เนื้อโกเบที่หอมนุ่ม, ฟัวกราส์ชิ้นใหญ่ที่พร้อมจะละลายหายไปในปาก และเมนล็อบสเตอร์ตัวใหญ่ยักษ์เกือบเท่าหน้า อาหารทั้งสามรายการนี้น่าจะเป็นประเภทอาหารที่หลายๆ คนชอบทานกันอย่างเป็นแน่ เพราะแต่ละอย่างนั้นมันเด็ดและยืนหนึ่งในพิกัดของมันจริงๆ และเชื่อมั้ยครับว่าทั้งสามรายการนี้มันมีให้เรากินได้ไม่อั้น สั่งได้เรื่อยๆ ถึง 3 ชั่วโมงครึ่งเลยที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok ถ.วิทยุ ถ้าใครพร้อมจะไปลิ้มลองไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์สุดเริ่ดที่มีวัตถุดิบดีๆ แบบนี้ให้ทานไม่อั้นแล้วก็ตามผมไปต่อได้เลยครับ!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของพวกเราครับ
โดยไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกันในวันนี้นั้นจะเป็นไลน์ Sunday Brunch ของห้องอาหาร Tamarind Natural Dining (แทมมาริน เนเชอรัล ไดนิ่ง) โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok (เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ) ครับ และไลน์นี้จะมีรายละเอียดต่างๆ ในการไปทานดังนี้เลย
วันที่เปิดบริการ : เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น
เวลาที่เปิดบริการ : 12.00 น. – 15.30 น.
ราคาผู้ใหญ่ : 2,500++ บาท/คน หรือ 2,943 บาท/คน net (รวมน้ำเปล่าและ Free Flow Soft Drink แล้ว)
ราคาเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ : 1,250++ บาท/คน หรือ 1,472 บาท/คน net (รวมน้ำเปล่าและ Free Flow Soft Drink แล้ว)
ราคาเด็กอายุมากกว่า 12 ขวบขึ้นไป : คิดราคาเท่ากับผู้ใหญ่
พิเศษเฉพาะช่วงนี้!! หากใครทำการสำรองที่นั่งล่วงหน้า ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรือ Facebook Fanpage Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok ก็จะได้รับส่วนลด 20% เหลือเพียง 2,354 บาท/คน net เท่านั้น (รวมน้ำเปล่าและ Free Flow Soft Drink แล้ว) หากใครสนใจก็ต้องรีบตัดสินใจหน่อยนะครับ เพราะผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโปรโมชั่นนี้จะมีถึงวันที่เท่าไหร่ครับ
หมายเหตุ : สำหรับแขกที่เข้าพักที่โรงแรมและสนใจจะทาน Sunday Brunch นี้ จะได้รับส่วนลดพิเศษ 30% นะครับ และสำหรับใครที่อยากจะทานพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เค้าจะมี Free Flow เครื่องดื่มเหล่านี้ให้ทานด้วยในราคา 888++ บาท/คน ใครสนใจก็ลองสอบถามทางพนักงานดูนะครับ
เอาล่ะ รู้จักข้อมูลคร่าวๆ ของไลน์นี้ รวมทั้งโปรโมชั่นที่น่าสนใจในช่วงนี้กันไปแล้ว คราวนี้เราไปดูเรื่องที่ตั้งของโรงแรมและห้องอาหารกันดีกว่า และเนื่องจากโรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok แห่งนี้ พึ่งจะเปิดบริการได้ไม่นาน (เริ่มเปิดบริการครั้งแรกปลายเดือนมิถุนายน 2562) ดังนั้นผมก็เลยจะขออธิบายเกี่ยวกับภาพรวมของที่นี่เยอะหน่อยนะ โดยเรื่องแรกที่ผมจะขอพูดถึงนั่นก็คือเรื่องที่ตั้งของโรงแรมครับ
สำหรับที่ตั้งของโรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok นั้น หากจะอธิบายให้ง่ายๆ สำหรับคนที่พอจะรู้จักโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพมาพอควรแล้ว โรงแรมแห่งนี้มันก็จะตั้งอยู่ที่เดียวกันกับโรงแรมปาร์คนายเลิศเดิมนั่นแหละครับ เพราะโรงแรมแห่งนี้ก็คือโรงแรมที่นำเอาโรงแรมปาร์คนายเลิศมารีโนเวทปรับปรุงใหม่นั่นเอง โดยภายในพื้นที่เค้าจะมีอยู่สองส่วนคือส่วนที่เป็นโรงแรมที่มีห้องอาหารกับห้องพักจำนวน 294 ห้อง กับอีกส่วนนึงจะเป็นศูนย์สุขภาพและเวลเนสระดับสากลที่ชื่อว่า “BDMS Wellness Clinic” ครับ
ใครที่พอจะรู้จักโรงแรมปาร์คนายเลิศอยู่แล้วก็น่าจะเดินทางมาไม่ยาก ส่วนถ้าใครไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ดูแผนที่ด้านล่างนี้ได้เลยครับ โรงแรมจะอยู่ติดกับถนนวิทยุ ใกล้ๆ กับ Central Embassy (เซ็นทรัล เอ็มบาสซี) ซึ่งด้วยทำเลที่ตั้งของเค้าแบบนี้มันก็เลยจะไม่ค่อยสะดวกกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าซักเท่าไหร่นะครับ โดยสถานีรถไฟฟ้า BTS ที่ใกล้ที่สุดก็คือสถานีเพลินจิตซึ่งจะต้องเดินเท้าต่ออีกประมาณ 700 เมตรจึงจะถึงโรงแรมครับ
ใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็อาจจะต้องเดินไกลนิดนึงนะ หรือไม่ก็นั่ง Taxi ไปน่าจะสะดวกกว่า ส่วนใครที่ขับรถมาเองนั้นพอมาถึงหน้าโรงแรมแล้วก็เลี้ยวรถลงไปจอดที่ชั้นใต้ดินของเค้าได้เลย ที่จอดรถเยอะมาก แถมจอดง่าย และถ้าใครที่มาใช้บริการที่ห้องอาหารของโรงแรมก็จะสามารถจอดได้ยาวๆ ไม่จำกัดเวลาด้วยครับ ^^
มาดูในส่วนของห้องอาหารกันบ้าง โดยห้องอาหาร Tamarind Natural Dining ซึ่งเป็นห้องอาหารที่ให้บริการไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch นี้จะตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมเลย โดยหลังจากที่เราก้าวผ่านประตูของโรงแรมเข้ามาเราก็จะเจอกับล็อบบี้และห้องโถงใหญ่ๆ ที่สามารถมองเห็นห้องอาหาร Tamarind Natural Dining ในมุม Top View แบบนี้ครับ
จากนั้นเมื่อเราก้าวลงบันไดมาเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าห้องอาหารแห่งนี้เป็นห้องอาหารที่หลังคาสูงโปร่งมากกกก และมีพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง สามารถรองรับคนได้ประมาณ 150-180 คน นอกจากนี้เค้ายังมีพื้นที่ของห้องอาหารด้านนึงที่สามารถมองเห็นสวนกับสระว่ายน้ำด้านนอกด้วย ใครจะไปเชื่อครับว่าสวนเขียวๆ ที่ดูร่มรื่นแบบนี้จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนพื้นที่ที่มีมูลค่าแพงลิบลิ่วนับหมื่นล้านแบบนี้ครับ @_@
ใครที่ได้มีโอกาสไปทานอาหารที่นี่ก็อย่าลืมออกไปเดินเล่น สัมผัสกับบรรยากาศเค้าด้วยนะครับ มันเหลือเชื่อจริงๆ ว่าสถานที่แบบนี้จะตั้งอยู่ในเมืองแบบนี้ หรือหากใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบทานอาหารแบบ Outdoor อยากสัมผัสบรรยากาศต่างๆ แบบเต็มที่ก็สามารถนั่งทานบริเวณ Outdoor ได้นะครับ ทางห้องอาหารเค้ามีโต๊ะไว้บริการอยู่เช่นเดียวกัน
แต่ถ้าใครไม่ใช่สายชิล ไม่ชอบสัมผัสธรรมชาติ หรือต้องไปทานอาหารโดยมีเด็กเล็กๆ ติดไปด้วย ที่ด้านข้างห้องอาหาร Tamarind Natural Dining เค้าก็มีพื้นที่ให้เด็กได้เล่นกันอย่างเพลิดเพลินแบบนี้ด้วยครับ โดยพื้นที่ตรงนี้เราสามารถใช้บริการได้ฟรีเลย
เอาล่ะ มาดูในส่วนของไลน์อาหารกันบ้างจะได้ดูกันว่าราคาอาหาร 2,500++ บาท/คน นี้ จะมีอาหารให้เราเลือกกินมากมายแค่ไหน และที่ผมบอกว่าวัตถุดิบต่างๆ ของที่นี่นั้นอย่างเริ่ด มันจะสมกับที่ผมได้โม้ไว้มั้ย โดยในความเห็นของผมนั้นผมได้ทำการแบ่งประเภทอาหารของไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok ออกเป็นทั้งหมด 9 หมวด ดังนี้ครับ
หมวดที่ 1 : Seafood on ice
หมวดที่ 2 : Grilled Station
หมวดที่ 3 : Roasted Station
หมวดที่ 4 : อาหารนานาชาติ
หมวดที่ 5 : Cold Cuts, ชีส และขนมปัง
หมวดที่ 6 : สลัด
หมวดที่ 7 : อาหารไทยและอาหารอื่นๆ
หมวดที่ 8 : อาหารพิเศษ (Special Menu)
หมวดที่ 9 : ผลไม้, ของหวาน และไอศกรีม
เริ่มกันที่หมวดแรก “Seafood on ice” หมวดนี้เป็นหมวดที่ทางห้องอาหารทำออกมาได้ดีเลยนะครับ อาหารจัดเต็มและสดมาก โดยประเภทอาหารที่เราจะได้ทานในหมวดนี้ก็ได้แก่ ปูอลาสก้า, หอยนางรม, หอยตลับ, กั้ง, ปลาหมึกยักษ์, หอยแมลงภู่ และหอยเชลล์ ซึ่งผมขอบอกไว้เลยว่าใครที่ชอบทานหอยนางรมต้องร้องกรี้ดแน่ๆ เพราะเค้าจัดมาให้เราทานถึง 5 สัญชาติเลยจ้า
นี่เป็นหน้าตาของหอยนางรมทั้ง 5 สัญชาติครับ Fines de Claire, Korean, Normandy, Jersy และ Irish โดยเค้าจะแยกเอากลุ่มหอยนางรมนี้มาวางไว้ต่างหากเลย เพราะมันมีเยอะแถมยังมีพวกน้ำจิ้มกับเครื่องเคียงต่างๆ อีก ใครที่ชอบทานหอยนางรมจากต่างประเทศแบบนี้ รับรองถูกใจและฟินมากๆ แน่นอนครับ
และนอกจากหอยนางรมของเค้าจะเด็ดและดีแล้ว ในส่วนของอาหารซีฟู้ดอื่นๆ ที่อยู่ในหมวดนี้ก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันเลยนะครับ แต่ละอย่างใหญ่และสดมาก โดยเฉพาะปูอลาสก้านี่เนื้อเยอะทานง่ายมาก แต่ถ้าใครที่เป็นขาปูแบบจัดๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อยฟินเท่าไหร่ เพราะถึงแม้เนื้อปูจะสดและเยอะ แต่ผมว่าหลายๆ ชิ้นเนื้อปูขาดความหวานไปหน่อยครับ
รวมๆ ต้องบอกเลยว่าในหมวด Seafood on ice นี้ ผมกับต๋งประทับใจมากเลยนะครับ อาหารสดและดี มีให้เลือกทานเยอะ ขนาดโดยรวมถือว่าใหญ่ และมีการเติมอาหารเรื่อยๆ โดยหากจะให้ผมหาข้อติจริงๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของเนื้อปูที่ขาดความหวานไปหน่อย แล้วก็น้ำจิ้มซีฟู้ดที่รสชาติธรรมดา ไม่ค่อยแซ่บจัดจ้านครับ ซึ่งในเรื่องน้ำจิ้มนี้ผมได้บอกกับโรงแรมไปแล้วว่าน่าจะมีการเพิ่มประเภทน้ำจิ้มลงไปอีก เพื่อให้แบบนึงเป็นรสสำหรับชาวต่างชาติ และอีกแบบนึงเป็นรสเผ็ดแซ่บสำหรับคนไทยครับ ก็ได้แต่หวังว่าทางโรงแรมและห้องอาหารจะนำไปพิจารณานะ ^^
ต่อกันที่หมวดที่สอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมวดที่ผมว่าเค้าทำมาได้ดีมากเช่นเดียวกันกับ “Grilled Station” โดยอาหารในหมวดนี้จะถูกวางไว้ในบริเวณ Outdoor นะครับ เพราะเค้าต้องใช้เตาย่างร้อนๆ แปรรูปเนื้อต่างๆ ให้เรากิน โดยเค้าจะมีเนื้อให้เราเลือกทานทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ แซลมอน (Tasmanian Wild Salmon), เนื้อเทนเดอร์ลอยด์ (Prime Grass-fed Tenderloin), เนื้อริบอาย (Angus Grass-fed Ribeye), กุ้งลายเสือ (Grilled River Prawns) และเมนล็อบสเตอร์ (Maine Lobster) โดยเนื้อย่างทั้ง 5 แบบนี้เราจะสั่งหรือกินคนละกี่ชิ้นก็ได้ ไม่มีการจำกัดเลยครับ ใช่ครับ…ทุกคนอ่านไม่ผิดครับ เราจะกินคนละกี่ตัวก็ได้ ใครอยากจะซัดล็อบสเตอร์ซัก 10 ตัวก็ทำได้ และผมบอกเลยว่าล็อบสเตอร์ของที่นี่นั้นดีมากกกกกก ตัวใหญ่และสดสุดๆ แถมยังเป็นล็อบสเตอร์จากรัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นล็อบสเตอร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยครับ
ผมให้ดูขนาดของล็อบสเตอร์ของเค้าแบบชัดๆ ครับ บอกเลยว่าตัวใหญ่และสดจริงๆ ใหญ่จนเกือบจะเท่าหน้าต๋งอยู่แล้ว ส่วนก้ามก็ใหญ่เกือบจะเท่าแขน เนื้อเยอะมาก กินแล้วฟินสุดๆ เมนูนี้ผมแนะนำจริงๆ หากใครไม่มีปัญหาเรื่องของการกินล็อบสเตอร์ควรจัดอย่างน้อยคนละ 2 ตัวครับ
และสำหรับใครที่ชอบทานเนื้อผมแนะนำเลยว่าทั้งเนื้อเทนเดอร์ลอยด์ (Prime Grass-fed Tenderloin) และเนื้อริบอาย (Angus Grass-fed Ribeye) ของเค้านั้นดีทั้งคู่เลย นุ่มอร่อย กินเพลินมาก โดยเกรดเนื้อที่เค้าใช้นั้นดีมากๆ ครับ เพราะเป็นเกรด Prime ซึ่งเป็นเกรดสูงสุดของการแบ่งประเภทเนื้อของประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งเนื้อวัวที่เค้าใช้ก็ยังเป็นวัวที่เลี้ยงโดยการปล่อยให้กินหญ้าในธรรมชาติ (Grass-fed) ด้วย ซึ่งข้อดีของวัวที่เลี้ยงแบบนี้ก็คือเนื้อวัวจะมีไขมันน้อย และวัวที่กินหญ้าจะมีการดูดซับสารสี (Pigment) จากหญ้าที่เรียกว่าแคโรทีน (Carotene) เข้าไป ทำให้ไขมันที่พอจะมีแทรกอยู่ในเนื้อนั้นจะเกิดการเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ และทำให้รสชาติของเนื้อดียิ่งขึ้นครับ
.
.
.
สองเมนูนี้ขาเนื้อไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อร่อยเด็ดและชิ้นหนาทั้งสองรายการเลย
และในเมื่อทั้งเนื้อกับเมนล็อบสเตอร์ 3 รายการแรก ต่างก็เป็นเนื้อที่มีคุณภาพสูงและทำคะแนนต่างๆ มาได้ดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทั้งแซลมอนและกุ้งลายเสือซึ่งเป็นอีก 2 รายการที่เหลือในหมวดนี้ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงเหมือนกัน ใครที่ชอบทานแซลมอนกับกุ้งลายเสือสามารถตักมาทานได้เลยอย่างไม่ต้องลังเลครับ โดยเฉพาะกุ้งลายเสืออันนี้เด็ดมากจริงๆ
ทั้งนี้ในวันที่ผมไปทานอาหารนั้นที่หมวดนี้ทางโรงแรมยังไม่ได้มีการจัดคิวหรือระบบสั่งออเดอร์อะไรนะครับ ทางเชฟจะทำการย่างเรื่อยๆ และเมื่อสุกแล้วก็จะวางไว้ในภาชนะต่างๆ แยกตามประเภทไว้ ใครอยากทานอะไรก็เดินไปตักได้เลย แต่ปรากฏว่าในหลายๆ ช่วงเวลาที่หมวดนี้ก็มีคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนทำให้อาหารขาดตอนและเกิดความสับสนวุ่นวายในการรอคิวพอควร รวมถึงหลายๆ คนก็ต้องนั่งรออาหารเป็นเวลานาน ดังนั้นหากในอนาคตทางโรงแรมสามารถแก้ไขเรื่องระบบการจัดคิวและความเร็วในการย่างในหมวดนี้ได้ จะเป็นอะไรที่มากๆ ครับ
หมวดที่สาม “Roasted Station” เมื่อกี้เราดูอาหารที่เป็นประเภทของการ Grilled หรือการย่างไปแล้ว คราวนี้เราไปดูอาหารประเภทที่เป็นการอบหรือที่เรียกว่า Roasted กันบ้างดีกว่า โดยอาหารในหมวดนี้จะอยู่ภายในบริเวณห้องอาหารนะครับ และอาหารส่วนใหญ่จะถูกปรุงเสร็จไว้หมดแล้ว แต่จะมีเชฟคอยแสตนด์บายเพื่อตัดแบ่งหรือจัดเป็นคำๆ ให้เรา โดยในวันที่ผมไปนั้นจะมีอาหารในหมวดนี้ทั้งหมด 4 เมนู และเป็นเนื้อสัตว์ 4 ชนิดเลย ซึ่งประกอบไปด้วยปลากะพง, แกะ, เนื้อ และเป็ด โดยในส่วนของปลากะพง, แกะ และเนื้อนั้นจะเป็นการทานเนื้อเป็นหลัก โดยมีเครื่องเคียงประกอบข้างๆ ตามแต่ที่เราต้องการ หรือถ้าหากใครอยากจะกินแต่เนื้อล้วนๆ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ในส่วนของเป็ดนั้นจะเป็นเปาะเปี๊ยะเป็ดที่ทางเชฟจะทำการห่อเป็นคำๆ ให้เราครับ
รสชาติโดยรวมๆ ของอาหารในหมวดนี้ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ นะ และผมว่าอาหารที่อยู่ในหมวด Grilled Station นั้นดีกว่าเยอะเลย ดังนั้นถ้าใครไม่ได้อยากจะทานเมนูไหนเป็นพิเศษจริงๆ ผมว่าเก็บท้องไว้กินในส่วนของ Grilled Station จะดีกว่า แต่ถ้าใครอยากจะลองทานลองเทสต์ด้วยตัวเองอันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ เดินตรงดิ่งไปแล้วแจ้งเชฟได้เลย ^^
หมวดที่สี่ อาหารนานาชาติ” อาหารในหมวดนี้จะถูกแยกย่อยออกเป็น 4 ประเภทนะครับ ได้แก่ อาหารญี่ปุ่น, อาหารอิตาเลี่ยน, อาหารจีน และอาหารนานาชาติอื่นๆ โดยในส่วนแรกที่ผมจะขอพูดถึงก็คืออาหารญี่ปุ่นครับ
อาหารญี่ปุ่นของไลน์ Sunday Brunch โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok นั้นจะมีแค่ซูชิและซาชิมิเท่านั้น อีกทั้งประเภทของปลาก็ไม่ได้หลากหลายมากนัก จะมีแค่แซลมอน, ทูน่า, ซาบะ และไข่กุ้ง แต่ในเรื่องของหน้าตาและรสชาตินั้นไม่ธรรมดาเลย คุณภาพของปลาดิบอยู่ในเกรดที่ดีครับ ส่วนความสวยงามของซูชิก็ถือว่าทำมาได้ดี โดยเฉพาะซูชิที่เป็นรูปร่างทรงกลม ผมพึ่งจะเคยเห็นที่นี่เป็นที่แรกเลย ดูน่ารักมาก แต่เสียดายพอปั้นแบบนี้แล้วปริมาณข้าวต่อชิ้นมันดูค่อนข้างเยอะ ผมเลยไม่ได้หยิบมาลองชิม แต่ในส่วนที่เป็นซูชิที่เป็นรูปร่างมาตรฐานอันนี้ดีเลยนะครับ เนื้อปลาเยอะ ปริมาณข้าวน้อย ปลาคุณภาพดี กินแล้วโอเคเลย
ในส่วนของอาหารอิตาเลี่ยนนั้นเค้าจะมีบริการเป็นพาสต้าครับ จะมีเชฟประจำจุดและคอยทำตาม order เรา ประเภทของเส้นมีให้เลือกหลากหลายดี รวมทั้งประเภทของการปรุงอาหารก็สามารถสั่งได้หลายแบบ แต่จากที่ผมได้ลองสั่งมาทาน 2 จาน ผมว่าในเรื่องรสชาตินั้นยังถือว่าธรรมดาไปหน่อย และแอบรู้สึกผิดหวังนิดๆ เหมือนกันครับ T_T
มาดูในส่วนของอาหารจีนกันบ้าง ในส่วนนี้จะให้บริการเป็นขนมจีบกับซาลาเปานะครับ วันที่ผมไปขนมจีบมีไส้กุ้งกับไส้หมู ส่วนซาลาเปานั้นเป็นไส้หมูสับ รสชาติโดยรวมดี แป้งอร่อย เนื้อเยอะ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าโดดเด่นหรือว้าวห้ามพลาดขนาดนั้น ประมาณว่ากินแล้วรู้สึกดีแต่ยังไม่ถึงขั้นแนะนำหรือต้องไปหยิบซ้ำครับ
ปิดท้ายอาหารในหมวดนี้ด้วยอาหารนานาชาติอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอาหารเหล่านี้ว่าอะไรดี แต่พอเห็นว่าทางโรงแรมได้มีการนำเอาอาหารอย่างพวกเบคอน, ไส้กรอก และ Black Pudding มาให้บริการ ผมก็เลยเอามายำรวมกันเป็นอาหารในหมวดนี้เลยนะครับ
ในส่วนของไส้กรอกและเบคอนนั้นดีมากครับ ไส้กรอกเกรดพรีเมี่ยมเน้นๆ เนื้อ ส่วนเบคอนก็ทอดมาได้กรอบดีแถมไม่อมน้ำมัน ที่สำคัญเค้ายังมีพวกซอสและเครื่องเคียงให้เราทานคู่หลายอย่างด้วย ส่วน Black Pudding ซึ่งเป็นอาหารของคนอังกฤษและสกอตแลนด์นั้น อันนี้ผมพึ่งเคยกินครั้งแรกที่นี่เลย รสชาติบอกไม่ค่อยถูกแฮะ แต่มันไม่ค่อยถูกปากผมซักเท่าไหร่ครับ @_@
หมายเหตุ : Black Pudding คือ อาหารประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆ กับไส้กรอก มีส่วนผสมหลักๆ คือ suet (ไขมันที่ได้จากวัว), ข้าวโอ๊ต, เลือด, ข้าวบาร์เลย์ และเครื่องเทศต่างๆ โดยหลายๆ ที่มักเสิร์ฟอาหารประเภทนี้ในไลน์อาหารเช้าครับ
หมวดที่ห้า “Cold Cuts, ชีส และขนมปัง” หมวดนี้แม้จะเป็นหมวดที่ผมได้ลองชิมอาหารไม่กี่อย่าง แต่ผมกล้าการันตีถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่เค้าเลือกใช้เลยครับว่ามันดีจริง และผมกล้าบอกเลยว่าถ้าใครชอบกิน Cold Cuts กับชีสนั้นต้องประทับใจและร้องกรี้ดแน่ๆ เพราะเค้าจัดมาเต็มที่มากกกกกก เยอะมากมายละลานตาเลย โดยเฉพาะชีสนี่มีเกิน 10 แบบอีกครับ มาเยอะและหลากหลายมาก
และนี่คือภาพของชีสประเภทต่างๆ ที่เค้ามีครับ
และนี่เค้ามีป้ายขายจุดเด่นของชีสด้วยนะว่ากินแล้วจะเป็นยังไง เวลาเราตักมากินเราจะได้รู้สึกดีครับ ><
ส่วนนี่เป็นภาพของ Cold cuts ที่มีในไลน์ครับ อลังการและละลานตาไม่แพ้ชีสเมื่อกี้นี้เลย
สำหรับอาหารในหมวดนี้ผมกับต๋งน่าจะได้ลองชิมประมาณ 30% ของที่เค้ามีครับ โดยเน้นชิมไปที่ Cold Cuts เป็นหลัก ตามมาด้วยขนมปังกับชีสอย่างละนิดละหน่อย ซึ่งทุกรายการที่ผมกับต๋งหยิบมาชิมนั้นถือว่าอร่อยถูกปากหมดเลย Cold Cuts เนื้อดีและอร่อยมาก ส่วนขนมปังก็หอมนุ่ม และในส่วนของชีสที่ต๋งหยิบมาลอง 2-3 ชนิดนั้นก็รสชาติดีถูกปากครับ รวมๆ ต้องบอกว่านี่เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ไลน์นี้ทำได้ดีมากๆ เพราะขนาดพวกเราที่ไม่ค่อยชอบทานอาหารประเภทนี้เท่าไหร่ยังรู้สึกดีเลยครับ
ภาพด้านล่างนี้เป็นพวกขนมปังต่างๆ พร้อมผลไม้แห้งที่เค้ามีนะครับ ใครชอบทานพวกนี้ก็เดินไปตักได้เลย รสชาติเท่าที่ผมชิมมาอร่อยเลยครับ
หมวดที่หก สลัด” หมวดนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งหมวดที่ผมไม่ค่อยได้หยิบอาหารมาลองทานซักเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ชอบทานอาหารประเภทนี้จริงๆ ก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ เพราะเท่าที่ผมเดินดูคุณภาพของผัก, ภาพรวมต่างๆ แล้วก็หยิบมาชิมเล็กน้อย ผมว่าคุณภาพของอาหารในหมวดนี้เค้าดีเลยนะ โดยเค้าจะมีทั้งในส่วนของสลัดสำเร็จรูปที่ทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราเดินไปหยิบทานได้เลย กับในส่วนของที่เราต้องทำเอง ผสมตามใจชอบ ใครอยากกินอะไรเป็นพิเศษก็เลือกหยิบเลือกปรุงได้ แล้วก็อย่าลืมไปหยิบพวกเนื้อในส่วนของ Cold Cuts หรือพวกไส้กรอก เบคอน มาใส่ด้วยล่ะ มันจะได้มีโปรตีนหรือเนื้อเยอะหน่อยครับ
หมวดที่เจ็ด อาหารไทยและอาหารอื่นๆ” สองหมวดที่ผ่านมานั้นเป็นสองหมวดที่ผมบอกว่าแทบจะไม่ค่อยได้หยิบอาหารมาลองทานเลยใช่มั้ยครับ แต่สำหรับหมวดนี้ผมอยากจะบอกว่าผมไม่ได้ลองชิมซักอย่างเลย T_T เรียกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งๆ ที่ตั้งใจและเล็งไว้แล้วว่าจะพยายามเหลือพื้นที่ในท้องมาชิมอาหารในหมวดนี้บ้าง แต่มันก็ไม่ไหวจริงๆ ยิ่งตอนหลังๆ ไปเจอเมนูเด็ดๆ ของเค้าอีก 3-4 รายการ ผมถึงกับต้องถอดใจจากหมวดนี้และไปเบิ้ลอาหารจานอื่นๆ ที่ผมประทับสุดๆ ก่อนครับ @_@
แต่อย่างไรก็ตามผมได้เก็บภาพอาหารในหมวดนี้มาให้ทุกคนดูประกอบการตัดสินใจแบบครบๆ แล้ว โดยวันที่ผมไปนั้นก็จะมีอาหารอย่างไก่ย่างพิริพิริ, ข้าวจำบารายา, มันฝรั่งขูดทอดแผ่น (Rosti Potatoes), แกงเผ็ดหมู, ปูผัดผงกระหรี่, ต้มยำกุ้ง, เนื้อช็อตริปตุ๋น, ผัดคะน้าหมูกรอบ, ไก่ผัดเม็ดมะม่วง แล้วก็ผัดผักครับ ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นเท่าที่ผมได้ลองสอบถามคนอื่นๆ ที่ได้ไปลองชิมพร้อมกัน เค้าบอกว่าเฉยๆ ไม่มีเมนูไหนที่รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ แล้วก็อาหารบางรายการจะติดเค็มหน่อยครับ
เข้าสู่หมวดที่แปดและเป็นหมวดสุดท้ายของอาหารคาวกันแล้วกับ อาหารพิเศษ (Special Menu)” โดยหมวดนี้เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ผมว่าทางห้องอาหารเค้าทำออกมาได้ดีสุดๆ โดยเราจะสามารถสั่งอาหารมาทานเพิ่มนอกเหนือจากที่เราเห็นอยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ได้อีก 4 เมนู ได้แก่ Egg Royal, Home Smoked, Pan-seared Foie Gras และ Moules Frites ใครอยากกินเมนูไหนก็สามารถสั่งพนักงานได้เลย ส่วนถ้าใครไม่รู้ว่าแต่ละอย่างมันคืออะไร หรือไม่แน่ใจว่าเค้ามีการเปลี่ยนแปลงเมนูใหม่มั้ยก็สามารถดูที่ป้ายบนโต๊ะของเราได้ครับ เค้าจะมีการวางรายชื่ออาหารที่เราสามารถสั่งเพิ่มเติมได้ รวมทั้งส่วนประกอบคร่าวๆ ของแต่ละรายการไว้เรียบร้อยแล้ว
โดยวันนี้ผมกับต๋งก็สั่งมาลองทั้งหมด 4 เมนูเลย เริ่มจากเมนูแรก Egg Royal เมนูนี้จะเป็นไข่ลวกที่เสิร์ฟพร้อมกับแซลมอนรมควันแล้วก็ขนมปังครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือ Egg Benedict นั่นแหละ หน้าตาอาหารดูดี ไข่สวยน่าเจาะ แต่แซลมอนรมควันนั้นชิ้นเล็กไปหน่อย เล็กจนแทบมองไม่เห็นเลย ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นถือว่าดีครับ แต่ถ้าใครมีพื้นที่กระเพาะจำกัด ผมแนะนำให้ข้ามเมนูนี้ไปเลยก็ได้
เมนูที่สอง Home Smoked เมนูนี้จะเป็นเนื้อโกเบรมควันครับ และเป็นเมนูที่ผมขอบอกทุกคนเลยว่าเด็ดมากกกกกก เด็ดทั้งรสชาติและหน้าตาเลย โดยหากเราสั่งเมนูนี้ไปทางพนักงานจะนำมาเสิร์ฟเราเป็นขวดโหลแก้วตามรูปด้านล่างนี้เลย เก๋ไก๋ แปลกแหวกแนว และสร้างความประทับใจได้ดีมาก
และหากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในโหลนี้จะมีเนื้อที่ถูกเสียบไม้อยู่ครับ ส่วนโหลแก้วที่ดูมัวๆ ไม่สดใสนั้นก็เกิดจากการที่มีกลุ่มควันเกาะอยู่ด้านในนั่นเอง โดยหากเราต้องการที่จะลิ้มลองรสชาติของเมนูนี้เราก็เพียงแต่เปิดฝาด้านบนออก จากนั้น
.
.
.
บึ้มมมมมม กลุ่มควันสีขาวก็จะลอยออกจากปากขวดโหลด้านบนทันทีพร้อมกับกลิ่นของการ Smoke ที่หอมสุดๆ บอกเลยว่าแค่ได้กลิ่นก็หอมและอยากลิ้มลองเนื้อที่อยู่ด้านในแล้วครับ ><
ผมให้ดูเนื้อด้านในแบบชัดๆ ครับ โดยหากเราสั่งเพียง 1 ที่ ภายในโหลก็จะมีเนื้อเพียงไม้เดียวเท่านั้น แต่ถ้าใครสั่งมากกว่า 1 ที่ ทางโรงแรมก็จะใส่มาหลายไม้หน่อย จะได้ประหยัดโหลและไม่ต้องเสียเวลาเปิดหลายรอบครับ
สำหรับรสชาติของเมนูนี้ผมบอกเลยว่าดีมากกกกก นุ่ม หอม อร่อยสุดๆ อร่อยและดีกว่าเนื้อที่อยู่ตรงโซน Grilled Station อีก และมันอร่อยมากจนวันนั้นผมกับเพื่อนๆ สั่งมาเกือบ 10 ที่ได้ เมนูนี้แนะนำจริงๆ ขาเนื้อห้ามพลาดเลย เด็ดอร่อยมากกกก
เมนูที่สาม Pan-seared Foie Gras หรือก็คือฟัวกราส์นั่นเอง โดยฟัวกราส์ของที่นี่จะเสิร์ฟพร้อมกับขนมปังนะครับ รสชาติของฟัวกราส์ดีเลย นุ่ม ละลายในปาก และไม่ค่อยรู้สึกเลี่ยนเท่าไหร่ รวมๆ แล้วเรื่องของรสชาตินั้นสอบผ่านสบายๆ แต่ทั้งนี้ในเรื่องของมาตรฐานในการทำและการเสิร์ฟนั้นผมว่าวันนั้นเค้ายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรครับ เพราะผมกับเพื่อนได้ทำการสั่งเมนูนี้มาทานหลายรอบ และพบว่าแต่ละรอบขนาดของฟัวกราส์กับขนมปังนั้นไม่เท่ากันเลย บางรอบฟัวกราร์ก็ชิ้นใหญ่มากและขนมปังก็ชิ้นเล็กนิดเดียว เรียกว่าขนาดของฟัวกราส์และขนมปังแทบจะเท่ากันเลย แต่บางครั้งฟัวกราส์ก็ชิ้นเล็กมาก และขนมปังก็ใหญ่สุดๆ ชนิดที่ดูแล้วไม่สมดุลกันก็มี @_@
ก็หวังว่าอนาคตทางห้องอาหารจะมีมาตรฐานในการทำและเสิร์ฟแต่ละชิ้นดีกว่านี้นะครับ แต่ในเรื่องของรสชาตินั้นไม่มีอะไรต้องน่าเป็นกังวล อร่อยและดีอยู่แล้วครับ
เมนูที่สี่ Moules Frites เมนูนี้จะเป็นหอยแมลงภู่อบซอสไวน์ขาวที่เสิร์ฟพร้อมกับเฟรนฟรายด์นะครับ รสชาติถือว่าดี หอยแมลงภู่สด เนื้อเยอะ ส่วนซอสกับเฟรนฟรายด์ก็อร่อยดี รวมๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่กินแล้วประทับใจ แต่ถ้าถามว่าสั่งเบิ้ลมั้ยก็คงไม่ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมชอบฟัวกราส์กับเนื้อโกเบมากกว่าครับ
เอาล่ะ ก็จบไปแล้วกับบรรดาอาหารคาวต่างๆ ในไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok รวมๆ ต้องบอกว่าผมประทับใจหลายรายการมากครับ วัตถุดิบหลายอย่างดีจริงๆ กินแล้วฟินมาก โดยเฉพาะเนื้อโกเบ, ฟัวกราส์, เมนล็อบสเตอร์, Seafood on ice และชีสกับ Cold Cuts ใครที่ชอบอาหารเหล่านี้ไม่น่าจะผิดหวังครับ กินได้เท่าไหร่จัดไปให้เต็มที่เลย แต่ถ้าใครเป็นสายที่กินได้ไม่ค่อยเยอะอันนี้ก็ต้องวางแผนกันดีๆ หน่อย เลือกกินเฉพาะอันที่ตัวเองชอบและคิดว่าคุ้มที่สุดก่อน แล้วก็อย่าลืมพวกเมนูพิเศษ 4 อย่างนอกไลน์บุฟเฟ่ต์ที่เราสามารถสั่งได้ด้วยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะพลาดของเด็ดไป โดยเฉพาะฟัวกราร์กับเนื้อโกเบรมควัน สองเมนูนี้ผมแนะนำจริงๆ ครับ
อ้อ ในส่วนของเมนูพิเศษ 4 อย่างนี้ ผมต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าวันที่ผมไปรีวิวนั้นผมก็เจอช่วงเวลาที่ต้องรอคิวนานเหมือนกัน นานแบบเกือบ 20 นาทีเลย ซึ่งไม่แน่ใจว่าช่วงนั้นมีคนสั่งเยอะหรือเปล่า แต่บางเมนูหรือบางช่วงก็ได้เร็วมาก สั่งไปไม่ถึง 3 นาทีก็ได้แล้ว ยังไงใครที่ได้มีโอกาสไปทานอาหารที่นี่ก็อาจจะต้องเผื่อเวลาในการสั่งหน่อยนะครับ เผื่อเจอรอบที่ต้องรอนานแบบผม
เป็นยังไงครับ มาถึงตรงนี้อิ่มกันหรือยัง แต่ไม่ว่าทุกคนจะรู้สึกอิ่มมากแค่ไหน ผมก็จะพาทุกคนไปดูหน้าตาอาหารในหมวดสุดท้าย ผลไม้, ของหวาน และไอศกรีม” กันอยู่ดี เพราะมาแล้วก็ต้องไปให้สุดเนอะ ว่าแล้วก็ไปกันเล๊ยยยยยยยยยยยยยย
สำหรับผลไม้และของหวานนั้น โดยรวมๆ ทางห้องอาหารจะจัดเอาไว้รวมกันที่ห้องด้านในสุดครับ โดยห้องนี้จะเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ใช้ได้เลย เดินเข้าไปทีแรกถึงกับตกใจเพราะเจอของหวานหน้าตาน่ากินละลานตาไปหมด โดยในวันที่ผมไปนั้นเค้าก็มีทั้งช็อคโกแลตฟองดู, เค้ก, บานอฟฟี่, ช็อคโกแลตพาลีน, บราวนี่, คัพเค้ก, มาการอง, มูส และขนมไทยอย่างลูกชุบ, ทองหยิบ, ฝอยทอง เป็นต้น ใครที่ชอบทานของหวานน่าจะฟินกันน่าดูเพราะหน้าตาแต่ละอย่างน่ากินสุดๆ แถมหลายๆ อย่างยังมีแยกย่อยออกเป็นอีกหลายๆ รสด้วยนะ
และด้วยความที่ของหวานของเค้านั้นมีเยอะมาก ผมกับต๋งก็เลยได้ชิมมาแค่ประมาณ 30% ของที่เค้ามีเท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่ารสชาติส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยนะครับ อร่อยถูกปาก และก็มีบางเมนูเหมือนกันที่รู้สึกอร่อยมากจนอยากจะซ้ำแต่ว่า ณ ตอนนั้นยัดไม่ลงแล้วจริงๆ ครับ ก็เลยต้องขอบาย T_T
ส่วนนี่เป็นหน้าตาของผลไม้ที่เข้ามีในไลน์ครับ ก็เรียกว่าดูดีอยู่ในมาตรฐานของโรงแรมระดับนี้ สวยงามดูน่าทาน และรสชาติหวานอร่อยดี
และนี่คือส่วนของไอศกรีมครับ โดยในส่วนนี้จะอยู่คนละที่กับของหวานและผลไม้นะ โซนของไอศกรีมจะอยู่ตรงข้างๆ กับสเตชั่นพาสต้า และเค้าจะติดป้ายเอาไว้ว่า Waffle Station เพราะที่สเตชั่นนี้นอกจากจะมีไอศกรีมให้เลือกทาน 4 รสแล้ว เค้ายังมีวาฟเฟิลกับแพนเค้กให้เราสั่งด้วย ซึ่งผมบอกเลยนว่าแพนเค้กเค้าอร่อยมาก นุ่ม หอม ส่วนแป้งด้านนอกก็มีความกรอบนิดๆ กินเพลินดี โดยวันที่พวกผมไปทานนั้น หลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าแพนเค้กเค้าอร่อยจริงๆ
ใครที่ชอบทานแพนเค้กหรือวาฟเฟิลกับไอศกรีมก็อย่าลืมเพื่อท้องไว้ด้วยนะครับ ไอศกรีมแต่ละรสของเค้าก็รสชาติดีทั้งนั้น แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ผมแอบรู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ นั่นก็คือเรื่องของท้อปปิ้งครับ ผมว่าท้อปปิ้งที่เค้ามีให้บริการนั้นมันน้อยไปหน่อย เห็นแล้วไม่ค่อยจุใจซักเท่าไหร่ ><
ดูของคาวและของหวานกันไปครบแล้ว ก่อนที่จะไปถึงบทสรุปของการรีวิว เรามาพูดถึงเรื่องของเครื่องดื่มที่มีอยู่ในไลน์นี้กันก่อนนะครับ โดยในไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ราคา 2,500++ บาท/คน นี้ จะมีการรวมเครื่องดื่มอย่างน้ำเปล่าและ Soft Drink อย่างน้ำอัดลมและจิงเจอร์เอลเรียบร้อยแล้ว ใครอยากทานอะไรก็สามารถสั่งกับพนักงานได้เรื่อยๆ เลยครับ เพราะเป็น Free Flow อยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากจะทานเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยและไม่อยากปวดหัวกับงบประมาณที่บานปลาย ทางห้องอาหารเค้าก็มี Free Flow ของเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์บริการด้วยนะครับ ในราคา 888++ บาท/คน ใครที่สนใจก็สามารถแจ้งกับพนักงานที่ห้องอาหารได้เลยครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์และมุมมองของผมที่มีต่อไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ห้องอาหาร Tamarind Natural Dining (แทมมาริน เนเชอรัล ไดนิ่ง) โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok (เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ) ครับ และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพสรุปในหัวข้อต่างๆ อย่างง่ายๆ ผมก็ได้ทำการสรุปประเด็นต่างๆ ออกมาให้ทุกคนอ่านตามด้านล่างนี้เรียบร้อยแล้วครับ
วันที่รับประทาน : วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562
ช่วงเวลา : 12.00 – 15.30 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : ตรงนี้ผมขอพูดเป็น 2 ประเด็นนะครับ คือในส่วนของคุณภาพวัตถุดิบกับรสชาติของอาหาร ในส่วนของคุณภาพวัตถุดิบนั้นผมว่านี่เป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ที่มีการเลือกใช้วัตถุดิบต่างๆ ที่ดีมากไลน์นึงเลยครับ แถมเค้าให้แบบเต็มที่ด้วย ไม่มีกั๊กหรือจำกัดจำนวนอะไรเลย แต่ในเรื่องของรสชาติอาหารนั้นอันนี้ผมว่าเค้ายังไม่สุดเท่าที่ควรครับ อาหารหลายๆ รายการ เช่น Seafood on ice, ชีส, Cold cuts, ฟัวกราส์, เนื้อโกเบ นั้นอร่อยถูกปากมากๆ สมกับที่เค้าเลือกวัตถุดิบมาเป็นอย่างดี แต่ก็มีอาหารบางอย่างเหมือนกันที่เค้ายังควบคุมคุณภาพได้ไม่นิ่งพอ ทำให้ขับจุดเด่นของวัตถุดิบออกมาไม่ได้เต็มที่ เช่น โซน Grilled Station ที่พอมีคนสนใจอยากจะไปทานเยอะๆ ก็ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของไฟแรงเกินไป เนื้อสุกเกินไป และทำให้รสชาติของอาหารตกลงไปบ้าง ซึ่งหากเค้าสามารถแก้ไขในส่วนนี้ได้มันจะทำให้ทุกอย่างเริ่ดและลงตัวมากๆ เพราะคุณภาพของวัตถุดิบเค้าดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะล็อบสเตอร์, เนื้อริบอาย และเนื้อเทนเดอร์ลอยด์ โดยเนื้อทั้งสามรายการนี้ผมได้ลองทานทั้งตอนที่เชฟเค้ามีเวลาบรรจงประณีตย่าง กับตอนที่เค้าวุ่นๆ และเห็นเลยว่ารสชาติมันแตกต่างกันมากครับ หากเค้าแก้ไขตรงนี้ได้บอกเลยว่าทุกคนที่ไปทานต้องประทับใจแน่ๆ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็แทบไม่มีอะไรต้องติครับ อาหารส่วนใหญ่รสชาติดีและให้ความรู้สึกไปทางบวกหมด ยกเว้นเรื่องน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ไม่ค่อยเผ็ดแซ่บ, พาสต้าที่รสชาติธรรมดาไปนิด กับอาหารบางอย่างติดเค็มไปหน่อยครับ
ความหลากหลายของอาหาร : ข้อนี้ผมว่าสามารถให้คะแนน 10 เต็ม 10 ได้เลยนะ ความหลากหลายอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก อาหารมีหลายหมวด และแต่ละหมวดก็มีอาหารให้เลือกทานเยอะ ใครเป็นสายผัก สายเนื้อ สายชีส สาย Cold cuts หรือสายของหวานก็มีให้เลือกกินหมด และประเภทเของนื้อเค้าก็มีให้เลือกทานเยอะมากไม่ว่าจะเป็นหมู, ไก่, ปลา, เป็ด, แกะ, เนื้อ ใครที่ได้มีโอกาสไปทานอาหารไลน์นี้ ผมว่าไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะมีอะไรให้เลือกกินมั้ย แต่ให้คิดว่าทำยังไงถึงจะกินหมดทุกอย่างดีกว่าครับ @_@
ความสะอาดของร้านและบรรยากาศโดยรวม : ข้อนี้ก็เป็นอีกข้อที่เค้าทำได้ดีนะครับ ห้องอาหารดูสวยงาม เพดานสูงโปร่งสุดๆ นั่งทานแล้วรู้สึกสบายไม่อึดอัดเลย แถมเค้ายังมีพื้นที่ด้านนึงที่สามารถมองเห็นสวนด้านนอกได้ด้วย ดูแล้วสบายตามากจนไม่น่าเชื่อว่าเรากำลังนั่งอยู่ใจกลางเมือง และหากใครที่อยากจะนั่งทานแบบ Outdoor สัมผัสธรรมชาติแบบเต็มที่ เค้าก็มีพื้นที่ในส่วนนี้ให้บริการเหมือนกันนะครับ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ผมขอให้กลางๆ แล้วกันนะ เพราะแม้วันที่ผมไปใช้บริการนั้นจะมีคนไปใช้บริการประมาณ 50% ของห้องอาหาร แต่ผมก็รู้สึกว่ามันยังมีข้อบกพร่องหรือตกหล่นบางอย่างอยู่ คือ ในส่วนของการพูดจา อัธยาศรัยต่างๆ นั้น พนักงานของห้องอาหารส่วนใหญ่ทำได้ดี แต่ในเรื่องของข้อมูลอาหาร, ความเร็วในการเติมน้ำ หรือการรับและประสานงานเรื่องออเดอร์พิเศษยังมีพนักงานบางคนที่ตกหล่นหรือขลุกขลักไปบ้าง ซึ่งตรงนี้ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากการที่โรงแรมแห่งนี้และไลน์บุฟเฟ่ต์นี้พึ่งจะเปิดบริการได้ไม่นาน ดังนั้นผมคิดว่าในอนาคตอีกซัก 1-2 เดือน เรื่องพวกนี้น่าจะดีขึ้นพอควรครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : ข้อนี้อาจจะเป็นข้อที่ได้คะแนนน้อยหน่อยนะครับ เพราะว่าทำเลที่ตั้งของโรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok นั้นไม่ได้อยู่ใกล้กับ BTS หรือ MRT เลย ใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็น่าจะเดินทางยากหน่อย โดยสถานี BTS ที่ใกล้ที่สุดก็คือสถานี BTS เพลินจิตซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 700 เมตรครับ ส่วนใครที่ขับรถมานั้นโดยรวมๆ จะค่อนข้างสะดวกกว่าพอควร เพราะการจราจรแถวนี้ก็ไม่ได้ถือว่าติดมาก ประกอบกับที่จอดรถของที่นี่ก็มีเยอะมากด้วยครับ
ความคุ้มค่า : ไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ไลน์นี้มีราคาตั้งอยู่ที่ 2,500++ บาท/คน หรือ 2,943 บาท/คน net (รวมน้ำเปล่าและ Free Flow Soft Drink แล้ว) ซึ่งพอเห็นแค่นี้หลายๆ คนก็คงตกใจและคิดว่าราคาสูงใช่มั้ยครับ แต่สำหรับผมที่ได้มีโอกาสไปลองทานอาหารและเห็นหน้าตาอาหารทุกอย่างกับตาตัวเองมาแล้ว ผมกลับมองว่าราคานี้สมเหตุสมผลนะครับ เพราะประเภทอาหารเค้าเยอะมาก แถมวัตถุดิบต่างๆ นั้นก็เลือกมาแต่เกรดดีๆ ไม่ได้มีการจำกัดจำนวนอะไรในการสั่งด้วย เช่น ใครอยากกินฟัวกราส์, เนื้อโกเบ หรือเมนล็อบเสตอร์ อย่างละ 5-10 ชิ้น ก็สามารถทำได้ และผมเชื่อว่าถ้าคุณกินได้แบบนี้ มันจะคุ้มกับราคาที่คุณจ่ายไปอย่างแน่นอนครับ ยิ่งใครที่ชอบกินหอยนางรมด้วยนะ ยิ่งคุ้มค่าง่ายขึ้นอีกระดับเลย แต่อย่างไรก็ตามด้วยระดับราคาแบบนี้ ประกอบกับความไม่นิ่งของคุณภาพอาหารเพราะด้วยความที่เค้าพึ่งเปิดบริการได้ไม่นาน ก็อาจจะทำให้หลายๆ คนลังเลว่าจะไปลองทานดีมั้ย ดังนั้นการที่ทางโรงแรมปล่อยโปรโมชั่นพิเศษลด 20% ให้สำหรับคนที่ทำการสำรองที่นั่งล่วงหน้า ก็น่าจะทำให้หลายๆ คนตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะราคาต่อคนจะเหลืออยู่ที่ 2,354 บาท /คน net เท่านั้น (รวมน้ำเปล่าและ Free Flow Soft Drink แล้ว) ซึ่งราคาโปรแบบนี้ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มมากนะครับ จัดพวกล็อบสเตอร์ไป 2-3 ตัวกับเนื้อโกเบอีก 4-5 ชิ้นก็ฟินกันยาวๆ แล้ว
สรุป : ไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok เป็นหนึ่งในไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ที่ผมชอบมากครับ วัตถุดิบอาหารดี อาหารหลากหลาย มีเมนูเด็ดๆ อร่อยเยอะมาก ที่สำคัญเค้าไม่มีการกั๊กไม่มีการจำกัดจำนวนในการสั่งด้วย ใครที่ชอบทานอาหารที่มีคุณภาพวัตถุดิบที่ดี ชอบกินฟัวกราส์, เมนล็อบสเตอร์, เนื้อโกเบ, Seafood on ice, หอยนางรม, ชีส, Cold cuts หรือเนื้อย่างที่เกรดเนื้อดีๆ และไม่มีปัญหากับการกินอาหารมื้อละประมาณ 2,300 บาท ตรงไปที่นี่ได้เลยครับไม่ผิดหวังแน่นอน และผมเชื่อว่าในเรื่องความไม่นิ่งของกระบวนการปรุงอาหาร, ระบบการจัดคิว, การบริการของพนักงาน ที่ผมติไปเล็กๆ น้อยๆ ว่ามันยังต้องปรับปรุงอีกหน่อยนั้น อีกไม่นานเค้าน่าจะสามารถปรับแก้ได้หมดครับ ใครที่สนใจก็รีบจองนะครับ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโปรโมชั่นจองล่วงหน้าลด 20% นี้มันจะมีถึงเมื่อไหร่ หากมัวแต่ลังเลแล้วเค้ายกเลิกโปรไป มันน่าเสียดายแย่เลย ><
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับใครที่อยากจะติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่เพจ ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ และหากใครที่ต้องการจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้หรือต้องการสำรองโต๊ะล่วงหน้าก็สามารถติดต่อเข้าไปที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
Fanpage : Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok
Tel : 02-6663333
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ
Facebook Comments