Food Review

[SR] Momotaro @ The Paseo : ปิ้งย่างเนื้อวากิว A4+ นุ่ม ละลายหายไปในปาก

posted by ภรรยาหา สามีใช้ September 28, 2018 0 comments
เนื้อซี่โครง (วากิว)
ที่ผ่านมาผมมักจะรีวิวแต่อาหารบุฟเฟ่ต์ซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอาหารประเภทปิ้งย่างและชาบู เพราะต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าร้านอาหารบุฟเฟ่ต์เหล่านี้มีมากมายเหลือเกิน แถมในแต่ละเดือนก็มีร้านหน้าใหม่เปิดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่วันนี้ผมจะขอเปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนบรรยากาศ พาทุกคนไปรู้จักกับร้าน Momotaro (โมโมทาโร่) ร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้เนื้อวากิวเกรดดี A4+ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และเป็นร้านปิ้งย่างที่จำหน่ายเฉพาะเมนู A la carte เท่านั้น ใครที่เป็นคอเนื้อตัวยง อยากกินเนื้อเกรดดี ลายสวยๆ นุ่ม ละลายหายไปในปาก ก็ตามผมไปอ่านกันต่อได้เลยครับ!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ร้าน Momotaro เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นที่เปิดบริการอยู่ที่ The Paseo Park (เดอะ พาซิโอ พาร์ค) ถ.กาญจนาภิเษก โดยร้านนี้พึ่งเปิดบริการในช่วงกลางปี 2561 นี้เองครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยมา The Paseo Park ถ.กาญจนาภิเษกมาก่อน ก็สามารถดูแผนที่การเดินทางตามภาพด้านล่างนี้ได้เลยครับ การเดินทางมาไม่ยาก สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากริมถนน และมีที่จอดรถเยอะดีครับ
ลักษณะโดยรวมของ The Paseo Park ถ.กาญจนาภิเษกนั้นจะเป็น Community Mall (คอมมูนิตี้มอลล์) ที่มีธีมและการตกแต่งต่างๆ เป็นสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของร้านค้า, ทางเดิน, โคมไฟ, ประตูทางเข้า หรือแม้กระทั่งคลองและการเลี้ยงปลาคาร์ฟ
เอาเป็นว่าใครที่อยากเดินชิลๆ ในบรรยากาศญี่ปุ่นๆ, นั่งชมปลาคาร์ฟสวยๆ หรืออยากจะหาสถานที่ถ่ายรูปเก๋ๆ ก็ลองแวะเวียนมาเดินเล่นที่นี่ได้ครับ ผมว่ามีหลายมุมที่น่าสนใจเลย
ส่วนที่ตั้งของร้าน Momotaro นั้นก็หาไม่ยากครับ เพียงแค่เราเดินเข้าประตูที่มีโคมไฟใหญ่ยักษ์และมีร้าน Au Bon Pain กับร้าน Season ขนาบข้างอยู่แบบนี้ จากนั้นก็เลี้ยวขวาและเดินต่อไปอีกแค่ 20-30 เมตร ก็จะเจอร้าน Momotaro อยู่ทางขวามือของเราแล้วครับ
นี่เป็นหน้าตาของร้านครับ เป็นร้านขนาด 2 คูหา ติดแอร์เย็นสบาย ส่วนภายในร้านนั้นก็มีที่นั่งที่สามารถจุคนได้ประมาณ 60-70 คน
บรรยากาศโดยรวมของร้านถือว่าตกแต่งมาออกมาได้ดีเลย เน้นการใช้สีไม้อ่อนๆ เป็นหลัก ทำให้ดูโล่งและสบายตา การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ก็ไม่ได้แน่นจนเกินไป ทำให้คนมานั่งทานอาหารไม่รู้สึกอึดอัด นอกจากนี้ทางร้านก็ยังมีการเตรียมเก้าอี้สำหรับเด็กตัวเล็กๆ เอาไว้ให้ด้วยนะครับ
มาดูกันที่เมนูของร้าน Momotaro กันดีกว่าครับ ด้วยความที่ร้านนี้เป็นร้าน Japanese Premium Yakiniku ดังนั้นเมนูส่วนใหญ่ของเค้าก็เลยจะเน้นที่เนื้อวัวเป็นหลัก โดยร้านเค้ามีเนื้อวัววากิว A4+ ที่นำเข้าจากเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่นด้วยครับ แต่สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อก็ไม่เสียใจไปนะครับ เพราะทางร้านเค้าก็มีเมนูหมู, ไก่, ซีฟู้ด แล้วก็อาหารประเภทอื่นๆ ให้เลือกทานอยู่หลายรายการเหมือนกัน ใครสนใจเมนูไหนก็ลองดูราคาคร่าวๆ ได้ตามภาพด้านล่างได้เลยครับ
หมายเหตุ : ราคาในเมนูยังไม่รวม Vat 7% และ Service Charge 10% นะครับ และที่ร้านนี้จะไม่มีน้ำชาเขียวแบบ Refill บริการครับ
และเนื่องจากวันนี้ผมไปกับแก๊งสายเนื้อดังนั้นเมนูที่ผมกับเพื่อนๆ ทานจึงมีแต่เนื้อและซีฟู้ดครับ โดยรายการอาหารทั้งหมดของเราในวันนั้นก็มีตามนี้เลย
  1. เนื้อวัว (เนื้อแดง) – Roast ราคา 200 บาท
  2. เนื้อวัว (บริเวณท้อง) – Kainomi ราคา 280 บาท
  3. ลิ้นวัว (พิเศษ) – Jyo Tan ราคา 350 บาท
  4. เนื้อร่องซี่โครง – Nakaoshi Karubi ราคา 220 บาท
  5. เนื้อซี่โครงติดกระดูก – Honetsuki Karubi ราคา 390 บาท
  6. เสือร้องไห้ – Karubi ราคา 200 บาท
  7. ริบอาย (วากิว) – Wagyu Roast ราคา 780 บาท
  8. เนื้อวัว (วากิว) – Wagyu Karubi ราคา 780 บาท
  9. เนื้อซี่โครง (วากิว) – Wagyu Tokuiyo Karubi ราคา 980 บาท
  10. กุ้ง ราคา 280 บาท (รายการนี้สั่งมา 2 ที่)
  11. หอยเชลล์ – Hotate ราคา 450 บาท
  12. ข้าวยำหม้อร้อน – Ishiyaki Bibimbub ราคา 250 บาท
  13. ข้าวผัดกระเทียม ราคา 120 บาท
  14. ผักย่างรวม ราคา 120 บาท
  15. เห็ดออรินจิ ราคา 80 บาท
  16. กระเทียมย่าง ราคา 120 บาท
  17. ยำผักรวม ราคา 120 บาท
  18. น้ำอัดลม ราคา 30 บาท
  19. น้ำชาเขียว ราคา 50 บาท
หมายเหตุ : น้ำหนักของเนื้อแต่ละจานจะอยู่ที่ 100 กรัมครับ
ที่ร้าน Momotaro The Paseo Park ถ.กาญจนาภิเษกนี้ เค้าจะมีบริการผ้ากันเปื้อนแบบนี้ให้กับทุกคนที่มาใช้บริการด้วยนะครับ คุณภาพของผ้าและความสวยงามนั้นดูดีเลย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในความแตกต่างเมื่อเทียบกับหลายๆ ร้านได้เลยครับ
และเมื่อชุดพร้อมแบบนี้ อาหารมาพร้อมเต็มโต๊ะแบบนี้ เราจะรอช้าอยู่ทำไมครับ เดินหน้าทยอยไล่ชิมเลยสิคร้าบบบบบบ
สำหรับกติกาในการชิมของแก๊งค์ผมในวันนี้ เราเห็นตรงกันว่าต่อให้ลายเนื้อวากิวของร้าน Momotaro จะสวยงามและยั่วน้ำลายเราขนาดไหนก็ตาม แต่เราจะต้องลองชิมเนื้อธรรมดาให้หมดไปทีละจานเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยข้ามไปยังเนื้อวากิวทั้ง 3 จานที่เรามี เราจะได้เปรียบเทียบหรือรับรู้รสชาติของเนื้อต่างๆ ได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นจานเริ่มต้นของพวกเราในวันนี้ก็เลยเป็นเนื้อวัว (เนื้อแดง) – Roast และเนื้อวัว (บริเวณท้อง) – Kainomi นั่นเองครับ
หมายเหตุ : ภาพแรกจะเป็นเนื้อวัว (เนื้อแดง) – Roast ส่วนภาพที่สองจะเป็นเนื้อวัว (บริเวณท้อง) – Kainomi นะครับ
สำหรับเนื้อทั้งสองจานนี้คุณภาพโดยรวมๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยครับ เนื้อลายสวย รสชาติดี สมกับที่เป็นการจำหน่ายเนื้อแบบ A la carte คุณภาพเนื้อดีกว่าเนื้อบุฟเฟ่ต์ของหลายๆ ร้าน ส่วนความแตกต่างระหว่างส่วนที่เป็นเนื้อธรรมดากับส่วนที่เป็นเนื้อบริเวณท้องนั้น ในสายตาและลิ้นของผมคิดว่าแตกต่างกันไม่มากครับ โดยเนื้อส่วนบริเวณท้องจะมีลายสวยและนุ่มกว่านิดๆ แต่ถ้าเทียบกับส่วนต่าง 80 บาทต่อจานแล้ว ผมแอบเชียร์เนื้อวัว (เนื้อแดง) – Roast ซึ่งเป็นเนื้อธรรมดามากกว่าครับ
อ้อ ผมลืมบอกไปเรื่องนึง ทางร้าน Momotaro เค้าให้ข้อมูลมาว่าในส่วนของเมนูเนื้อที่ไม่ได้เขียนว่าวากิวนั้น ทางร้าน Momotaro จะเลือกใช้เนื้อวัวไทยวากิวซึ่งเป็นวัวที่เลี้ยงในไทยแต่ได้รับการผสมพันธุ์จากน้ำเชื้อของวัววากิวจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักครับ โดยวัวไทยวากิวนี้จะได้รับการเลี้ยงดูต่างๆ เป็นอย่างดี คล้ายๆ กับการเลี้ยงวัววากิวที่ญี่ปุ่นเลย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่คุณภาพของเนื้อและลายต่างๆ ของเนื้อที่ร้านนี้จะดูดีกว่าหลายๆ ที่ครับ
ต่อกันที่จานที่สาม ลิ้นวัว (พิเศษ) จานนี้นุ่ม อร่อยเลยครับ ลิ้นวัวบางกำลังดี ปิ้งแป๊บเดียวก็สุกแล้ว และตอนที่กินก็ไม่รู้สึกว่าเหนียวหรือทานยากอะไรเลย ใครที่ชอบทานลิ้นวัวลองสั่งมาทานนะครับ ราคานี้ คุณภาพแบบนี้ถือว่าโอเคเลย
จานที่สี่ เนื้อร่องซี่โครง – Nakaoshi Karubi เนื้อส่วนนี้จะเป็นเนื้อส่วนที่ผมชอบที่สุดในบรรดาของเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อวากิวญี่ปุ่นเลยครับ ลักษณะของเนื้อนั้นจะนุ่มและหนากว่าเนื้อวัวธรรมดา รวมทั้งมีความเด้งหน่อยๆ กินแล้วเพลินมาก และยิ่งเมื่อคิดว่าเนื้อจานนี้ราคาเพียง 220 บาทเท่านั้น ยิ่งเป็นอะไรที่ผมคิดว่าคุ้มค่ามากครับ
จานที่ห้า เนื้อซี่โครงติดกระดูก – Honetsuki Karubi จะเป็นเนื้อส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย และเด้งสู้ฟันสูง ใครที่ไม่ค่อยชอบอะไรที่เคี้ยวยากๆ หรือเด้งๆ หน่อยน่าจะไม่ถูกใจส่วนนี้ซักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครชอบเนื้อสไตล์นี้ก็สั่งมาทานได้เลยครับ โดยก่อนทานผมแนะนำให้เอากรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนะครับ
จานที่หก เสือร้องไห้ – Karubi จานนี้จะเป็นเนื้อวัวธรรมดาจานสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่การชิมเนื้อวากิว A4+ ครับ ลักษณะของเนื้อจานนี้จะมีความมันและเหนียวสูงกว่าเนื้อชนิดอื่นๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถเคี้ยวได้แบบไม่ลำบากมาก ใครที่ชอบทานเนื้อส่วนนี้หรือลักษณะนี้ก็จัดมาได้เลยครับ
และแล้วก็มาถึงจากที่เจ็ด จานแรกของเนื้อวากิว A4+ จากญี่ปุ่น โดยพวกผมขอเริ่มกันที่ริบอาย (วากิว) – Wagyu Roast นะครับ ลักษณะของเนื้อชนิดนี้จะเป็นแผ่นบางๆ ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่ากับหน้าเลย ลายสวยงามดูน่ากินมาก ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นก็ต้องบอกว่าดีกว่าเนื้อหกจานที่ผ่านมาอย่างชัดเจน มีกลิ่นเนื้อค่อนข้างชัด แต่ในเรื่องของความนุ่มนั้นยังไม่ได้มากมายถึงขั้นขนาดกินแล้วละลายในปากนะครับ
สำหรับเนื้อจานนี้ทาง Momotaro จะมีการแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ จำนวน 10 ชิ้นมาให้เรียบร้อยแล้วครับ ตอนทานเราก็แค่คีบชิ้นเล็กๆ ลงไปย่างก็พอ จะได้ลิ้มรสหลายๆ ที หรือไม่ก็จะได้แบ่งกันทานได้ง่ายๆ หน่อย
จานที่แปด เนื้อวัว (วากิว) – Wagyu Karubi จานนี้เป็นเนื้อวากิวญี่ปุ่นที่ผมชอบมากที่สุดใน 3 จานที่ทางร้านมีครับ ราคาจะเท่ากับริบอายวากิวจานเมื่อกี้ แต่ลักษณะของเนื้อจะมีความนุ่ม หนา และมีไขมันแทรกมากกว่า กินแล้วรู้สึกว่าเนื้อละลายหายไปในปากเลยครับ ชอบมาก กินแล้วฟินเลย ><
ต่อกันด้วยจานที่เก้า จานที่มีราคาสูงที่สุดในวันนี้ เนื้อซี่โครง (วากิว) – Wagyu Tokuiyo Karubi จานนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าครั้งแรกที่เห็นนั้นผมอึ้งมาก ลายสวย ดูน่ากินสุดๆ และจังหวะแรกที่ผมลองเอาที่คีบคีบเนื้อดูก็รับรู้ได้เลยว่าเนื้อนิ่มมาก ส่วนในเรื่องของรสชาตินั้นก็สมตามราคาครับ นุ่ม อร่อย ละลายหายไปในปากเลย
ทั้งนี้หากพูดถึงเฉพาะเรื่องรสชาติอย่างเดียวนั้น ผมว่าเนื้อซี่โครง (วากิว) จานนี้ รสชาติดีและถูกปากกว่าเนื้อวัว (วากิว) จานที่ผ่านมาทั้งหมดครับ แต่เมื่อผมลองคิดเรื่องส่วนต่างราคา 200 บาท/จานแล้ว ผมรู้สึกว่าเนื้อวัว (วากิว) จานที่แล้ว ดูจะคุ้มค่ากว่านิดๆ แต่ทั้งนี้แต่ละคนอาจจะรู้สึกแตกต่างกับผมก็ได้ครับ เพราะจริงๆ แล้วเนื้อวากิวญี่ปุ่นทั้ง 3 จานนั้น คุณภาพและรสชาติดีหมดเลย เพียงแต่จะมีลักษณะของเนื้อที่แตกต่างกันออกไป โดยริบอายจะได้ความเป็นเนื้อมากกว่า ไม่ค่อยละลายเท่าไหร่ และมีกลิ่นเนื้อค่อนข้างชัด แต่เนื้อซี่โครงนั้นจะนุ่มกว่า ละลายกว่า และเนื้อวัว (วากิว) นั้น จะอยู่ตรงกลางๆ ของเนื้อทั้งสองครับ
ใครที่มีงบจำกัดก็ลองพิจารณาดีๆ นะครับว่าเนื้อประเภทไหนที่น่าจะถูกปากตัวเองมากที่สุด
จบจากเนื้อแล้วคราวนี้เรามาดูซีฟู้ดกันบ้างครับ วันนี้ผมกับเพื่อนทานกุ้งและหอยเชลล์ 2 อย่างครับ โดยทั้งสองจานนั้นความสดต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะหอยเชลล์ (Hotate) นั้น มีขนาดตัวที่ใหญ่ อวบ อ้วนมากครับ
หมายเหตุ : กุ้งที่อยู่ในภาพนั้นจะเป็นการสั่งมา 2 ที่นะครับ โดยในแต่ละวันจะได้จำนวนกุ้งต่อจานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของกุ้งในวันนั้นๆ
ต่อกันด้วยข้าวเลยแล้วกันนะครับ วันนี้ผมกับเพื่อนๆ ได้ลองทานสองอย่างคือ ข้าวยำหม้อร้อน – Ishiyaki Bibimbub และข้าวผัดกระเทียม ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะมีรสชาติไปคนละทาง แต่ก็ถือว่าอร่อยทั้งคู่ โดยข้าวยำหม้อร้อนนั้นจะมีความชุ่มและเครื่องต่างๆ มากกว่า ส่วนข้าวผัดกระเทียมนั้นจะออกแห้งๆ และหอมกระเทียมเป็นหลัก ใครที่ชอบทานแบบไหนก็เลือกสั่งได้เลย ปริมาณของแต่ละจานถือว่าเยอะใช้ได้ สามารถแบ่งกันทาน 2-3 คนได้สบายๆ ใครที่เห็นราคาข้าวผัดกระเทียมจานละ 120 บาท ก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ ทางร้านเค้าให้ปริมาณมาสมราคาอยู่ ^^
คราวนี้มาเข้าสู่หมวดผักแล้วก็ของทานเล่นกันดีกว่า คุณภาพของผักในเมนูต่างๆ ที่ผมได้ทานนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สด และมีความสวยงามครับ ส่วนเมนูที่ผมชอบที่สุดก็คือยำผักรวม ซึ่งผมชอบมากจนต้องขอสั่งเพิ่มอีกจานเลย กินเพลินๆ แกล้มกับเนื้อเข้ากันมาก แถมไม่ต้องเสียเวลาปิ้งเหมือนกับจานอื่นๆ ด้วย ><
และหลังจากที่พวกผมจัดการทานอาหารบนโต๊ะเรียบร้อยทุกจานแล้ว ทางร้าน Momotaro ก็ได้นำเอาแตงโมสีเหลืองสวยงามดูน่ากินแบบนี้มาให้พวกผมทานคนละชิ้นครับ ขนาดของแตงโมนั้นถือว่าใหญ่เลย เรียกว่าพอๆ กับ 3-4 ชิ้นของบางร้านเลยครับ รสชาติแตงโมดี มีความหวาน กินแล้วสดชื่นมาก
และก่อนที่จะเข้าไปสู่บทสรุปในช่วงท้ายกัน ผมขออนุญาตแนะนำอีกหนึ่งเมนูพิเศษของร้าน Momotaro ก่อนนะครับ โดยเมนูที่ว่านี้ก็คือเซ็ตอาหารกลางวันที่ทางร้านจะเปิดจำหน่ายเฉพาะในเวลา 11.00 น. – 15.00 น. เท่านั้น ภายในเซ็ตนี้จะประกอบไปด้วยเนื้อ 1 อย่าง, ข้าว 1 ถ้วย, ยำผักรวม, น้ำซุป แล้วก็แตงโม โดยมีราคาเริ่มต้นของชุดอาหารกลางวันนี้ที่ 120 บาท/ชุด ครับ
ทั้งนี้ประเภทของเนื้อที่เราจะสามารถทานในเซ็ตอาหารกลางวันได้นั้น ทาง Momorato จะเปิดโอกาสให้เราเลือกสั่งเนื้อได้ทุกชนิดที่ทางร้านมีบริการเลยครับ โดยราคาของแต่ละเซ็ตจะเท่ากับราคาของเนื้อจานนั้นๆ ในเมนู A la carte ปกติ เช่น เนื้อไก่ ราคา 120 บาท, เนื้อร่องซี่โครง ราคา 220 บาท, เนื้อวัว (วากิว) ราคา 780 บาท, หอยเชลล์ ราคา 450 บาท โดยเราจะได้เนื้อเกรดเดียวและคุณภาพเดียวกับการสั่งอาหาร A la carte ตามปกติเลย และจะได้ข้าว, ซุป, ยำผัก มาทานเพิ่มฟรีๆ โดยจ่ายในราคาเท่าเดิมครับ ^^
สำหรับภาพนี้จะเป็นภาพของชุดเนื้อ Karubi หรือเสือร้องไห้ ราคาชุดละ 200 บาทครับ ลวดลายเนื้อดูสวยงาม ยั่วน้ำลายมาก ใครที่สนใจอยากจะทานชุดเมนูอาหารกลางวันแบบนี้ก็ไปลองทานได้ในช่วงเวลา 11.00 น. – 15.00 น. นะครับ โดยชุดไก่, หมู หลังจากรวมน้ำเปล่า, Vat 7% และ Service Charge 10% แล้ว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 180 – 240 บาท เท่านั้นเอง หากใครที่ทานแล้วรู้สึกยังไม่อิ่มก็สามารถสั่งเนื้ออื่นๆ มาเพิ่มอีกซักจานก็ได้ครับ ราคารวมๆ แล้วก็ตกประมาณ 500 บาท/คน แต่ได้ทานเนื้อเกรดที่ดี มีลายสวยๆ แบบนี้ ฟินๆ กันไปครับ
และทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ของผมกับต๋งในการไปทานอาหารที่ร้าน Momotaro (โมโมทาโร่) The Paseo Park (เดอะ พาซิโอ พาร์ค) ถ.กาญจนาภิเษกครับ และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพของรีวิวนี้ชัดเจนขึ้น ผมจึงขอสรุปออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561
ช่วงเวลา : 14.00 – 16.30 น.
จำนวน : 8 คน
รสชาติอาหาร : รสชาติอาหารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ โดยเฉพาะบรรดาเนื้อต่างๆ ทั้งเนื้อวากิวญี่ปุ่นแล้วก็เนื้อไทยวากิว ใครที่ชอบทานเนื้อน่าจะถูกอกถูกใจกับการมาทานอาหารที่ร้านนี้พอควร แต่ทั้งนี้ก็ต้องเป็นคนที่พอจะรู้ตัวเองนะครับว่าชอบทานเนื้อส่วนไหนหรือลักษณะไหนเป็นพิเศษ เพราะถ้าสั่งมาแล้วไม่ใช่สไตล์ที่ตัวเองชอบก็จะทำให้ความอร่อยลดลงพอควร อย่างผมเองเป็นคนที่ชอบทานเนื้อส่วนที่มีมันแทรกกลางๆ ไม่เด้งสู้ฟันมากเกินไป รวมทั้งไม่มีเอ็นหรืออะไรเหนียวๆ ก็จะชอบทานเป็นเนื้อร่องซี่โครง – Nakaoshi Karubi, ลิ้นวัว (พิเศษ) แล้วก็เนื้อวัว (วากิว) ครับ
ความหลากหลายของอาหาร : เรื่องนี้ผมให้อยู่กลางๆ แล้วกันครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าร้าน Momotaro ให้ความสำคัญกับเมนูเนื้อมากกว่าอย่างอื่น แม้จะมีเมนูซีฟู้ด, หมู หรือไก่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีให้เลือกทานมากนัก ดังนั้นใครที่ไม่ทานเนื้อเลยอาจจะหาเมนูสั่งได้อยากหน่อย ส่วนคนที่เป็นขาเนื้อนั้นก็น่าจะฟินกับเนื้อประเภทต่างๆ ที่เค้ามีให้บริการครับ
ความสะอาดของร้านและบรรยากาศโดยรวม : เรื่องนี้ผมให้สอบผ่านครับ บรรยากาศร้านดูโล่ง สบายตา นั่งทานแล้วไม่อึดอัด การตกแต่งร้านก็ดูดีครับ
การบริการของพนักงาน : อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ไม่ได้เจอเคสอะไรที่เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดหรือคิดว่าควรจะต้องปรับปรุงเลย แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกนะครับว่าโต๊ะที่ผมนั่งนั้นอยู่ใกล้ๆ กับตำแหน่งที่พนักงานยืนประจำ รวมทั้งแขกอื่นๆ ในร้านช่วงนั้นก็ไม่ได้มีเยอะด้วยครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่คนที่ไม่มีรถส่วนตัวคงต้องกลุ้มใจหน่อยนะครับ เพราะ The Paseo Park ถ.กาญจนาภิเษก อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองพอควร รวมทั้งไม่มีรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ผ่านใกล้ๆ เลย คนที่จะไปที่นี่ได้หลักๆ คือต้องมีรถส่วนตัวหรือ Taxi เท่านั้น ซึ่งสำหรับคนที่มีรถส่วนตัวแล้ว การจะไปที่นี่ก็ถือว่าไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ ถนนกว้าง หลายเลน รถไม่ติด สามารถมองเห็นทางเข้าได้ชัดเจน รวมทั้งมีที่จอดรถเยอะด้วยครับ
ความคุ้มค่า : เรื่องนี้เป็นอะไรที่เขียนค่อนข้างยากซักหน่อยเพราะในวันนั้นผมได้มีโอกาสชิมเนื้อหลายชนิด ซึ่งบางชนิดก็เป็นเนื้อที่ดีแต่อาจจะไม่ใช่สไตล์ที่ผมชอบทานซักเท่าไหร่ ดังนั้นความคุ้มค่าของแต่ละจานในความเห็นผมจึงอาจจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าคุณภาพของเนื้อร้านนี้ดี การตั้งราคาต่างๆ ก็ดูเหมาะสมกับคุณภาพของที่ได้ โดยเฉพาะชุดเมนูอาหารกลางวันที่มีข้าว, ซุป, ยำผัก มาให้ครบในราคาที่ย่อมเยา มันเป็นอะไรที่น่าลองมากครับ ส่วนเมนูที่ผมรู้สึกว่าคุ้มค่ามากที่สุด และจะสั่งเป็นอันดับแรกๆ หากมีโอกาสได้กลับไปทานอีกก็ได้แก่ เนื้อร่องซี่โครง – Nakaoshi Karubi, ลิ้นวัว (พิเศษ) แล้วก็เนื้อวัว (วากิว) ครับ โดยจากที่ผมได้ลองคำนวณดูปริมาณของเนื้อเทียบกับราคา แล้วก็ความสามารถในการกินของแต่ละคนในหนึ่งมื้อก็พบว่า หากจะกินให้อิ่มแบบพอดีๆ น่าจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500-700 บาท/คน ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อที่สั่งครับ ซึ่งพอคำนวนออกมาแบบนี้และเทียบกับคุณภาพของเนื้อโดยรวมๆ แล้ว ผมถือว่าคุ้มค่าในระดับนึงนะครับ เพราะแม้ราคานี้เราจะสามารถกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างหลายๆ ที่จนอิ่มท้องแตกได้ แต่คุณภาพของเนื้อโดยรวมของการกินปิ้งย่างแบบ A la carte ที่ร้านนี้ก็ดีกว่าในระดับนึงครับ ก็เรียกว่าแต่ละคนต้องลองชั่งใจดูว่ามื้อนั้นอยากจะกินอร่อยแบบฟินๆ โดยอิ่มพอประมาณ หรือเลือกจะไปเน้นปริมาณกับความหลากหลายของที่อื่นมากกว่าครับ
สรุป : ร้าน Momotaro The Paseo ถ.กาญจนาภิเษก เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้เนื้อคุณภาพดีทั้งเนื้อวากิว A4+ จากญี่ปุ่น แล้วก็เนื้อวัวไทยวากิวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในประเทศไทย สมแล้วที่ทางร้านตั้ง position ของตัวเองว่าเป็น Japanese Premium Yakiniku คนที่ชอบทานเนื้อแบบที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์และอยู่ไม่ห่างจากที่นี่มากนักควรหาโอกาสมาลองซักครั้งครับ โดยคนที่งบน้อยหน่อยก็เลือกทานเป็นเนื้อไทยวากิวที่ราคาจานละ 200 – 350 บาทเป็นหลัก แล้วสั่งเนื้อวากิวที่นุ่มโคตรๆ ละลายในปาก ราคาจานละ 780 – 980 บาท มาทานซักจานสองจานก็ได้ครับ ส่วนคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณอะไรก็จัดเนื้อวากิวแบบเต็มๆ ได้เลย ทั้งนี้สำหรับขาบุฟเฟ่ต์ ชอบกินอะไรเน้นปริมาณ ต้องการความคุ้มสุดๆ หรือเป็นคนที่ชอบทานหมู, ไก่ และซีฟู้ดเป็นหลัก ร้านนี้คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีของคุณครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องราวการรีวิวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจของผมกับต๋งก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ ส่วนผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ ของร้านแห่งนี้เพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
Facebook : Momotaro The Paseo Park Kanchanaphisek
Tel : 02-1113956
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ
Facebook Comments

You may also like