Travel Review

[SR] Hello Autumn Shop : ร้านเช่าชุดดีต่อใจ ไร้ความวุ่นวาย

posted by ภรรยาหา สามีใช้ August 24, 2017 0 comments
ผมเชื่อนะว่าหลายๆ คนน่าจะเคยมีปัญหาเวลาที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น แล้วเกิดความรู้สึกว่าอยากจะลองใส่ชุดประจำชาติเค้าอย่างชุดฮันบก หรือชุดยูกาตะเที่ยวหรือถ่ายรูปเก๋ๆ ในสถานที่สวยๆ เพื่อเป็นที่ระลึก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปเช่าที่ไหน ราคาเท่าไหร่ หรือไม่ก็กลัวจะคุยกับร้านเค้าไม่รู้เรื่องแล้วทำให้เสียเงิน เสียเวลาจนทำให้ทริปเราที่วางแผนไว้รวนไปหมด
แต่ ณ วันนี้ผมจะบอกว่าไม่ต้องกังวลหรือเครียดไปแล้วครับ เพราะวันนี้ผมมีทางออกที่ดีมาแนะนำ นั่นก็คือบริการเช่าชุดฮันบกและยูกาตะจากไทยนั่นเอง ใช่แล้วครับ…..อ่านไม่ผิดแน่นอน บริการเช่าชุดฮันบกและยูกาตะจากไทย” โดยร้านที่ผมจะแนะนำในวันนี้ชื่อว่าร้าน “Hello Autumn Shop”
ร้าน Hello Autumn Shop นั้นเป็นร้านที่เปิดบริการเช่าชุดอย่างเสื้อกันหนาว, เสื้อกันหนาวแฟชั่น, ชุดยูกาตะ จนไปถึงชุดฮันบก โดยผู้เช่าสามารถเช่าเพื่อใช้งานได้ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญยังมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าไม่แพงอีกด้วยครับ สำหรับตำแหน่งที่ตั้งของร้านนั้นจะอยู่ที่ชั้น 1 โซน E ของศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ถ.ศรีนครินทร์ครับ ภายในร้านจะมีเสื้อผ้าให้เราเลือกเช่าเยอะแยะมากมายเลย แถมยังมีหลากหลายขนาดด้วย ดังนั้นผมแนะนำเลยว่าถ้าใครอยากจะเลือกชุดที่ถูกใจ สีที่ชอบ และเข้ากับรูปร่างเรามากที่สุดก็ควรจะไปเลือกที่ร้านเลยครับ แต่ถ้าใครที่ติดปัญหาเรื่องการเดินทางจริงๆ ก็ลองคุยกับที่ร้านดูนะครับว่าพอจะช่วยส่งเสื้อผ้าให้เราทางไปรษณีย์หรือทาง Lalamove ได้มั้ย และจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าเราเลือกวิธีนี้เราก็ต้องยอมรับความเสี่ยงในเรื่องของขนาดและรูปแบบเสื้อผ้าที่เช่ามานะครับว่าอาจจะมีโอกาสที่ไม่ตรงกับที่เราคิดไว้ก็ได้ ^^
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ

สำหรับผมกับต๋งนั้นได้มีโอกาสนำชุดยูกาตะจากร้าน Hello Autumn Shop ไปเที่ยวฟุกุชิมะ (Fukushima) เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2560 และนี่คือประสบการณ์ตรงรวมไปถึงจุดเด่นที่ผมรู้สึกประทับใจจากการหิ้วชุดยูกาตะจากไทยไปใส่ที่ญี่ปุ่นในทริปนี้ครับ

1. ไม่ต้องปวดหัวกับการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ

ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่สำคัญของหลายๆ คนเลย เพราะเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า แม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ประชากรในประเทศนี้ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารน้อยมากๆ ที่สำคัญภาษาอังกฤษของนักท่องเที่ยวอย่างผมกับต๋งก็ใช่ว่าจะดี ดังนั้นจะคุยแต่ละที จะคุยแต่ละเรื่องนอกจากจะเสียเวลาแล้วยังเมื่อยมือสุดๆ อีกด้วย ซึ่งพอเราสามารถเช่าชุดจากเมืองไทยไปได้แบบนี้ก็จะสามารถตัดปัญหาใหญ่ข้อนี้ไปได้เลย เพราะการได้คุยกับคนไทย สื่อสารด้วยภาษาไทยก็น่าจะเป็นอะไรที่ที่ดีที่สุดแล้วเนอะ ^^

2. ได้ชุดที่ถูกใจทั้งสีและขนาด

การที่เราเช่าชุดจากร้านในไทยทำให้เราสื่อสารเข้าใจได้ง่ายกว่า อยากจะได้ชุดโทนสีไหน ขนาดประมาณเท่าไหร่ ก็สามารถสอบถามได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญยังสามารถจะลองใส่ชุดที่ร้านนานแค่ไหนก็ได้และไม่กระทบกับแผนเที่ยวของเรา เพราะเรายังไม่ได้ออกเดินทางจากไทยเลย ><

3. สวมใส่ง่าย ไม่ยุ่งยาก

ด้วยความที่ทางร้านรู้ว่าชุดยูกาตะเนี่ยไม่ใช่ชุดประจำชาติไทย หลายๆ คนก็ไม่เคยใส่มาก่อน ดังนั้นชุดยูกาตะที่ทางร้านเปิดให้เช่าจึงเป็นชุดยูกาตะที่ผ่านการดัดแปลงให้เข้ากับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ สวมใส่ได้ง่าย ไม่ต้องผูกโบว์เอง เพราะเป็นโบว์สำเร็จรูป ตอนที่เราใส่เราก็แค่ใส่ชุดคลุมแบบซ้ายทับขวา คาดผ้ารัดเอวชั้นแรก ดึงชายเสื้อออกเหมือนเสื้อเชิ้ต ใช้โอบิคาดเอว จากนั้นก็เสียบโบว์ด้านหลังก็เป็นอันเสร็จครับ

4. สะดวกสบาย จะใส่วันไหน ที่ไหนก็ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมประทับใจที่สุดเลยเกี่ยวกับการเช่าชุดยูกาตะไปจากไทย เพราะตลอดการเดินทางของผมจะมีชุดยูกาตะสวยๆ ติดตัวไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchijuku) ที่โลเกชั่นและการตกแต่งต่างๆ สวยงามมาก แต่หมู่บ้านนี้ดันอยู่ไกลจากตัวเมืองสุดๆ และไม่มีบริการให้เช่าชุดพวกนี้ด้วย ดังนั้นการที่ผมมีชุดติดตัวมาเองแบบนี้ก็ทำให้ผมกับต๋งสามารถเก็บภาพสวยๆ ไปอวดเพื่อนหรืออัพ FB ได้รัวๆ เลย
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ผมประทับสุดๆ นั่นก็คือการที่ผมไปเที่ยวเมืองอิวากิ (Iwaki) ในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 และคืนนั้นที่เมืองแห่งนี้ได้มีการจัดงานเทศกาลฤดูร้อนครั้งใหญ่พอดี ทำให้มีการออกร้าน การปิดถนนเพื่อจัดกิจกรรม และมีชาวญี่ปุ่นใส่ชุดยูกาตะออกมาเที่ยวชมงานเต็มไปหมด ซึ่งการที่ผมมีชุดยูกาตะติดตัวอยู่พอดีก็ทำให้ผมสามารถเปลี่ยนชุดแล้วออกไปร่วมงานเทศกาลนี้ได้อย่างกลมกลืมและรับรู้ถึงถึงอรรถรสของเทศกาลนี้ได้อย่างเต็มที่เลย แถมยังไม่ต้องกังวลถึงเรื่องเวลาในการคืนชุดหรือการหาร้านเช่าชุดให้ยุ่งยากอีกด้วย

5. จะออกเช้าหรือกลับดึกแค่ไหน

ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องคืนชุดจนทำให้กระทบแผนเที่ยว

เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศเนี่ย เรามักจะวางแผนในการเที่ยวอย่างเต็มที่เลยใช่มั้ยครับ เพราะนานๆ จะได้ไปซักที ดังนั้นถ้าเราต้องมาคอยกังวลว่าร้านเช่าชุดจะเปิดกี่โมง ปิดกี่โมง มันก็คงทำให้เราเที่ยวไม่สนุกและกระทบกับแผนเที่ยวเราพอควร อย่างทริปนี้ผมก็มีการเปลี่ยนเมืองไปมาหลายเมืองมาก แถมบางวันก็ออกตั้งแต่เช้าตรู่และกลับดึกสุดๆ ซึ่งการที่ผมมีชุดติดตัวตลอดเวลาและไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเปิดปิดของ้รานเช่า ก็ทำให้ผมได้ภาพสวยๆ ในสถานที่ที่ผมต้องการโดยไม่กระทบกับแผนเที่ยวเลย

6. ประหยัดและคุ้มค่ากว่า

ข้อนี้น่าจะเป็นอะไรที่สำคัญสำหรับหลายๆ คนเลย โดยเท่าที่ผมลองหาข้อมูลดูก็พบว่าราคาโดยเฉลี่ยสำหรับการเช่าชุดยูกาตะที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นจะประมาณ 3,000 – 5,000 เยน/ชุด/วัน หรือถ้าตีเป็นเงินไทยกลมๆ ก็ราวๆ 1,000 – 1,500 บาท/ชุด/วัน เลยทีเดียว ส่วนราคาเช่าชุดยูกาตะของร้าน Hello Autumn Shop นั้นก็ตามนี้เลยครับ
เช่าใส่ในไทยไม่เกิน 5 วัน นับตั้งแต่วันรับ : ชุดผู้หญิง ราคา 700 บาท/ชุด และชุดผู้ชายราคา 500 บาท/ชุด
เช่าใส่ต่างประเทศไม่เกิน 7 วัน นับตั้งแต่วันรับ : ชุดผู้หญิง ราคา 1,000 บาท/ชุด และชุดผู้ชายราคา 700 บาท/ชุด
โดยทุกชุดจะต้องมีค่าประกันชุด 1,000 บาท และทางร้านจะคืนเมื่อเรานำชุดไปคืนครับ ทั้งนี้ชุดของผู้หญิงนั้นจะประกอบไปด้วยชุดยูกาตะ, โอบิ, โบว์หลัง, เครื่องประดับผม แล้วก็รองเท้า เรียกว่าครบๆ กันไปเลย
ซึ่งจากข้อมูลราคาที่ผมได้มานั้นก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างของการเช่าจากทั้ง 2 ที่เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ผมก็ต้องบอกก่อนนะครับผมยังไม่เคยเช่าชุดยูกาตะที่ญี่ปุ่นมาก่อนก็เลยไม่รู้ว่าสัดส่วนราคาที่แตกต่างกันขนาดนี้ มันจะมีอะไรที่แตกต่างกันบ้างหรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวแล้วจากการที่ได้เอาชุดของ Hello Autumn Shop ไปใส่มา 7 วันก็รู้สึกประทับใจมากๆ กับคุณภาพของชุดและสิ่งที่ได้รับแล้วครับ
หมายเหตุ : ทางร้านแจ้งมาว่าสำหรับ Fanpage ของ “ภรรยาหา สามีใช้” หากทำการจองชุดกับทางร้านภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ จะได้รับส่วนลดชุดละ 100 บาทด้วยนะครับ ^^

7. ส่งคืนง่าย รับเงินมัดจำคืนทันใจ

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่หลายๆ คนน่าจะชอบนั่นก็คือการคืนชุดและการคืนมัดจำครับ โดยในการคืนชุดนั้นเราสามารถนำชุดที่ใส่แล้วไปคืนได้เลยโดยที่ไม่ต้องซัก นอกจากนี้หากเราไม่สะดวกไปคืนที่ร้านเอง เราสามารถใช้บริการ Lalamove จากทางร้านได้ โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100-200 บาทแล้วแต่พื้นที่ จากนั้นทางร้านก็จะทำการโอนเงินค่ามัดจำเข้าบัญชีให้เราเลย เรียกว่าสะดวกสบายและช่วยเราประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือข้อดีจากประสบการณ์ตรงที่ผมได้นำชุดยูกาตะจากร้าน Hello Autumn Shop ไปใส่ที่ญี่ปุ่นในทริป Fukushima 2017 ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่ผมอาจจะต้องบอกกับคนที่อยากจะเช่าชุดยูกาตะจากไทยไปเหมือนผมไว้ก่อนก็คือ น้ำหนักชุดทั้งผู้หญิงและผู้ชายรวมกันนั้นไม่ได้หนักอะไรมาก แต่ก็ใช้พื้นที่ของกระเป๋าเดินทางอยู่พอควร ดังนั้นเราก็ต้องจัดสรรพื้นที่ของกระเป๋าเดินทางให้ดีๆ นะครับ ส่วนการนำชุดยูกาตะติดตัวไปพร้อมกับการเดินทางเที่ยวในแต่ละวันนั้น เราควรจะหากระเป๋าเล็กๆ ที่เบา และถือสบายติดตัวไปด้วย เพื่อเอาไว้ใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับบทความนี้ครับ สำหรับใครที่อยากจะติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจก็สามารถติดตามได้ที่เพจภรรยาหา สามีใช้ ได้เลย ส่วนท่านที่อยากจะได้ข้อมูลต่างๆ ของร้าน Hello Autumn Shop เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเสื้อกันหนาว, เสื้อกันหนาวแฟชั่น, ชุดฮันบก, ชุดยูกาตะ หรืออยากจะติดต่อเช่าก็สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางต่อไปนี้เลยครับ
Facebook : Hello Autumn Shop
IG : HelloAutumnShop
Line ID : 0616599114
Tel : 061-665-5382 (คุณแพท), 087-688-9838 (คุณสิงห์)
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like