Food Review

[SR] Hearts & Roses Afternoon Tea @ The Okura Prestige Bangkok : ชุดชายามบ่ายที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ และดีต่อโลก

posted by ภรรยาหา สามีใช้ January 4, 2017 0 comments
สวัสดีปีใหม่ทุกๆ ท่านครับ เดือนแรกของปีแบบนี้ผมนาย “ภรรยาหา สามีใช้” ขอนำรีวิวอาหารที่ทั้งดีต่อกาย ดีต่อใจ และดีต่อโลกมาฝากทุกๆ คนกันนะครับ แต่มันจะดีอย่างที่ผมว่ามั้ย เรามาตามไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ
อาหารที่ผมจะพาทุกท่านไปชมในวันนี้ก็คือ “ชุด Afternoon Tea ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok” นั่นเองครับ ซึ่งโดยปกติแล้วชุด Afternoon Tea ของที่นี่นั้นจะเก๋และมีเสน่ห์จนทำให้หลายๆ คนหลงใหลต้องกลับไปทานอยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือ เค้าจะมีการเปลี่ยน Gimmick และหน้าตาของอาหารไปเรื่อยๆ ทุก 3 เดือน ตาม Seasons ของประเทศญี่ปุ่น เช่น ช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. ก็จะเป็นการเริ่ม Set Sakura หรือช่วงประมาณเดือน ก.ค. – ก.ย. ก็จะเป็นการเริ่ม Set ลาเวนเดอร์ ส่วนในเซ็ตที่ผมกำลังจะพาทุกคนไปชมและชิมนั้น ชื่อว่า “Hearts and Roses” ซึ่งเป็นเซ็ตพิเศษที่ทำขึ้นมาเพื่อฉลอง The Okura Prestige Bangkok ครบ 5 ปี โดยมีจุดเด่นที่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องร้องว้าวอยู่ 3 ข้อดังนี้
1. อาหารในเซ็ตนี้ถูกออกแบบและจัดวางมาได้อย่างน่ารัก มุ้งมิ้งมากมาย ชนิดที่ว่าใครเป็นสายถ่ายรูปนี่ต้องประทับใจมากๆ อย่างแน่นอน
2. อาหารทุกเมนูในเซ็ตนี้ได้มีการคิดค้นสูตรโดยการเน้นคัดเลือกวัตถุดิบที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำซึ่งดีต่อหัวใจและสุขภาพเราเป็นพิเศษ
3. รายได้จากการจำหน่าย Afternoon Tea Set “Hearts and Roses” ทุกชุดที่จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม จนถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 จะถูกแบ่งปันและนำไปบริจาคให้แก่ มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ชุดละ 55 บาท
เป็นยังไงบ้างล่ะครับ อ่านแค่นี้ก็รู้สึกดีต่อกาย ดีต่อใจ และดีต่อโลกกันแล้วใช่มั้ยครับ ทีนี้เราไปดูหน้าตาของเซ็ตนี้กันดีกว่าครับว่าจะน่ารักแค่ไหน โดยหลังจากที่เราเดินทางมาถึงโรงแรม The Okura Prestige แล้วก็ให้เรากดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 24 เลย และเมื่อลิฟท์เปิดออกเราก็จะเจอห้องอาหารสวยๆ รวมทั้งพนักงานหน้าตาดีๆ ที่รอคอยต้อนรับเราอยู่ จากนั้นเราก็แจ้งไปเลยว่าเราจะมาทานชุด Afternoon Tea เดี๋ยวทางพนักงานก็จะพาเราไปที่โต๊ะและนำเมนูมาให้ครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ

อ้อ……ผมลืมบอกไปนะครับสำหรับ Set Afternoon Tea ของที่นี่นั้นโดยปกติจะมีการเปิดบริการ 2 ชุดพร้อมๆ กัน ชุดแรกจะเป็นชุดที่เปิดบริการตลอดทั้งปี เป็นชุดมาตรฐานของโรงแรมชื่อว่า “Okura Afternoon Tea Delight” กับอีกชุดที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล โดยราคาของทั้ง 2 ชุดนั้นก็จะใกล้ๆ กัน ดังนั้นไม่ต้องงงนะครับว่าทำไมมีให้เลือก 2 อัน หรือถ้าใครสงสัยยังไงเดี๋ยวทางพนักงานที่ห้องอาหารจะอธิบายเพิ่มเติมให้เองครับ
สำหรับราคาของเซ็ต “Hearts and Roses” นั้น จะอยู่ที่ 1,190 บาท (ยังไม่รวม Service Charge 10% และ Vat 7% ครับ) โดยในเซ็ตจะได้ชาหรือกาแฟ 2 ชนิด อาหารทั้งคาวหวานรวมกันอีก 12 ชนิด ชนิดละ 2 ชิ้น ดังนั้นเรียกได้ว่าถ้ามา 2 คนก็แบ่งกันกินได้พอดีๆ ไม่ต้องทะเลาะกันครับ โดยประเภทของชาและกาแฟที่เราสามารถเลือกได้ รวมทั้งรายชื่ออาหารคาวหวานต่างๆ นั้น จะสามารถดูในใบเมนูได้เลย ซึ่งจากที่ผมดูรายละเอียดก็พบว่าชาและกาแฟของที่นี่นั้นเลือกใช้แบรนด์ที่ดีมากๆ ระดับโลกอย่าง Mariage Frères, Saro Royal Lotus Tea และ Illy เลยทีเดียวครับ
สำหรับวันนี้ผมกับภรรยาเลือกสั่งเป็นชาทั้งคู่ เพราะคิดว่ามันเข้ากับอาหารที่กำลังจะทานมากกว่า รวมทั้งเรายังไม่เคยชิมชาของ Mariage Frères ซึ่งเค้าว่ากันว่ามันดีนักดีหนามาก่อน จึงอยากจะลองชิมดูซักครั้ง โดยตัวผมเลือกสั่งเป็น Marco Polo (Black Tea base) ส่วนภรรยาผมเลือกสั่งเป็น The a l’Opera (Green Tea base) ซึ่งหลังจากที่สั่งไปได้ไม่ถึง 5 นาที กาชาสวยๆ พร้อมแก้วก็ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะเราครับ
ใครที่กังวลว่าจะเลือกประเภทชาที่จะทานไม่ถูก หรือไม่รู้ว่าชาไหนรสชาติจะเป็นอย่างไร จะมีส่วนผสมของอะไรบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะทางพนักงานเค้าสามารถแนะนำเราได้เป็นอย่างดีเลย ผมกับภรรยารอดตายก็เพราะน้องพนักงานที่นี่แหละครับ อธิบายได้ดีและละเอียดมากครับ
เอาล่ะครับ มาดูที่รสชาติชากันดีกว่า สำหรับกาแรก Marco Polo นั้นทั้งกลิ่นและรสชาติหอมหวานมากครับ ไม่แปลกใจเลยที่เป็น Best Seller โดยส่วนผสมที่สำคัญของ Marco Polo นั้นก็จะเป็นวานิลลา, ช็อคโกแล็ต, แบล็คเบอร์รี่ แล้วก็ฟรุ้ตตี้ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ลองชิมชา Marco Polo แก้วแรกเรียบร้อย ผมก็ยกให้เป็นชาที่ผมชอบและประทับใจมากที่สุดตั้งแต่เคยกินชามาเลย และตัวผมคิดว่าชา Marco Polo นี่ดีงามมากสามารถทานได้ทั้งผู้หญิงและชายเลยครับ
สำหรับกาที่สอง The a l’Opera ของภรรยาผมนั้นจะมีส่วนผสมหลักคือ เบอร์รี่, ดอกไม้ต่างๆ ทำให้เมื่อทานแล้วจะรู้สึกหอม หวาน โลกสดใสเหมือนเราอยู่ในโรงละครโอเปราอย่างนั้นเลยครับ ><
โดยรวมๆ แล้วชาทั้ง 2 ชนิดที่ผมได้ลองทานนั้นอร่อย หอม หวาน ลื่นคอ ไม่มีรสขม ไม่ฝาดคอ และรู้สึกถูกใจมากๆ แต่ตัว The a l’Opera นั้นจะออกหวานมากกว่า Marco Polo หน่อย ทำให้ผมแอบคิดว่า The a l’Opera นั้นมันน่าจะเหมาะกับผู้หญิงทานมากกว่าครับ
จบจากลองชิมชาแล้ว ทีนี้เรามาดูหน้าตาของอาหารทั้งคาวหวานที่เราจะได้กินกันดีกว่าครับ หน้าตาทั้งเซ็ต “Hearts and Roses” จะเป็นตามนี้เลยครับ น่ารักมากกกกก ซึ่งผมเชื่อว่าใครที่ได้เห็นครั้งแรกนั้นจะต้องอดใจไม่ไหวต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแน่ๆ
มาเจาะกันทีละอย่างกันดีกว่าครับ เริ่มจากของคาวกันก่อน มี 4 อย่างด้วยกันได้แก่
  • แซนด์วิชขนมปังพัมเพอร์นิคเคิลไส้ปลาแซลมอนรมควัน
  • แซนด์วิชไส้ปลาเทราท์ แตงกวาและผักฮอสแรดิช
  • แป้งฟิโลอบไส้หน่อไม้ฝรั่ง
  • ซุปมะเขือเทศเสิร์ฟเย็นกับขนมปังกรอบและใบโหระพา
โดยรวมๆ รสชาติของทั้ง 4 อย่างนั้นถือว่าดีและถูกปากเลยครับ กลมกล่อม รสชาติไม่จัดจ้านเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะทำให้บางคนที่ชอบทานอะไรรสจัดๆ หน่อยติว่ามันจืดไปก็ได้ ตัวแซนด์วิชปลาแซลมอนนั้นค่อนข้างเก๋เลยตรงที่แซนด์วิชน่าจะทำมาจากข้าวโอ้ต อาจจะแข็งนิดนึงแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายดี ส่วนแซนด์วิชไส้ปลาเทราส์นั้นก็ดีงามต่อสุขภาพเช่นกันด้วยการใส่ผักฮอสแรดิช ซึ่งเป็นพืชตระกูลกะหล่ำ มีไขมันต่ำ แต่เส้นใยสูงมาด้วย โดยพืชชนิดนี้มักพบในแถบชายฝั่งทะเลยุโรปนู่นเลย เรียกว่าไม่ได้หากินกันง่ายๆ นะครับ
ส่วนเมนูแป้งฟิโลอบไส้หน่อไม้ฝรั่งนั้นเป็นอะไรที่ดีมากกกกกก แป้งที่ห่อมานั้นบางกรอบและอร่อยมากกกกก มากจนผมอยากจะขอขโมยในส่วนของภรรยามากินเพิ่มอีกชิ้นเลย ชีสที่อยู่ข้างล่างก็ถูกปากถูกใจเหลือเกิน โอ้ยยยย……คิดแล้วก็อยากกินอีกเหลือเกิน ><
ปิดท้ายของคาวด้วยซุปมะเขือเทศเย็น ซึ่งเป็นเมนูที่ผมว่าคิดว่ารสชาตินั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลมากๆ เลย เพราะถึงแม้ทางเชฟจะมีการปรุงรสมาให้สามารถทานได้ง่ายๆ แล้วก็ตามแต่รสชาติและความเข้มข้นของมะเขือเทศก็ยังถือว่าเยอะอยู่ ดังนั้นใครที่ไม่ชอบทานน้ำมะเขือเทศเข้มข้นอย่างผมพอทานเมนูนี้เข้าไปแล้วอาจจะเบ้ปากมองบนได้ ส่วนขารักน้ำมะเขือเทศดอยคำอย่างคุณภรรยาผมนั้นก็จะเป็นอีกด้านหนึ่งที่ตรงข้ามกันเลย เพราะเธอทานไปก็ยิ้มแฉ่งถูกปากถูกใจกันไปครับ
ต่อกันที่ของหวานกันดีกว่าครับ มีทั้งหมด 8 รายการด้วยกัน แต่ในเมนูจะเขียนไว้แค่ 7 เท่านั้น จะไม่มีรายการแรกที่เป็นช็อคโกแลตรูปหัวใจครับ ทั้งนี้ของหวานทุกรายการจะมีช็อคโกแลตเป็นองค์ประกอบหลักเนื่องจากมันมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ โดยรสชาติของแต่ละรายการที่เชฟปรุงมาถือว่ากำลังดี ไม่หวานไป ไม่ขมไป สำหรับรายละเอียดของ 8 รายการก็ตามนี้เลยครับ
  • ช็อกโกแลตไส้บัตเตอร์สก็อตรูปหัวใจ
  • แยมโรลแบล็คฟอเรส
  • เค้กช็อกโกแลตสไตล์เวียนนา
  • บราวนี่ช็อกโกแลต
  • ฟินองเซียรสช็อกโกแลตและราสเบอร์รี่
  • ไดฟุกุไส้วานิลลา
  • ช็อกโกแลตชิพสโคน
  • มาการองรูปหัวใจ
รสชาติโดยรวมๆ ทั้ง 8 รายการ ผมให้สอบผ่านอยู่ในเกณฑ์ดี ถึงแม้โดยปกติตัวผมเองจะไม่ค่อยชอบทานช็อคโกแลตซักเท่าไหร่ แต่กับของหวานเซตนี้ผมกลับรู้สึกโอเคเลย อาจจะเป็นเพราะมันไม่ขมและไม่หวานจนเกินไปก็เป็นได้ โดยตัวทีเด็ดที่ทำให้ผมประทับใจและอยากจะแนะนำมีอยู่ 3-4 อย่างด้วยกันคือ มาการองรูปหัวใจที่มีการพิมพ์ลายหัวใจน่ารักๆ ลงไปโดยการใช้เครื่องพิมพ์และหมึกที่ผ่านมาตรฐาน food grade ตัวมาการองหวานน้อยกว่าหลายที่มากๆ ทำให้กินแล้วไม่รู้สึกบาดคอ ส่วนตัวไส้ที่สีม่วงๆ นี่น่าจะเป็นมันญี่ปุ่นครับ แปลกดีครับ ไม่ค่อยเห็นที่ไหนทำมาก่อน, เค้กช็อกโกแลตสไตล์เวียนนา ที่กิ๊บเก๋ตรงมีกลีบดอกกุหลาบเคลือบน้ำตาลมาให้ทานด้วย, ไดฟุกุไส้วานิลลา เหนียวหนึบ นุ่ม เป็นการสอดแทรกขนมหวานของญี่ปุ่นตามสไตล์ของ The Okura Prestige Bangkok เข้ามาในเซ็ตได้อย่างลงตัว
สำหรับตัวช็อกโกแลตชิพสโคนนั้นแม้จะมีช็อคโกแลตชิพมาผสมด้วยแต่หากกินเปล่าๆ แล้วผมคิดว่ามันจืดไปหน่อย ควรจะทาแยมต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ โดยในเซ็ตเค้าจะเตรียมมาให้เราอยู่ 4 อย่างด้วยกันได้แก่ ราสเบอร์รี่, ส้ม, สตรอเบอรี่ และครีมชีส ใครชอบแบบไหนก็จัดไปครับ
อ้อ……สำหรับชา 1 เหยือกของที่นี่นั้น น่าจะสามารถเทได้ประมาณ 4-5 แก้ว โดยหากมันใกล้หมดและเราอยากทานเพิ่มก็สามารถแจ้งให้พนักงานเติมน้ำร้อนเพื่อมาทานต่อได้ด้วยครับ แต่หากใครไม่อยากทานชาทางโรงแรมก็มีการจัดเป็น Set Afternoon Tea คู่กับสปาร์คกลิ้งสาเก (250 มิลลิลิตร) หรือไวน์โพรเซคโค (2 แก้ว) ในราคาชุดละ 1,690++ บาท หรือจับคู่กับแชมเปญ (2 แก้ว) ในราคาชุดละ 2,750++ บาท หรือไม่ก็สั่งเป็นค็อกเทลในธีม “Hearts & Roses” มาเพิ่มต่างหากก็ได้ครับ มีให้เลือกหลายเมนูเลย โดยตัวค็อกเทลนี้เค้าจะคิดราคาเป็นแก้วๆ ไปครับ
ในเรื่องของการเดินทางมายัง The Okura Prestige Bangkok นั้น เราสามารถมาได้หลายทางเลยทั้งรถส่วนตัว, รถไฟฟ้า BTS หรือรถเมล์ โดยตัวโรงแรมจะอยู่ในตึก Park Ventures เพลินจิต ถ้าใครมารถไฟฟ้า BTS ก็สามารถเดินจากสถานีเข้าไปยังโรงแรมได้เลย สะดวกมากๆ ส่วนคนที่ขับรถมาก็สามารถประทับตราที่ห้องอาหารเพื่อจอดรถฟรี 4 ชั่วโมงได้ครับ
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราชิมทั้งชาและอาหารคาวหวานต่างๆ กันหมดแล้ว ทีนี้เรามาสรุปส่งท้ายรีวิวนี้กันดีกว่า โดยผมขอแยกเป็นเรื่องๆ ตามเดิมนะครับ
รสชาติอาหาร : ดีมาก ถูกปากผมและภรรยาทั้งชาและอาหารคาวหวาน แต่สำหรับคนที่ชอบทานอะไรหวานๆ เข้มๆ อาจจะไม่ชอบอาหารใน set นี้ ซักเท่าไหร่ ส่วนชา 2 ชนิดที่ผมได้ทานนั้นต้องบอกว่ามันทานง่าย หอม หวาน และทำให้ผมประทับใจในรสชาติสุดๆ ครับ
ความหลากหลายของอาหาร : ของคาว 4 อย่าง ของหวาน 8 อย่าง ถือว่ามีความหลากหลายพอควรครับ รวมทั้งการที่เชฟได้พยายามผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นลงไปด้วย ทำให้ได้ความแปลกใหม่ดีกว่าการไปทาน Afternoon Tea Set ในหลายๆ ที่
ความสะอาดของร้าน : ดี ไม่มีข้อติ สถานที่โล่ง สบายตา เหมาะแก่การนั่งคุยกับเพื่อนหรือแฟนยาวๆ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ก็สอบผ่านสบายๆ เช่นกัน พนักงานบริการและดูแลดีมาก ทั้งคนที่ให้ข้อมูลเรื่องชา รวมทั้งพนักงานที่คอยบริการเรื่องอื่นๆ บริการฉับไว และสุภาพดีครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : ตึก Park Ventures เป็นตึกนึงที่ทำเลดีมาก เพราะอยู่ติดกับรถไฟฟ้าเพลินจิตเลย ทำให้หลายๆ คนสะดวกในการเดินทางมาก แต่สำหรับคนที่ขับรถมาก็อาจจะต้องปวดหัวและเมื่อยเท้านิดนึง เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าในช่วงเวลาเร่งด่วนการจราจรแถวนี้ก็เข้าขั้นสาหัสเลยครับ
ความคุ้มค่า : เทียบราคากับปริมาณ คุณภาพอาหาร และหน้าตาของอาหารแล้ว ในราคา 1,190 ++ บาท ต่อ Set 2 คนนั้น ผมถือว่าคุ้มค่า ราคาดีเลยนะครับ เพราะถือว่าราคาต่ำกว่าหลายๆ ที่ที่อยู่ในโรงแรมเกรดเดียวกัน นอกจากนี้ชาที่ทาง The Okura Prestige Bangkok เตรียมไว้ให้เราเลือกนั้นก็ยังดีและอร่อยมากด้วยครับ
สรุป : หากคุณกำลังมองหาสถานที่กิน Afternoon Tea เก๋ๆ ไม่ว่าจะกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก นี่เป็นสถานที่แรกๆ ที่คุณควรจะนึกถึงและสอบถามราคาเลย ด้วยราคาที่ไม่สูงเกินไป ชาคุณภาพดี เดินทางด้วย BTS สะดวก อาหารอร่อยแถมยังน่ารักมุ้งมิ้งน่าถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีก ที่สำคัญทาง The Okura Prestige Bangkok ยังมีการเปลี่ยนกิมมิคของชุด Afternoon Tea ไปเรื่อยๆ ทุก 2-3 เดือน ดังนั้นรับรองว่าไปทานกี่ครั้งหรือไปทานกับกี่คนก็ไม่มีเบื่อแน่นอน >< และสำหรับใครที่เป็นคนรักสุขภาพตัวเอง อยากทานของหวานแต่ก็กลัวนั่นนู่นนี่ หรือแบบเป็นคนที่อยากทำอะไร อยากทานอะไรแล้วได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย ชุด Afternoon Tea “Hearts and Roses” นี่เป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากๆ อย่างที่ผมบอกไว้ในตอนแรกว่ามันดีต่อกาย ดีต่อใจ ดีต่อโลกจริงๆ
ปล.ชุด Afternoon Tea “Hearts and Roses” นี่เค้าจะจำหน่ายถึงแค่วันที่ 31 มี.ค. นี้เท่านั้นนะครับ ก่อนจะเปลี่ยนชุดใหม่เป็นเทศกาลซากุระ โดยทางห้องอาหารเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น. ดังนั้นอย่าพลาดกันนะครับ รีบตัดสินใจชวนเพื่อน ชวนแฟนไปเลย!! แต่ก่อนจะไปทานนั้นผมแนะนำว่าควรสำรองที่นั่งไว้ก่อนนะครับ เพราะวันที่ผมไปนั้นก็มีคนมาใช้บริการค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าแทบจะเต็มห้องอาหารเลยทีเดียว โดยเราสามารถโทรไปสำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02 687 9000 ครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ และทุกคนสามารถติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมแบบใกล้ชิดได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like