Travel Review

[SR] ขับรถเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสี Fukushima ตอน ตะลุยบึง 5 สี Goshikinuma และ Bandaisan Gold Line

posted by ภรรยาหา สามีใช้ November 22, 2018 1 Comment
บึง 5 สี Goshikinuma
หลังจากที่วันแรกของการขับรถเที่ยว Fukushima ด้วยตัวเอง ผมกับต๋งได้พาทุกคนไปตะลุยน้ำตก Tatsuzawafudo Fall – จุดชมวิว Nakatsukawa Bridge และเส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line มาแล้ว วันที่สองของการเช่ารถผมก็เลยจะพาทุกคนไปยังบึง 5 สี Goshikinuma และ Bandaisan Gold Line อีก 2 สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ โดยสถานที่แรกนั้นเราสามารถไปท่องเที่ยวได้สบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัวก็ได้ แต่สำหรับสถานที่ที่สองหากเราไม่มีรถส่วนตัวเราจะไม่สามารถไปได้นะครับ ^^
และสำหรับใครที่งงๆ หรือยังไม่รู้ว่าการเช่ารถขับที่ญี่ปุ่นนั้นจะต้องมีกระบวนการอย่างไรบ้าง ก็ตามไปอ่านที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ ผมมีเขียนอธิบายไว้แบบละเอียดยิบๆ แล้ว
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
เอาล่ะ คราวนี้เราไปดูรายละเอียดของ 2 สถานที่เที่ยวในวันนี้กันดีกว่าครับ เริ่มจากที่แรกบึง 5 สี Goshikinuma (โกชิกินุมะ) ที่นี่จะเป็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติที่มีความสวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยตลอดเส้นทางการเดินนั้นคุณจะได้เดินผ่านบ่อน้ำสวยๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติถึง 9 บ่อด้วยกันครับ!!
สำหรับการเดินทางมายังบึง 5 สี Goshikinuma นั้นก็ไม่ยาก เพราะเราสามารถมาได้ทั้งรถสาธารณะแล้วก็รถส่วนตัวเลย ใครสะดวกวิธีไหนก็เลือกเดินทางด้วยวิธีนั้นได้เลยครับ
การเดินทางมาบึง 5 สี ด้วยรถสาธารณะ
จากสถานี Tokyo ให้เรานั่งรถไฟ Shinkansen มาลงที่สถานี Koriyama จากนั้นต่อรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปลงที่สถานี Inawashiro และนั่งรถบัสที่หน้าสถานีไปลงที่บริเวณบึง 5 สี Goshikinuma ได้เลยครับ
การเดินทางมาบึง 5 สี ด้วยรถส่วนตัว
ให้เราใส่พิกัด Mapcode 413 566 168 *62 ลงในนาวิเกเตอร์ของรถ จากนั้นก็ขับไปตามเส้นทางเรื่อยๆ รับรองว่าไปถูกที่ ไม่มีหลง
และไม่ว่าเราจะเดินทางด้วยวิธีไหน หลังจากที่เรามาถึงบริเวณบึง 5 สี Goshikinuma แล้ว เราก็จะเจอกับพื้นที่จอดรถและอาคารศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว Ura-Bandai Visitor Center แบบนี้ครับ
โดยเส้นทางการเดินชมธรรมชาติของบึง 5 สี Goshikinuma นั้น จะมีทางเข้าออกทั้งหมด 2 ทาง คือ ทาง Goshiki-numa Iriguchi และทาง Urabadai Kougeneki ซึ่งเราสามารถที่จะเข้าและออกทางไหนก็ได้ เพราะที่ทางเข้าออกแต่ละด้านนั้นจะมีร้านสะดวกซื้อ, ร้านอาหาร, ห้องน้ำ และลานจอดรถไว้บริการเหมือนกัน นอกจากนี้ที่ทางเข้าออกของแต่ละด้านก็ยังมีจุดบริการรถบัสที่สามารถพาเราเดินทางจากทางเข้าออกด้านนึงไปยังทางเข้าออกอีกด้านนึงได้ด้วยในราคาเที่ยวละ 250 เยน ดังนั้นเราจึงไม่ต้องกังวลไปนะครับว่าเราจะต้องเดินไปและกลับ เพราะเราสามารถเดินเพียงแค่ขาเดียวจากนั้นก็นั่งรถบัสกลับมายังที่จอดรถได้เลย สะดวกสบายสุดๆ ค่ารถบัสไม่แพง แถมนั่งแค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว
นี่เป็นหน้าตาของรถบัสและจุดรอรถบัสที่บริเวณทางเข้าออกของแต่ละด้านครับ โดยภาพแรกจะเป็นภาพของจุดรอรถบัสฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ซึ่งจะเป็นฝั่งเดียวกันกับอาคารศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว Ura-Bandai Visitor Center ส่วนภาพที่สองจะเป็นจุดรอรถบัสฝั่งทางเข้าออก Urabadai Kougeneki ยังไงเราก็ลองสังเกตอาคารเหล่านี้ให้ดีๆ นะครับ หรือถ้าใครหาไม่เจอก็สามารถยื่นรูปนี้ให้คนแถวนั้นดูก็ได้ เดี๋ยวเค้าก็จะชี้บอกทางให้เราเอง
ส่วนนี่จะเป็นตารางเวลาการให้บริการของรถบัสครับ เวลาการให้บริการจะแปลกๆ นิดนึงเพราะจะไม่ได้เป็นรอบทุกๆ กี่นาที ดังนั้นเราจึงต้องดูเวลารถให้ดีๆ นะครับ ถ้าเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้วก็มานั่งรอได้เลย แต่ถ้าเห็นว่าเวลายังเหลืออีกเยอะก็ไปหาซื้ออะไรกินหรือนั่งเล่นในอาคารขายของก่อนก็ได้ครับ
ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่นั่งรถบัสมาจากสถานี Inawashiro (อินะวะชิโระ) รวมไปถึงคนที่ขับรถส่วนตัวมากันเองนั้น โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมาเริ่มต้นการเดินที่ฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi กันเป็นหลักครับ เพราะที่ฝั่งนี้จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่จะมีข้อมูลต่างๆ อธิบายให้เราทราบถึงความเป็นมาและความสวยงามของบึงแห่งนี้ รวมทั้งยังเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับบึงที่มีขนาดใหญ่และสวยที่สุดด้วย ใครที่มีเวลาน้อยหรือไม่อยากเดินเยอะก็มาเข้าออกที่ฝั่งนี้ได้เลย จากนั้นเดินดูแค่บึงแรกและบึงที่สองและเดินกลับออกมาทางเดิมได้เลยครับ ^^
นี่เป็นภาพแผนผังอธิบายตำแหน่งของบึงทั้ง 9 ในเส้นทางเดินชมธรรมชาติครับ หากใครที่ต้องการจะเดินตั้งแต่บึงแรกจนถึงบึงที่ 9 ก็จะต้องเดินเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรครับ
ส่วนนี่จะเป็นป้ายที่บอกว่าจริงๆ แล้วเส้นทางเดินชมธรรมชาติแห่งนี้นั้นเราสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี เพราะในแต่ละฤดูกาลก็จะมีความสวยงามของสถานที่ที่ไม่เหมือนกัน ใครมีเวลาก็ลองอ่านดูนะครับว่าฤดูไหนมีจุดเด่นยังไงบ้าง
และหลังจากที่เราอ่านป้ายต่างๆ รวมทั้งศึกษาเส้นทางการเดินจนเข้าใจดีแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาออกเดินกันแล้วครับ โดยเส้นทางส่วนใหญ่ในการเดินนั้นจะเป็นทางราบสลับกับทางชันในบางจุด แต่โดยรวมๆ ก็ไม่ได้ชันจนเกินไปครับ เพราะความชันส่วนใหญ่จะอยู่เพียงแค่ 10-15 องศาเท่านั้น เราสามารถเดินได้เรื่อยๆ อย่างผมเองเดินถ่ายรูปไป เดินชิลๆ ไป ก็ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง จากการเดินฝั่งนึงมายังอีกฝั่งนึงครับ
หน้าตาของทางเดินจะเป็นแบบนี้ครับ ร่มรื่นมีต้นไม้ตลอดสองข้างทาง และตลอดเส้นทางการเดินนั้นเค้าจะมีป้ายบอกทางเราอยู่ตลอดเวลา เราไม่ต้องกลัวหลงเลยครับ โดยป้ายบอกทางนี้จะบอกว่าเราอยู่ตรงไหนแล้ว จุดต่อไปจะต้องเดินอีกกี่เมตร รวมทั้งยังบอกด้วยว่าความชันของเส้นทางที่เรากำลังจะเดินนั้นมีความชันประมาณเท่าไหร่
จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเดินตามทางมาเรื่อยๆ ประมาณ 240 เมตร เราก็จะเจอกับลานจอดรถอีกหนึ่งจุด พร้อมทั้งโรงแรมและอาคารสองชั้นที่มีสินค้าต่างๆ จำหน่ายมากมาย รวมทั้งที่นี่ยังมีร้านอาหารบริการด้วยครับ
สำหรับใครที่ขับรถส่วนตัวมาอาจจะเลือกมาจอดรถที่จุดนี้เลยก็ได้ เพราะเราจะได้ประหยัดแรงในการเดินไป 240 เมตรครับ
นี่เป็นภาพภายในอาคารที่มีร้านอาหารและของต่างๆ จำหน่ายครับ ใครที่อยากซื้อของฝาก หรือหิวข้าวก็สามารถแวะเข้าไปใช้บริการได้ ราคาอาหารก็มีตั้งแต่ประมาณ 600 เยน จนถึง 1,600 เยนเลย
และที่บริเวณใกล้ๆ กับอาคารแห่งนี้จะมีร้านขายไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟอยู่ ซึ่งไอศกรีมนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่เลยครับ เพราะเค้ามีรสเค็ม (Salty Taste) ซึ่งเป็นสีฟ้าๆ จำหน่าย โดยไอศกรีมรสนี้เป็นรสชาติดั้งเดิมของที่นี่และไม่มีจำหน่ายที่อื่นเลยครับ
ใครที่สนใจก็ลองซื้อมาชิมดูได้นะครับ ราคาโคนละ 350 เยน รสชาติมันจะออกเค็มๆ หน่อย ซึ่งถ้าใครที่ไม่ชอบทานอะไรเค็มๆ ก็เลือกทานเป็นรสอื่น หรือผสมเป็นทูโทนกับรสพีชแบบที่ผมกับต๋งซื้อมาก็ได้ครับ
ถัดจากร้านไอศกรีมไปนิดนึง เราก็จะเห็นต้นไม้สวยๆ พร้อมกับบึง Bishamonnuma Pond (บึงบิชามอนนุมะ) บึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามที่สุดเมื่อเทียบกับบึงอื่นๆ ที่เหลืออีก 8 บึงครับ
และนอกจากที่บึงแห่งนี้จะมีความสวยงามมากแล้ว ที่บึงแห่งนี้ยังได้มีการเปิดบริการให้เราเช่าเรือพายด้วย โดยราคาของการเช่าแบบ 30 นาที จะอยู่ที่ 700 เยน/ลำ และการเช่าแบบ 60 นาที จะอยู่ที่ 1,300 เยน/ลำ ใครที่สนใจและคิดว่าตัวเองสามารถพายเรือได้ก็จัดไปเลยครับ
สำหรับผมกับต๋งเนื่องจากเราไม่ไว้ใจฝีมือกันและกัน ประกอบกับเรามีกล้องและสัมภาระค่อนข้างเยอะ เราก็เลยเลือกแค่ยืนถ่ายรูปสวยๆ ข้างเรือก็พอครับ ><
นี่เป็นภาพบรรยากาศของคนที่พายเรือในบึงแห่งนี้ครับ มันเป็นบึงที่มีขนาดใหญ่และมีความสวยงามมากจริงๆ ใครที่กำลังทำคะแนนกับคนที่ไปด้วยอยู่ ผมแนะนำเลยว่าการชวนเค้าลงไปพายเรือด้วยกันในบึงแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยครับ!!
แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ลงไปพายเรือก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะบริเวณรอบๆ บึงแห่งนี้มีจุดถ่ายรูปที่สวยงามเต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ครับ
เป็นยังไงล่ะครับ ใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่สวยมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่ภาพที่ทุกคนเห็นผมกับต๋งถ่ายมาเซ็ตนี้นั้น ผมอยากจะบอกว่ามันยังไม่ใช่ช่วงที่พีคสุดของที่นี่นะครับ โดยเท่าที่ผมสังเกตดูนี่น่าจะพึ่งเปลี่ยนไปได้ประมาณ 70% เท่านั้นเอง ถ้าใครได้มาเจอช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีไปแล้ว 80% ขึ้นไป มันจะยิ่งสวยกว่านี้เยอะครับ
และผมอยากจะบอกทุกคนอีกอย่างนึงว่าน้ำในบึง Bishamonnuma Pond นั้นมีความใสมากๆ ใสจนเราสามารถมองเห็นปลาที่ว่ายน้ำไปมาได้เลย และปลาแต่ละตัวที่อาศัยอยู่ในบ่อแห่งนี้ก็มีขนาดตัวที่ใหญ่สุดๆ โดยนอกจากฝูงปลาคาร์ฟที่เห็นผมถ่ายรูปมาเยอะๆ แบบนี้ ในบึงแห่งนี้ยังมีปลาชนิดอื่นๆ อาศัยอยู่กันอีกเพียบเลยครับ แถมแต่ละตัวก็มีขนาดที่ใหญ่มากๆ ด้วย
หมายเหตุ : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปลาคาร์ฟที่อยู่ในบึง Bishamonnuma Pond แห่งนี้ด้วยนะครับ โดยเค้าว่ากันว่ามีปลาคาร์ฟที่มีลายเป็นรูปหัวใจอาศัยอยู่ในบึงแห่งนี้ ดังนั้นเค้าก็เลยวาดรูปหัวใจไว้เป็นสัญลักษณ์บริเวณเรือพายที่เปิดให้เช่าครับ ใครที่ได้มีโอกาสไปที่นี่ก็ลองสังเกตลายของปลาคาร์ฟดูนะครับ เผื่อจะเจอปลาตัวนั้นกับเค้าบ้าง
อ้อ ผมลืมบอกไปเรื่องนึงครับ ที่บริเวณบึง 5 สีนี้ เค้าห้ามเราใช้โดรนถ่ายภาพนะครับ ใครที่มีแผนจะเอาไปก็ไม่ต้องเอาไปนะ เดี๋ยวโดนจับมาแล้วจะไม่คุ้ม @_@
เอาล่ะ หลังจากที่เราถ่ายภาพและชมความสวยงามของบึง Bishamonnuma Pond ในมุมยอดฮิตจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินต่อไปบนเส้นทางชมธรรมชาติเพื่อไปชมความงามของอีก 8 บึงที่เหลือ โดยนับจากบึงแรกนี้เราจะต้องเดินอีกประมาณ 3.7-3.8 กิโลเมตร ถึงจะถึงทางออกอีกฝั่งครับ
ใครพร้อมแล้วก็ออกเดินเท้าไปพร้อมๆ กับผมได้เลย ^^
สำหรับเส้นทางการเดินในตอนแรกนั้น เราจะยังคงเห็นบึง Bishamonnuma Pond ไปอีกซักพักเลยนะครับ เพราะบึงแห่งนี้มีขนาดที่ใหญ่มากจริงๆ เพียงแต่มุมที่เราเห็นนั้นจะเริ่มเป็นมุมที่เราไม่คุ้นชินกันซักเท่าไหร่
และหลังจากที่เราเดินผ่านบึง Bishamonnuma Pond มาได้ประมาณ 500-600 เมตร เราก็จะเจอกับบึงที่สองที่ชื่อว่า Akanuma Pond (บึงอะกานุมะ) อยู่ทางขวามือของเราครับ ซึ่งตั้งแต่บึงที่ 2 จนถึงบึงที่ 9 นี้ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะด้วยความที่วันนั้นผมกับต๋งเจอฝนตกปรอยๆ ตลอดทาง ทำให้เราแทบไม่ได้หยิบกล้องออกมาถ่ายรูปเลย แต่โดยรวมๆ เราทั้งคู่คิดว่าหากใครที่มีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องการเดินชมธรรมชาติที่บริสุทธิ์แบบเงียบๆ ไม่มีผู้คนวุ่นวายเยอะ การเลือกเดินจนจบเส้นทางนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีกิจกรรมหนึ่งครับ เพราะตลอดเส้นทางนั้นจะมีจุดที่สวยๆ ให้เราชมหลายจุดเลย
สำหรับบึงที่ผมชอบมากๆ รองจากบึงที่ 1 ก็จะเป็นบึงที่ 4, 5, 8 และ 9 ครับ เพราะบึงเหล่านี้มีหลายจุดที่สามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้ แต่ทั้งนี้แต่ละคนก็อาจจะมีความชอบที่ไม่เหมือนผมนะครับ
แล้วก็หากใครที่ได้มีโอกาสไปที่นี่ในช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส รวมทั้งใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่าตอนที่ผมไป ก็น่าจะได้เห็นภาพที่สวยงามกว่านี้แน่ๆ เพราะวันที่ผมไปนั้นนอกจากสภาพอากาศจะไม่ดีแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสีน่าจะยังอยู่ที่ระดับ 60-70% เท่านั้นเองครับ
หมายเหตุ : ผมกับต๋งเดินทางไปบึง 5 สี Goshikinuma ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2561 ครับ
ทั้งนี้ในระหว่างที่เราเดินจากบึงที่ 1 มายังบึงที่ 9 นั้น เราไม่ต้องกลัวหลงเลยนะครับ เพราะเส้นทางเดินมันชัดมาก รวมทั้งยังมีป้ายบอกตลอดทางด้วย
นี่เป็นลักษณะของเส้นทางที่เราจะต้องเดินครับ เป็นทางดินที่จะมีความชันบ้างในบางช่วง แต่ก็ไม่ได้ชันมากนัก สามารถเดินสบายๆ เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยมาก
และเมื่อเราเดินมาถึงบึงที่ 9 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าออกฝั่ง Urabadai Kougeneki เราก็จะเจออาคารชั้นเดียวหน้าตาแบบนี้ครับ โดยภายในอาคารนี้จะมีห้องน้ำ, ร้านขายของฝาก แล้วก็ร้านอาหาร ซึ่งผมแนะนำเลยว่าใครที่เดินมาถึงอาคารนี้แล้วควรจะแวะเข้าไปนั่งพักซักหน่อยครับ
ภายในอาคารเค้าจะมีไอศกรีมแล้วก็ผลไม้ขายด้วยนะครับ โดยช่วงที่ผมไปนั้นจะเป็นช่วงที่แอปเปิ้ลกำลังออกผลพอดี รสชาติดี ลูกโตมาก ผมกับต๋งก็เลยซื้อมาซะเยอะเลย เยอะจนกินกันไม่หมดต้องขนกลับมาไทยด้วย และผมอยากจะบอกว่าพอมาถึงไทยแล้วแอปเปิ้ลเหล่านี้ยังมีสภาพดี ไม่ช้ำ และรสชาติยังอร่อยเหมือนเดิมด้วยครับ ใครที่ชิมแล้วชอบ คิดว่าตัวเองสามารถขนกลับมาไทยไหว ก็อย่าลืมซื้อกลับมานะครับ รสชาติมันดีจริงๆ
ส่วนนี่เป็นภาพของร้านอาหารที่เค้ามีบริการครับ อาหารส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โซบะ ราเมน ราคาก็มีตั้งแต่ 700 เยน จนถึง 1,050 เยน รสชาติโดยรวมๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และการได้นั่งกินราเมนร้อนๆ หลังจากที่ต้องเดินตากฝนมายาวนาน มันสามารถช่วยคลายความหนาวและความหิวได้ดีมากๆ เลยครับ ><
สำหรับการทานอาหารที่นี่นั้น เราจะต้องบริการตัวเอง (Self Service) นะครับ โดยจะเริ่มตั้งแต่การกดเลือกเมนู, จ่ายเงินผ่านตู้ จนไปถึงการเดินไปรับอาหาร, การหยิบน้ำ และการเอาอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บหลังจากที่เราทานเสร็จแล้ว หากใครงงๆ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็แอบดูคนอื่นเอาก็ได้ครับ รับรองว่าไม่ยาก ทำได้แน่นอน ^^
และนี่เป็นภาพของวิวสวยๆ ที่เราจะได้เห็นหากเรามานั่งเล่นภายในอาคารแห่งนี้ครับ แต่น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้เรานำอาหารมานั่งทานบริเวณนี้ ไม่งั้นมันจะเป็นการกินข้าวที่ฟินมากๆ เพราะวิวมันสวยจริงๆ
อ้อ ภายในอาคารแห่งนี้จะมีล็อคเกอร์ให้เช่าด้วยนะครับ และที่บริเวณด้านนอกนั้นก็จะมีที่จอดรถไว้บริการเป็นจำนวนมากด้วย ก็เรียกว่าความสะดวกสบายของทางเข้าออกบึง 5 สีทั้งสองฝั่งนั้นมีพอๆ กันเลย ใครสะดวกจะเริ่มเดินจากฝั่งไหนก่อนก็เลือกเอาตามใจชอบได้เลย
และสำหรับใครที่ต้องการจะนั่งรถบัสเพื่อกลับไปยังทางเข้าออกฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ก็สามารถเดินออกจากประตูอาคารฝั่งนี้แล้วข้ามทางม้าลายไปได้เลยครับ เดี๋ยวเราจะเจอจุดรอรถบัสอยู่ตรงข้ามอาคารเลย โดยที่จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ด้วย เราสามารถสอบถามรอบการให้บริการของรถได้ รวมทั้งหากใครที่ต้องการจะเดินทางกลับสถานี Inawashiro ก็สามารถสอบถามทางเจ้าหน้าที่ได้เช่นกันครับ
และตอนนี้ผมก็พาทุกคนเที่ยวบึง 5 สี Goshikinuma เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอสรุปคร่าวๆ ตรงนี้อีกทีนะครับว่า สำหรับใครที่มีเวลาน้อยก็เลือกไปลงที่ทางเข้าออกฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ก่อน แล้วเที่ยวเฉพาะบึงแรกก็พอ ส่วนถ้าใครที่มีเวลาเยอะหน่อยก็สามารถจะเข้าออกทางไหนก็ได้ และเดินเที่ยวให้ครบทั้ง 9 บึงเลย เพราะแต่ละบึงนั้นต่างก็มีความสวยงามที่ไม่เหมือนกัน โดยเราจะใช้เวลาในการเดินประมาณ 2 ชั่วโมง และเมื่อมาถึงทางออกอีกฝั่งแล้วก็นั่งรถบัสกลับไปยังทางเข้าออกเดิมของเราครับ
สำหรับสถานที่ต่อไปที่ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวต่อในวันนี้นั่นก็คือ เส้นทาง Bandaisan Gold Line หนึ่งในสามเส้นทางการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามของจังหวัด Fukushima โดยเส้นทางทั้งสามเส้นนั้นจะประกอบไปด้วย
  1. เส้นทาง Bandai-Azuma Sky Line ถนนเส้นนี้จะเป็นเส้นทางลอยฟ้าที่ตัดไปตามภูเขาสูงทางด้านทิศตะวันออกของกลุ่มภูเขา Azuma ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาหลายๆ ลูก อย่างเช่น Mt. Nishi-Agatuma, Mt. Higashi-Azuma และ Mt. Azuma-Kofuji หรือที่ใครๆ ชอบเรียกกันว่าฟูจิน้อยนั่นเองครับ โดยเส้นทางนี้จะมีระยะทางทั้งหมด 29 กิโลเมตร และเป็นเส้นทางที่บางครั้งจะถูกปิดไม่ให้เข้าชม หากมีความไม่ปลอดภัยเนื่องจากภาวะภูเขาไฟปะทุครับ
  2. เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ตัดไปบนสันเขาที่ขนาบด้วยทะเลสาบ Akimoto ทางทิศเหนือ และทะเลสาบ Onogawa ทางทิศใต้ โดยเส้นทางนี้จะมีระยะทางทั้งหมด 13 กิโลเมตร และมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ขึ้นชื่อคือที่บริเวณสะพาน Nakatsukawa Bridge
  3. เส้นทาง Bandai-Azuma Gold Line เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ขับผ่าร่องเขาทางทิศตะวันออกของภูเขา Bandai โดยเส้นทางนี้จะอยู่ไม่ไกลจากบึง 5 สี Goshikinuma มากครับ
หมายเหตุ : ในการที่เราจะไปเที่ยวทั้ง 3 เส้นทางนี้ เราจำเป็นจะต้องมีรถส่วนตัวเท่านั้นนะครับ
ซึ่งด้วยความที่เส้นทาง Bandaisan Gold Line (Mapcode 413 319 806 *03) นั้น อยู่ไม่ห่างจากบึง 5 สี Goshikinuma มากนัก ทำให้ผมกับต๋งใช้เวลาขับรถเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงครับ โดยตลอดเส้นทาง Bandaisan Gold Line นี้ จะมีจุดจอดรถเพื่อชมวิวและใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ หลายจุดเลย เราเพียงแต่ขับรถช้าๆ ไปตามเส้นทาง และหากเห็นจุดจอดรถก็จอดรถให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินลงไปสำรวจวิวมุมนั้นๆ ได้เลย โดยบางจุดเค้าจะมีห้องน้ำบริการด้วยนะครับ
หมายเหตุ : แม้ระหว่างที่เราขับรถเราจะเจอวิวสองข้างทางสวยแค่ไหนก็ตาม แต่ผมไม่แนะนำให้เราจอดรถนอกจุดจอดรถนะครับ เพราะมันจะเป็นการกีดขวางการจราจรและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้
รถขับเที่ยวที่ญี่ปุ่นผมจะให้ทุกคนดูภาพมุมต่างๆ ของ Bandaisan Gold Line ยาวๆ เลยนะครับ โดยภาพเซ็ตนี้อาจจะไม่ค่อยสวยงามสมบูรณ์เท่าไหร่ เนื่องจากว่าตลอดบ่ายวันนั้นผมกับต๋งเจอกับท้องฟ้าที่มืดครึ้มสลับกับฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันเลยครับ T_T
แต่สำหรับใครที่ได้ไปที่นี่ในช่วงที่สภาพอากาศดีๆ และเจอกับช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่า 80% ขึ้นไป ผมรับรองว่าทุกคนต้องชอบแน่ๆ เพราะขนาดผมไปในช่วงที่อากาศแย่ๆ แบบนี้ ผมยังประทับใจในความสวยงามของเค้าเลยครับ และนอกจากนี้ผมยังเคยเห็นภาพของคนอื่นที่ถ่าย Bandaisan Gold Line ในวันที่อากาศดีๆ มาแล้ว และต้องบอกว่าสมแล้วที่มันชื่อ Gold Line จริงๆ เพราะเราจะเห็นทุกอย่างเป็นโทนสีส้ม, เหลือง, แดง แทบจะทั้งหุบเขาเลยครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของการขับรถเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Fukushima ของผมกับต๋งในวันนี้ แต่นี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดการเดินทางของเราทั้งคู่นะครับ เพราะเรายังเหลือโปรแกรมการขับรถเที่ยวในเมืองนี้ด้วยกันอีก 2 วันเต็มๆ แล้วมาคอยดูกันนะครับว่าผมจะพาทุกคนขับรถไปเที่ยวที่ไหนในฟุกุชิมะกันต่อ และต้องบอกว่ามีหลายๆ ที่เลยที่ถ้าไม่ใช่คนมีรถ หมดสิทธิ์ไปแน่ๆ ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันจนจบ และสำหรับท่านใดที่ไม่อยากพลาดเรื่องราวการกินและเที่ยวของต๋งกับผมก็สามารถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ
Facebook Comments

You may also like