอร์แลนด์น่าจะสวยกว่านะ ส่วนเรื่องราคานั้นก็แน่นอนว่าไปจอร์เจียถูกกว่าสวิสเซอร์แลนด์แน่ฮะ ><
2. ธรรมชาติของประเทศจอร์เจียนั้นนอกจากจะมีความสวยงามและมีความหลากหลายแล้ว ยังมีความบริสุทธิ์ สมบูรณ์ และดิบอยู่มาก ใครที่เป็นสายท่องเที่ยวธรรมชาติชอบเทรค ชอบลุย ชอบเดินข้ามเขาไม่ควรพลาดที่จะไปที่นี่เลยครับ เส้นทางเดินเทรคหลายเส้นสวยงามตระการตาสุดๆ แต่แน่ล่ะว่าของสวยๆ นั้นมันก็ต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก โดยบางเส้นทางการเดินของเขานั้นต้องใช้เวลาในการเดินป่านานถึง 6 วัน 5 คืนเลย
3. นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว อารยธรรมและสถาปัตยกรรมของประเทศนี้ก็ยังมีความสวยงามมากอีกด้วย โดยเฉพาะโบสถ์กับบ้านต่างๆ ที่ดูแล้วเหมือนสถาปัตยกรรมยุโรปมากกว่าสถาปัตยกรรมเอเชีย (หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วจอร์เจียนั้นเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชียนะครับ แต่ด้วยความที่เค้าอยู่สุดขอบของเอเชียตะวันตกและมีอะไรที่คล้ายยุโรปพอควร ประเทศนี้จึงได้ชื่อว่าประเทศสองทวีปครับ)
4. ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจอร์เจียมีอัธยาศัยดีมาก แต่ส่วนใหญ่เค้าจะพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้นะครับ เพราะภาษาหลักเค้าคือภาษาจอร์เจียกับรัสเซีย และด้วยความที่ประเทศเค้านั้นมีประชากรเพียงแค่ประมาณ 4-5 ล้านคน ดังนั้นการดำเนินชีวิตประจำวันของเค้าจึงค่อนข้างชิลๆ และอยู่ติดกับธรรมชาติพอควรครับ
5. เราสามารถไปเที่ยวประเทศจอร์เจียได้ตลอดทั้งปี ทั้งหน้าร้อน, ใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูหนาว และเราไม่ต้องยุ่งยากหรือปวดหัวกับการขอวีซ่าเลย เพราะคนไทยสามารถไปเที่ยวจอร์เจียได้ 1 ปี โดยไม่ต้องขอวีซ่า!! โดยในแต่ละฤดูกาลนั้นเราก็จะได้เห็นทัศนียภาพต่างๆ ที่สวยงามแตกต่างกันไป แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่าหากใครคิดจะไปเที่ยวจอร์เจียในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเดือนธันวาคมถึงมีนาคม คุณจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวมากถึงขั้นติดลบ 20 องศาเซลเซียส ปริมาณหิมะมหาศาล รวมทั้งเส้นทางบางแห่งก็จะไม่สามารถขับรถไปได้ครับ เราต้องทำการเดินด้วยเท้าหรือขี่ม้าไปเท่านั้น @_@
6. ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินไหนที่บินตรงจากไทยไปจอร์เจีย มีแต่แบบต้องไปต่อเครื่องตามประเทศต่างๆ โดยระยะเวลาในการบินจากไทยไปจอร์เจียส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 11 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาต่อเครื่อง) ส่วนค่าตั๋วเครื่องบินจะอยู่ประมาณ 18,000 – 25,000 บาทต่อคน (ไป-กลับ) แต่ทั้งนี้บางคนอาจจะเจอราคาตั๋วเครื่องบินที่ถูกกว่านี้แต่ก็ต้องแลกกับเวลาการบินที่ไม่ค่อยดี ต้องรอต่อเครื่องนานครับ
7. จุดเด่นของประเทศจอร์เจียในมุมมองของสายกินอย่างผมก็คือผลไม้ถูกและดี รวมถึงไวน์ก็มีราคาถูกมากๆ ด้วย ใครที่ชอบกินไวน์บอกเลยว่าเปรมมาก ขวดละ 200-300 บาทนี่ก็โอเคมากๆ แล้ว ส่วนในเรื่องราคาอาหารนั้นค่ากินโดยเฉลี่ยต่อมื้อจะอยู่ที่ 150 บาท/คน (อาหารแบบกลางๆ ไม่ได้หรูหราหรือเยอะอะไรมาก) แต่ทั้งนี้อาหารของจอร์เจียนั้นจะไม่ค่อยหลากหลายนะครับ เค้าจะเน้นแป้ง ขนมปัง ชีส แตงกวา และมะเขือเทศเป็นหลัก ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ซักเท่าไหร่ แล้วก็รสชาติเค็มนำ คนไทยส่วนใหญ่ก็เลยมักจะมีปัญหาเรื่องของการกินอาหารเวลาไปเที่ยวที่นี่ ใครที่เป็นคนทานอะไรยากหน่อยหากจะไปเที่ยวจอร์เจียก็ต้องเตรียมตัวไปดีๆ หน่อยครับ
8. ในเรื่องของค่าที่พัก ถ้าเอาแบบนอนห้องละ 2 คน ห้องน้ำในตัว เกรดแบบพอนอนได้ก็จะราคาประมาณ 700-800 บาทต่อคืน (ถ้าเป็นในเมืองใหญ่ราคาก็จะแพงกว่านี้) ส่วนที่พักถูกๆ แบบ 200-300 บาทต่อคืนนั้นมักจะเป็นที่พักตามชนบทหรือเมืองเล็กๆ และเป็นที่พักแบบ Hostel (โฮสเทล) ที่ต้องนอนรวมหลายๆ คน รวมถึงต้องใช้ห้องน้ำรวมครับ ใครที่ไม่ใช่สายถึก สายลุย อยากได้ความเป็นส่วนตัวหน่อยก็ควรเผื่อเงินค่าที่พักไปเผื่อด้วยนะครับ
9. สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยวแนวสถาปัตยกรรม โบสถ์ ปราสาทเก่า อันนี้ก็จะเที่ยวง่ายหน่อย เพราะตามเมืองใหญ่ๆ เค้าจะมีแพคเกจ 1 day trip สถานที่เที่ยวดังๆ จำหน่ายอยู่พอควรครับ แต่หากใครต้องการจะไปเที่ยวแนวธรรมชาติและต้องการไปต่างจังหวัดไกลๆ อยากเห็นเทือกเขาหิมะสูงๆ เยอะๆ อันนี้จะลำบากหน่อย เพราะการเดินทางหลักๆ นั้นเราจำเป็นต้องเช่ารถขับหรือเหมารถท้องถิ่นครับ แถมถนนหลายเส้นของประเทศนี้ยังฮาร์ดคอร์ชนิดต้องใช้รถ 4wd เท่านั้นถึงจะไปได้ ใครเมารถง่ายหน่อยต้องระวังให้ดีๆ เลย แต่ทั้งนี้หากใครที่มีงบประมาณจำกัดจริงๆ อยากจะเซฟเงินให้มากที่สุดก็พอทำได้เหมือนกันครับ เพียงแต่ต้องมีเวลาซักหน่อย เพราะเราต้องใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถบัส, รถไฟ ไปยังเมืองใหญ่ๆ ก่อน จากนั้นก็ใช้การโบกรถต่อไปยังเมืองที่เล็กลงเรื่อยๆ หรือไม่ก็หาคนมาช่วยแชร์ค่ารถเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งถ้าเราโบกหรือหาคนมาช่วยแชร์ไม่ได้เราก็ต้องเดินเท้าต่อเองครับ (ฝรั่งหลายๆ คนก็ใช้การเดินเท้าข้ามเมืองกัน ซึ่งบางทีก็อาจจะต้องเดินกันเป็นวันเลย)
10. หากใครคิดจะไปเที่ยวจอร์เจียและไม่ใช่สายถึกสายลุย อยากจะเที่ยวแบบโอเคหน่อย ไม่ต้องลำบากมากนัก ได้นอนห้องพักห้องละสองคน มีห้องน้ำในตัว และได้ออกท่องเที่ยวหลายเมือง ไม่ได้อยู่แต่ในเมืองเดิมๆ ผมว่าควรต้องมีเงินซัก 40,000 – 45,000 บาทครับ และควรต้องไปอย่างน้อย 8 วัน (ถ้าใครสามารถไปได้ 10-12 วันจะดีมาก) เพราะแค่ค่าตั๋วเครื่องบินก็ประมาณ 20,000 บาทแล้ว รวมถึงเรายังต้องใช้ระยะเวลาในการบินไปกลับไทย-จอร์เจีย ไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง (รวมระยะเวลารอต่อเครื่อง) ดังนั้นถ้าใครไปแค่ไม่กี่วันมันจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ และที่สำคัญคนที่จะไปเที่ยวที่นี่นั้นอาจจะต้องเป็นคนลุยๆ ง่ายๆ ด้วยนิดนึง เพราะประเทศเค้าไม่ได้หรูหราหมาเห่าเที่ยวสบายขนาดนั้นครับ (ผมแอบกระซิบนิดนึงครับว่า ในช่วงปีนี้จอร์เจียยังมีความดิบอยู่มาก แต่ประเทศเค้าเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว รวมทั้งเริ่มมีการเติบโตของเมืองหลายจุด ดังนั้นอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า คนน่าจะเริ่มแห่กันมาเที่ยวเยอะขึ้นเรื่อยๆ เมืองมีความเจริญขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ชอบเสพธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่อยากวุ่นวายเจอคนเยอะ ควรต้องรีบวางแผนไปโดยด่วนครับ)
และทั้ง 10 ข้อนี้ก็คือจุดเด่นและข้อมูลคร่าวๆ ของประเทศจอร์เจียที่ผมลิสต์มาให้ทุกคนได้อ่านง่ายๆ ก่อน แต่ถ้าใครอยากอ่านแบบเจาะลึก ผมก็มีเขียนบทความเต็มๆ เอาไว้ 3 บทความตามลิงก์ด้านล่างนี้นะครับ ใครสนใจอ่านเรื่องอะไรก็กดไปอ่านต่อได้เลยครับ
ส่วนถ้าใครที่ติดตามผมมาซักพักและได้อ่านบทความข้างบนครบหมดแล้ว วันนี้เราไปดูภาพใหม่ๆ จากเส้นทางการเดินทางใหม่ของผมในปีนี้ดีกว่าครับ โดยในช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปจอร์เจียอีก 3 ครั้ง (ครั้งละ 10-11 วัน) โดยจุดประสงค์ในการเดินทางไป 3 ครั้งหลังสุดนี้จะเป็นการเดินทางเพื่อไปเที่ยวโซนที่เค้าเรียกกันว่าสวาเนตติ (Svaneti) ครับ โดยพื้นที่โซนนี้จะอยู่บริเวณทางตอนเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจอร์เจีย ใช้เวลาเดินทางจากทบิลิซีซึ่งเป็นเมืองหลวงประมาณ 10-12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ภายในพื้นที่มีภูเขาสูงและธรรมชาติที่สวยงามตระการตามาก ทั้งถ้ำ, แคนยอน, กราเซียร์, ทะเลสาบ, หมู่บ้านโบราณ หรือจุดชมวิวต่างๆ นอกจากนี้โซนสวาเนติยังเป็นโซนที่มีภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศจอร์เจียอยู่ด้วย มีภูเขาที่สูงระดับ 4,000-5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลอยู่เต็มหมด และด้วยความที่โซนนี้มีภูเขาสูงกับเทือกเขาต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมากก็เลยทำให้อุณหภูมิโดยทั่วไปของโซนนี้จะต่ำกว่าที่เมืองหลวงพอสมควร และเรายังสามารถมองเห็นหิมะตามเทือกเขาต่างๆ ได้ตลอดทั้งปีอีกด้วยครับ
ว่าแล้วก็ลองดูรูปกันยาวๆ เลยครับว่าภาพเหล่านี้สวยงามและสะกิดใจให้คุณอยากมาเที่ยวที่จอร์เจียบ้างมั้ย โดยภาพที่ทุกคนเห็นด้านล่างนี้จะเป็นภาพที่ผมถ่ายระหว่างการเดินทางจากทบิลิซี (Tbilisi) ไปยังสวาเนติ (Svaneti) โดยผ่านเมืองสำคัญๆ อย่างคูไตซี (Kutaisi), ซุกดิดี้ (Zugdidi), เมสเทีย (Mestia) และอุชกูลี (Ushguli) รวมทั้งได้ไปตะลุยเที่ยวในสถานที่น่าสนใจมากมายอาทิเช่น Chronicle of Georgia, Jvari Monastery, Mtskheta Town, Bagrati Cathedral, Prometheus Cave, Martvili Canyon, Hatsvali Ski Resort, Chalaadi Glacier, Tower of Love, Zagaro pass, Lamaria Church, Koruldi lakes, Shdugra Waterfalls, Motsameta Monastery และ Gelati Monastery
ใครที่ดูรูปจบแล้วอยากจะมาเที่ยวจอร์เจียในโซนนี้ซักครั้งก็ลองวางแผนดูนะครับว่าจะมาช่วงไหนดี โดยถ้ามาในช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. เราก็จะได้เห็นธรรมชาติเขียวๆ สลับกับหิมะแบบรูปในอัลบั้มนี้ (หากใครมาตั้งแต่เดือน พ.ค. ก็จะเจอหิมะเยอะหน่อย แต่เส้นทางรถหลายๆ ที่ก็อาจจะยังถูกหิมะปิดอยู่ เราจะต้องเดินเท้าต่อเอง ซึ่งบอกเลยว่าการเดินบนพื้นหิมะนั้นมันเหนื่อยมาก T_T) หรือหากใครไปช่วงเดือน ต.ค. ก็จะได้เจอกับใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ หรือถ้าใครไปช่วง ธ.ค.-มี.ค. ก็จะเจอกับหิมะปริมาณมหาศาลแล้วก็สกีรีสอร์ทที่มีความสวยงามมากครับ ยังไงก็ลองเลือกๆ ดูนะครับว่าอยากจะไปช่วงไหน ส่วนถ้าใครคิดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่อยากวางแผนอะไร ไม่อยากทำการจองที่พัก ติดต่อนู่นนี่นั่นเอง ก็ลองจองทริปแล้วออกเดินทางไปกับทาง TripChillChill ซึ่งเป็นทริปถ่ายรูปท่องเที่ยวดูนะครับ เพราะที่นี่เค้ามีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการไปเที่ยวจอร์เจียหลายคนเลย แถมปีนึงๆ เค้ายังจัดตั้งหลายทริป ที่สำคัญใครที่เป็นสายถ่ายรูป ชอบไปในที่ยากๆ การไปกับ TripChillChill ถือว่าตอบโจทย์เลยครับ เพราะเค้าจะพาทุกคนไปรอถ่ายรูปในจุดสวยๆ แถมอยู่เที่ยวที่นึงนาน ไม่ลงแป๊บๆ แล้วขึ้นรถแบบชะโงกทัวร์บางที่ฮะ
ใครที่สนใจรูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้ก็ลองติดต่อกับทาง TripChillChill ตามช่องทางด้านล่างนี้นะครับ ส่วนถ้าใครอยากจะติดตามบทความอื่นๆ จากผมเพิ่มเติมก็สามาถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลย แล้วพบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีครับ
Facebook : Tripchillchill ทริปถ่ายภาพท่องเที่ยว
Website : https://www.tripchillchill.com/
Line@ : @Tripchillchill
Tel : 097-0974652
E-mail : tripchillchilltravel@gmail.com
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments