Travel Review

[SR] เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 : ดำดิ่งสู่อดีต ย้อนรอยสู่ชีวิตไทยในสมัยรัชกาลที่ 5

posted by ภรรยาหา สามีใช้ March 28, 2017 0 comments
สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมนาย “ภรรยาหา สามีใช้” กันอีกแล้วนะครับ สำหรับครั้งนี้ผมจะพาทุกท่านไปเที่ยวชมหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของจ.กาญจนบุรี สถานที่ที่พึ่งเปิดตัวไม่นานและก็มีคนแชร์ภาพใน Social กันอย่างมากมาย สถานที่นั้นก็คือ “เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124” นั่นเองครับ
จริงๆ แล้วสถานที่นี้เป็นหนึ่งในเส้นทางการท่องเที่ยวของผมที่ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมกับบริษัทนึงมา และเค้าได้พาผู้ร่วมทริปนั้นเข้าไปเที่ยวชมที่เมืองมัลลิกาแห่งนี้ ซึ่งจริงๆ ทริปนั้นไม่ได้ความเกี่ยวข้องหรือมีการตกลงให้ผมทำรีวิวสถานที่นี้เลย แต่ผมเห็นว่ามันน่าสนใจดีจึงทำรีวิวออกมาให้ทุกๆ คนได้อ่านเป็นข้อมูลกันครับ และเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจผมก็เลยเขียนรีวิวนี้เป็นแบบ SR (Sponsor Review) นะครับ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมครั้งนี้เอง ^^
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 นั้นตั้งอยู่ที่อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 32 กิโลเมตร และใช้ระยะเวลาในการเดินทางจาก กทม. ประมาณ 2.30 – 3 ชั่วโมง
พื้นที่ของเมืองมัลลิกา มีทั้งหมดประมาณ 60 กว่าไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ หลายโซน ซึ่งจากความเห็นของผมคิดว่าเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้ามาเที่ยวชมที่นี่คือราวๆ 2-3 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาก็คือช่วงเช้าๆ หรือช่วงเย็นๆ ที่แดดไม่แรงมาก เพราะว่าภายในเมืองมัลลิกานั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆ เลย และเราต่างก็รู้ดีว่าช่วงกลางวันที่กาญจนบุรีนั้นแดดร้อนแรงแค่ไหน ดังนั้นใครที่จะมาที่นี่ในช่วงกลางวันจะต้องเตรียมตัวมาให้ดีมากๆ นะครับ ทั้งหมวก, แว่นกันแดด, ครีมกันแดด และร่ม เตรียมมาให้พร้อมเลย ไม่ใช่นั้นอาจจะมีเกรียมกลับไปได้ง่ายๆ
สำหรับเวลาเปิดปิดของที่นี่ก็ตามนี้ครับ
  • เวลาขายบัตรเข้าชมเมือง : 9.00 – 17.30 น.
  • เวลาเปิดปิดเมือง : 9.00 – 19.00 น.
ส่วนราคาบัตรจะมี 2 แบบ ตามนี้ครับ
แบบที่ 1 : ค่าเข้าอย่างเดียว
  • ผู้ใหญ่ ราคา 250 บาท/คน
  • เด็กสูงระหว่าง 80-120 ซม. และผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ราคา 120 บาท/คน
  • เด็กที่สูงน้อยกว่า 80 ซม. เข้าชมฟรี
แบบที่ 2 : ค่าเข้าพร้อมอาหารเย็น และชมการแสดงโชว์
  • ผู้ใหญ่ ราคา 700 บาท/คน
  • เด็กสูงระหว่าง 80-120 ซม. และผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ราคา 350 บาท/คน
  • เด็กที่สูงน้อยกว่า 80 ซม. เข้าชมฟรี
โดยอาหารเย็นและการแสดงนั้นจะเปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคารนะครับ
สำหรับวันที่ผมไปคือวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560 ช่วงเวลา 15.00-17.00 น. โดยประมาณครับ ทั้งนี้ก่อนอื่นเลยเมื่อเราไปถึงทางเข้าเมืองมัลลิกาแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำแน่ๆ ก็คือ ซื้อตั๋วเข้าเมืองครับ เมื่อซื้อเสร็จเราก็สามารถที่จะเดินเข้าเมืองได้เลย แต่ทั้งนี้เพื่อความสนุกในการเข้าเมืองนั้นมันจะมีอีก 2 อย่างที่จะทำให้เราสนุกกับในเมืองแห่งนี้มากขึ้น
อย่างที่ 1 ก็คือ การแต่งตัวให้เข้ากับยุคสมัยนั้น โดยทางเมืองมัลลิกาจะมีการเปิดให้เช่าชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อให้ใส่ไปเดินเล่น ถ่ายรูปในเมือง ซึ่งจะมีทั้งชุดของผู้หญิงและผู้ชายเลย ราคาโดยประมาณของชุดผู้ชายจะอยู่ที่ 100-200 บาท/ชุด ส่วนชุดของผู้หญิงจะอยู่ที่ 200-300 บาท/ชุด แล้วแต่ความจัดเต็มและลักษณะของชุดที่เราจะเช่า ทั้งนี้หากเราอยากจะเอาชุดที่มีอยู่แล้วที่บ้านไปใส่ก็ได้นะครับ ทางเมืองมัลลิกาไม่ได้มีข้อห้ามหรือเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่ประการใด
สำหรับใครที่อยากจะเช่าชุดไทยพวกนี้ ผมแนะนำว่าควรต้องเผื่อเวลาในการเที่ยวที่นี่มากขึ้นจากปกติประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงนะครับ เพราะว่าเราต้องเปลี่ยนชุดทั้งตอนเข้าและออก โดยทางเมืองมัลลิกาจะมีห้องแต่งตัว และล็อคเกอร์เก็บของไว้บริการครับ และแน่นอนว่าแก๊งค์น้องๆ ที่ไปพร้อมกับผมก็จัดเต็มฮะ เพราะว่านานๆ จะได้มากันซักที
สำหรับอย่างที่ 2 ที่น่าสนใจก็คือ การแลกเงินเพื่อเข้าไปซื้อขนมและของกินภายในเมืองมัลลิกาครับ เพราะข้างในเมืองนั้น จะมีขนมไทยและอาหารอร่อยๆ หน้าตาน่ากินขายอยู่เต็มไปหมด แต่ปัญหาก็คือภายในเมืองนี้เค้าไม่รับเงินบาทปกติแบบที่เราใช้กัน ดังนั้นเราจึงต้องแลกเงินเป็นเงินสตางค์รูก่อน โดย 1 สตางค์รู = 5 บาทครับ ซึ่งผมแนะนำให้แลกติดตัวไว้ซักคนละ 100-200 บาท เผื่ออยากกินอยากซื้ออะไร เพราะถ้าไม่ได้ใช้เราก็สามารถแลกคืนได้ครับ
การแลกเงินบาทเป็นสตางค์รูนั้น สามารถแลกได้ทั้งภายนอกเมืองตรงบริเวณซื้อบัตร หรือภายในเมืองก็ได้ โดยภายในเมืองนั้นเราต้องไปแลกที่แบงก์สยามกัมมาจล ซึ่งจะมีอยู่ 2 สาขาภายในเมืองครับ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำก่อนเลยคือในการแลกเงินสตางค์รูเป็นเงินบาทคืนนั้น ต้องแลกที่แบงก์สยามกัมมาจลทั้ง 2 สาขาภายในเมืองมัลลิกาเท่านั้น ไม่สามารถแลกคืนที่ข้างนอกได้ ดังนั้นก่อนจะออกจากเมือง ห้ามลืมแลกเงินคืนเด็ดขาดนะครับ!
เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเข้าเมืองไปพร้อมๆ กันเลยครับ โดยที่หน้าประตูเมืองเค้าจะมีบริการรถลากแบบนี้ด้วยนะครับ เผื่อใครที่เดินไม่ไหว หรืออยากนั่งรถแบบนี้เก๋ๆ ซักครั้งก็จัดไปครับ ค่าบริการจะอยู่ที่ 50 บาทต่อเที่ยว โดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วหน้าเมือง
พอเราผ่านประตุเมืองมัลลิกาเข้ามา สิ่งที่เราจะเห็นอันแรกก็คืออาคารไม้ชั้นเดียวเก๋ๆ แบบนี้ครับ โดยจุดนี้เค้าเรียกว่าสะพานหัน ซึ่งเรียกตามลักษณะของตัวสะพานในอดีตที่มีลักษณะเป็นสะพานไม้โค้งกว้างๆ และสองฟากของสะพานจะมีห้องแถวเล็กๆ ให้ขายของ ส่วนตรงกลางจะเป็นทางเดิน ซึ่งสะพานนี้รัชกาลที่ 5 มักจะเสด็จประพาสเพื่อซื้อผลไม้แห้งที่นำเข้าจากต่างประเทศครับ
โดยส่วนตัวผมว่าโซนนี้ถ้ามาในจังหวะที่เหมาะสมและแสงดีๆ จะถ่ายรูปสวยมากครับ สำหรับจำนวนร้านค้าในโซนนี้จะมีประมาณ 10 ร้าน แล้วก็นอกจากพ่อค่าแม่ค้า ทหารในเมืองนี้ทุกคนจะแต่งตัวเป็นชุดไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว การพูดการจาของทุกคนจะลงท้ายด้วยคำว่าเจ้าค่ะและขอรับด้วย ซึ่งฟังแล้วมันเพลินหูมากๆ ครับ
พอเราเดินทะลุสะพานหันออกมา ก็จะเจอย่านการค้า ที่มีร้านค้าขายอาหารการกินต่างๆ มากมายหลายสิบร้านเลย อาหารแต่ละอย่างก็น่ากินทั้งนั้น บางอย่างก็เป็นอาหารไทย ขนมไทยที่หากินใน กทม. ได้ยากมากๆ ส่วนราคานั้นโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4-8 สตางค์รู หรือ 20-40 บาท ซึ่งแต่ละร้านจะมีการเขียนชื่อของอาหารและราคาไว้ที่หน้าร้านอย่างชัดเจน
สิ่งนึงที่ผมชอบมากๆ ในย่านนี้ก็คือ การที่เค้าจะมีการทำขนมต่างๆ ที่ขายอยู่ในร้านให้เราเห็นกันแบบสดๆ เลย โดยบางร้านก็ทำที่หน้าร้าน บางร้านก็ทำที่หลังร้านหรือไม่ก็ที่ข้างร้าน ซึ่งเราสามารถที่จะขอเค้าเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ และพอดูแล้วมันก็ทำให้รู้สึกว่าอาหารนั้นมันดูน่ากิน น่าอร่อยขึ้นอีกเยอะเลยครับ เพราะระหว่างที่เรายืนดู กลิ่นหอมๆ ของเครื่องปรุงและวัตถุดิบต่างๆ มันจะลอยมาแตะจมูกเราอยู่เรื่อยเลย
สำหรับคนที่ไม่ได้แลกเงินสตางค์รูเข้ามา หรือแลกมาแล้วแต่ใช้ซื้อของไปหมดแล้ว >< เราก็สามารถแลกเพิ่มได้ที่แบงก์สยามกัมมาจลภายในเมืองครับ โดยเค้าจะมีด้วยกัน 2 สาขา หน้าตาพนักงานก็แบบนี้แหละครับ
ส่วนใครที่เหนื่อย ร้อน ไม่อยากเดินต่อแล้ว ก็สามารถไปใช้บริการร้านนวดได้นะครับ สำหรับเรื่องราคาค่าบริการผมไม่ได้ถ่ายรูปมาก็เลยจำไม่ได้ @_@
จบจากย่านการค้า เราจะผ่านหอชมเมือง ซึ่งเป็นหอคอยสูงจำลองมาจากหอคอยคุก ใช้สำหรับการตรวจตราป้องกันไม่ให้นักโทษหนี โดยที่เราสามารถจะเดินขึ้นไปข้างบนเพื่อชมวิวได้ แต่ว่าวันนั้นผมร้อนและเหนื่อยมาก ก็เลยไม่ได้เดินขึ้นไปเลย T_T
พอเลยจากหอชมเมืองก็จะเป็นเรือนไทยในสมัยอดีตซึ่งมีหลากหลายแบบมาก ตั้งแต่เรือนแพ, เรือนเดี่ยว, เรือนหมู่ แล้วก็เรือนคหบดี ซึ่งเรือนไทยพวกนี้เราสามารถที่จะเดินขึ้นไปดูข้างบนได้หมดเลยครับ บางเรือนก็จะมีคนกำลังเย็บปักถักร้อยอยู่ครับ ดูแล้วก็น่าสนใจและได้ความรู้ดี
ระหว่างการเดินไปมาแต่ละเรือน ถ้าสังเกตดีๆ จะเจอน้องควายเผือกด้วยนะครับ โดยวันที่ผมไปนั้นน้องเค้ากำลังนอนแช่น้ำอยู่อย่างสบายใจเลย
พอผ่านหมู่เรือนไทยต่างๆ เสร็จ หากเราสังเกตดีๆ ตรงด้านหลังเรือนไทยอันนึงจะมีทางไปต่อได้ ซึ่งจุดนี้คือโรงครัว จุดที่ลึกที่สุดของเมืองมัลลิกาและไม่ค่อยมีคนเดินเข้ามาถึงซักเท่าไหร่
โรงครัว ของเมืองมัลลิกานั้น จะเป็นสถานที่ที่แสดงถึงกรรมวิธีการฝัดข้าว, สีข้าว, ตำข้าว ของคนไทยในอดีต รวมทั้งยังมีการหุงข้าวด้วยกระทะใบบัวด้วย  โดยในส่วนของโรงครัวนั้นจะประกอบไปด้วยโรงสีข้าว, ยุ้งข้าว และโรงครัวเตรียม ซึ่งจุดต่างๆ พวกนี้เราสามารถที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ รวมทั้งขอทดลองทำการสีข้าว ตำข้าวเองได้ด้วย ดังนั้นจุดนี้เลยเป็นจุดนึงในเมืองมัลลิกาที่ผมอยากให้ทุกคนเดินมาถึงครับ โดยเฉพาะคนที่มีเด็กเล็กๆ มาด้วย เพราะผมเชื่อว่าเด็กๆ จะสนุกและสนใจ รวมทั้งตัวเราเองก็จะได้หวนรำลึกถึงชีวิตคนไทยในอดีตที่เราแทบจะลืมเลือนมันไปหมดแล้วด้วย
และทั้งหมดนี้ก็คือภาพรวมคร่าวๆ ของเมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 ที่ผมได้ไปสัมผัสมา และเพื่อความง่ายผมขอสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับที่นี่ดังนี้ครับ
  • แนวคิดและลักษณะสิ่งก่อสร้างต่างๆ ดี น่าสนใจ และยังไม่มีใครที่ทำสถานที่เที่ยวแบบนี้มาก่อน
  • อาหารการกินในเมืองดูสวยงามน่ากิน ราคาไม่แพง และอาหารหลายๆ ชนิดปัจจุบันเริ่มหากินได้ยากแล้ว
  • ค่าเข้าเมืองแพงไปนิด ถ้าลดลงซัก 50 บาท/คน หรือแถมคูปองกินอาหารในเมืองฟรีซักหน่อย ผมว่ามันจะโอเคมากๆ
  • ค่าเช่าชุดไทยต่างๆ ไม่แพง ถือว่ารับได้กับการมาเที่ยวแบบนี้นานๆ ครั้ง
  • บรรยากาศภายในเมืองดี ได้ความรู้สึกย้อนยุคกลับไปจริงๆ โดยเฉพาะถ้าวันไหนมีคนแต่งตัวชุดไทยมาร่วมด้วยเยอะๆ
  • ต้นไม้และร่มเงาต่างๆ ภายในเมืองน้อย ทำให้เดินๆ ไปแล้วร้อนไปหน่อย ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวในช่วงที่อากาศดีๆ หรือไม่ก็ต้องมาในช่วงแดดไม่แรงมากอย่างช่วงเช้าหรือเย็นของแต่ละวัน
  • เป็นสถานที่เที่ยวที่ยังไม่ถึงขั้นแบบที่ว่าเราต้องขับรถตรงมาจาก กทม. เพื่อมาเที่ยวที่นี่โดยเฉพาะ แต่ก็เป็นสถานที่เที่ยวที่หากใครได้มาแถวๆ นี้ ควรหาโอกาสมาเที่ยวซักครั้ง เพราะมันก็แปลกและเก๋ดี หรือเอาง่ายๆ ก็คือถ้าเรามีแผนจะจัดรูทมาเที่ยวกาญจนบุรีก็ลองยัดเมืองมัลลิกาลงไปในโปรแกรมได้ครับ ถือว่ามาซักครั้งเป็นประสบการณ์ไม่เสียหลาย
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้าครับ สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องราวการรีวิวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจ สามารถกดติดตามได้ที่เพจ ภรรยาหา สามีใช้ และสำหรับท่านที่อยากจะได้ข้อมูลของที่นี่เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลตามลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ
Facebook : เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like