Food Review

[SR] Sunday Brunch @ The Okura : ความอลังการของไลน์บุฟเฟ่ต์ ที่มีพระเอกคือฟัวกราส์และของหวาน

posted by ภรรยาหา สามีใช้ April 19, 2018 0 comments
สวัสดีทุกคนครับ หลังจากที่บทความก่อนหน้านี้ผมได้พาทุกคนไปรู้จักกับพิพิธภัณฑ์หรือสถานเรียนรู้เก๋ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจถึงผู้พิการทางสายตามากขึ้นอย่าง Dialogue in the Dark Thailand หรือบทเรียนในความมืด มา วันนี้ผม นาย “ภรรยาหา สามีใช้” จะพาทุกคนกลับมาพบกลับการรีวิวอาหารอีกครั้งหนึ่ง โดยไลน์อาหารที่ผมจะพาทุกคนไปรู้จักในวันนี้นั้น ถือเป็นหนึ่งในไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ที่มีความอลังการ และมีคนไปใช้บริการแน่นขนัดที่นึงเลยทีเดียว โดยไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ว่านี้ก็คือ Sunday Brunch ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok (ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ) ครับ
และเพื่อเป็นการยั่วน้ำลายของทุกคน ผมให้ดูภาพอาหารบางส่วนของที่นี่ก่อนแล้วกันครับว่ามันน่ากินมากขนาดไหน ><
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
สำหรับราคาของไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ก็ตามรายละเอียดด้านล่างเลยครับ
ผู้ใหญ่  ราคา 2,800 บาท++/คน หรือประมาณ 3,296 บาท/คน
เด็ก อายุ 6-12 ปี ราคา 1,050 บาท++/คน หรือประมาณ 1,236 บาท/คน
โดยราคานี้จะรวมเครื่องดื่ม Soft Drinks, Mocktails และน้ำผลไม้ต่างๆ ที่เราสามารถเติมได้ตลอดเวลาไว้เรียบร้อยแล้ว และหากผู้ใหญ่ท่านใดที่ต้องการทานเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ เพิ่ม ทางห้องอาหารก็มีการจัดแพคเกจราคาพิเศษไว้ให้ตามนี้ด้วยครับ
ราคาผู้ใหญ่พร้อมเครื่องดื่มพิเศษอย่างเบียร์, ไวน์ และ Prosecco (โพรเซ็กโก้) ราคา 3,500 บาท ++/คน หรือประมาณ 4,120 บาท/คน
ราคาผู้ใหญ่พร้อมเครื่องดื่มพิเศษอย่างแชมเปญ, เบียร์, ไวน์ และ Prosecco (โพรเซ็กโก้) ราคา 4,100 บาท ++/คน หรือประมาณ 4,826 บาท/คน
ส่วนเวลาการเปิดให้บริการของห้องอาหารนั้น จะเริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึง 15.00 น. ของวันอาทิตย์ ดังนั้นหากเราไปตั้งแต่ที่ห้องอาหารเปิด ก็จะมีเวลาในการทานอาหารทั้งหมด 3 ชั่วโมงครับ
เอาล่ะ สำหรับใครที่เห็นราคาอาหารแล้ว และพร้อมที่จะไปพิสูจน์ความอลังการ ความอร่อยของอาหารมื้อนี้กันต่อ ก็ตามผมมาได้เลยครับ โดยเรื่องแรกที่ผมอยากจะเล่าให้ทุกคนรู้กันก่อนเลยก็คือเรื่องของที่ตั้งและลักษณะของห้องอาหารครับ
ไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Brunch ของโรงแรม The Okura Prestige Bangkok นั้น จะเปิดให้บริการที่ห้องอาหาร Up & Above Restuarant (ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ) ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 24 หรือชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมนั่นเอง และนี่เป็นบรรยากาศรอบๆ ของห้องอาหารครับ จะเห็นว่ามีทั้งส่วนที่เป็น Indoor และ Outdoor แต่ผมว่าส่วนที่เป็น Outdoor นั้น น่าจะเหมาะกับทานอาหารในช่วงเช้าๆ หรือเย็นมากกว่า การตกแต่งโดยรวมนั้นดูสวยหรู โปร่ง น่านั่งดี ส่วนปริมาณคนที่ห้องอาหารแห่งนี้สามารถรองรับได้ในส่วนของ Indoor นั้น น่าจะประมาณ 150 คนครับ ซึ่งผมบอกเลยว่าวันที่ผมไปใช้บริการนั้น มีคนมาใช้บริการเต็มทุกโต๊ะเลย @_@
สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าโรงแรม The Okura Prestige Bangkok นั้นอยู่ตรงไหน ก็สามารถดูแผนที่นี้ได้เลยครับ โรงแรมจะอยู่ในตึก Park Ventures Ecoplex ซึ่งอยู่บริเวณหัวมุมถนนสุขุมวิทและถนนวิทยุเลย สามารถมองเห็นได้ชัดเจน คนที่ขับรถมาก็สามารถจอดรถได้ที่ชั้นใต้ดินของอาคาร ส่วนใครที่ใช้บริการรถ BTS ก็สามารถลงที่สถานีเพลินจิต จากนั้นก็เดินเข้าสู่อาคารได้เลยครับ เค้ามีทางเชื่อมและป้ายบอกไว้อย่างชัดเจน
เอาล่ะ คราวนี้เรามาเริ่มดูอาหารในไลน์กันดีกว่า โดยเพื่อให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ผมจะขอแยกหมวดหมู่ของอาหารในไลน์ Sunday Brunch โรงแรม The Okura Prestige Bangkok ออกเป็นทั้งหมด 10 หมวดตามนี้นะครับ
หมวดที่ 1 : สลัด
หมวดที่ 2 : เนื้อย่าง
หมวดที่ 3 : Seafood on ice
หมวดที่ 4 : พาสต้า
หมวดที่ 5 : Cold Cuts
หมวดที่ 6 : อาหารญี่ปุ่น
หมวดที่ 7 : ขนมปังและชีส
หมวดที่ 8 : อาหารไทยและอาหารอื่นๆ
หมวดที่ 9 : เมนูพิเศษ
หมวดที่ 10 : ของหวาน, ผลไม้ และไอศกรีม
เรามาเริ่มจากหมวดแรกกันเลยนะครับ “สลัด” หมวดนี้เราจะเห็นตั้งแต่ต้นทางของไลน์เลย ปริมาณของผักและน้ำสลัดต่างๆ อยู่ในระดับกลางๆ ตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไป ความสวยงามของผักอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดูแล้วน่าทานมาก มีภาชนะขนาดใหญ่ให้เราปรุงสลัดด้วยฝีมือตัวเองด้วย ใครอยากใส่อะไรแค่ไหนก็จัดไปได้ตามใจชอบเลย ส่วนในเรื่องของรสชาติอาหารในหมวดนี้นั้นผมกับต๋งไม่สามารถให้ความเห็นได้นะครับ เพราะเราจัดอย่างอื่นไปจนแน่นท้องจนไม่ได้ชิมอาหารในหมวดนี้เลย T_T
ต่อกันที่หมวดที่ 2 “เนื้อย่าง” หมวดนี้จะอยู่ข้างๆ สลัดเลยครับ วันที่ผมไปนั้นมีเมนูเด่นๆ อยู่ 2 อย่างคือ Beef Wellington กับ Pochetta โดยทางห้องอาหารจะมีการเตรียมซอสรวมถึงมัสตาร์ดไว้ให้เราทานคู่กันหลายชนิดมากๆ ส่วนเรื่องของรสชาติอาหารนั้น ผมประทับในใน Beef Wellington มากครับ สีเนื้อสวย นุ่ม เคี้ยวง่าย รสชาติอร่อยถูกปากเลย แต่ในส่วนของ Pochetta นั้น ผมเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจอะไรมากครับ
หมวดที่ 3 “Seafood on ice” หมวดนี้เป็นหมวดที่ผมกับต๋งประทับใจมากครับ เพราะมีอาหารทะเลคุณภาพดีๆ ให้เราทานเยอะมากทั้งล็อบสเตอร์, ปูอลาสก้า, ปูม้า, ปูทะเล, กั้ง, กุ้ง, หอยตลับมะนิลา, หอยแมลงภู่ และหอยนางรมจาก 3 ประเทศ โดยคุณภาพความสดของอาหารเหล่านี้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ส่วนในเรื่องของขนาดนั้นผมให้อยู่ในระดับกลางๆ ครับ เพราะเท่าที่เดินดูหลายรอบก็พบว่าขนาดของล็อบสเตอร์, กั้ง, กุ้ง, ปูม้า, หอยแมลงภู่ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ไม่ได้รู้สึกว่าตัวโตอะไรมาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษจากการเดินสำรวจดูคือการเติมอาหารที่มีความต่อเนื่อง ความสวยงามของอาหารที่ชวนกิน และความใจป้ำของห้องอาหารที่นำอาหารคุณภาพดีๆ แบบนี้มาให้ทาน ผมว่าหาไลน์บุฟเฟ่ต์ที่มีความครบเครื่องของ Seafood on ice แบบนี้ได้ยากนะครับ เพราะอย่างหอยตลับมะนิลานี่ก็แทบจะหาที่ไหนไม่เจอเลย
มาดูในส่วนรสชาติกันบ้าง โดยรวมๆ ต้องบอกว่าผมประทับใจในรสชาติอาหารในหมวดนี้มากนะครับ คุณภาพและความสดดี น้ำจิ้มแซ่บเผ็ดทำให้กินแล้วเพลินอยากกินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ด้วยความที่ทางโรงแรมมีการแกะและทุบเปลือกของอาหารหลายๆ ชนิดมาแล้ว ทำให้เราสามารถแกะเนื้อออกมาทานได้ง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะขาปูอลาสก้านี่ทานง่ายสุดๆ ผมนี่กินเพลินเลย ><
และสำหรับใครที่ชอบทาน Oyster หรือหอยนางรมนั้น น่าจะถูกอกถูกใจกับไลน์อาหารของที่นี่ครับ เพราะเค้าจัดหอยนางรมมาให้เรากินถึง 3 สายพันธุ์เลย ได้แก่ Oyster Ireland, Fine De Claire และ Pickering Passage Oyster ใครชอบแบบไหนก็จัดไปครับ
ขนาดโดยรวมๆ ของทั้ง 3 สายพันธุ์อยู่ในระดับกลางๆ และเป็นหอยนางรมที่มีลักษณะแห้งผอม โดยในการทานนั้นผมแนะนำว่าให้ลองหยิบมาทานทีละน้อยๆ ก่อนว่าชอบรสชาติของสายพันธุ์ไหนมากที่สุด และรสชาติรอบนั้นเป็นอย่างไร อย่าหยิบมาทีเดียวเยอะ เพราะวันที่ผมไปทานนั้นเหมือนรสชาติของหอยนางรมแต่ละรอบจะไม่เหมือนกัน บางรอบก็มีรสชาติที่ค่อนข้างเค็มมากไปหน่อย ทำให้กินแล้วรู้สึกไม่ค่อยถูกปากครับ
ต่อกันที่หมวดที่ 4 “พาสต้า” ที่หมวดนี้จะมีอาหารประเภทพาสต้าให้เราสั่งครับ โดยเค้าจะมีเมนูให้เราเลือกเยอะแยะเลย ซึ่งความพิเศษของที่นี่ที่ทำให้แตกต่างจากไลน์บุฟเฟ่ต์อื่นๆ ก็คือ เส้นของเค้าจะเป็นเส้นสด ทำตรงนั้น เดี๋ยวนั้นเลย!! แถมนอกจากเส้นอย่างพวกสปาเกตตี้, เฟตตูชินี่แล้ว ที่นี่ยังมีแป้งแบบที่หน้าตาคล้ายๆ กับเกี๊ยวที่เรียกว่าราวิโอลี่อีกด้วย ใครที่ไม่เคยเห็นวิธีการทำเส้นเหล่านี้มาก่อนก็เดินมาดูได้ครับ น่าสนใจและเพลินดี
สำหรับวันนี้ผมสั่งสปาเกตตี้ซอสเนื้อมา รสชาติดีเลยครับ ปริมาณต่อจานก็ไม่เยอะมากด้วย
เข้าสู่หมวดที่ 5 “Cold Cuts” หมวดที่หลายๆ คนมักจะมองข้าม แต่สำหรับใครที่ชอบทาน Cold Cuts แล้ว ผมว่าน่าจะถูกใจกับคุณภาพของที่นี่เลย เพราะรสชาติอาหารที่ผมได้ชิมวันนั้นไม่ว่าจะเป็น Marinated Salmo, Butcher Ham หรือ Salami ล้วนแต่ดี ถูกปากมากๆ ครับ
ต่อกันที่หมวดที่ 6 “อาหารญี่ปุ่น” อีกหนึ่งหมวดที่ผมตั้งความหวังไว้สูงมาก และที่นี่ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังครับ มีประเภทของอาหารและปลาดิบให้ทานเยอะ แถมคุณภาพยังดี อร่อยถูกปากด้วย โดยเฉพาะแซลมอนที่มีลายแทรกสวยงาม ส่วนเมนูอื่นๆ แม้รสชาติอาจจะไม่อร่อยถึงขั้นร้านซูชิ ชาซิมิแบบพรีเมี่ยม แต่ก็ถือว่าดีมากๆ แล้วเมื่อเทียบกับไลน์บุฟเฟ่ต์ที่อื่นๆ ครับ
สำหรับอาหารในไลน์นี้ผมตักทานไปเยอะมาก โดยเฉพาะแซลมอน, แซลมอนเบิร์น และซูชิหน้าปลาไหล กินแล้วฟินดี ทำเอาหายอยากอาหารญี่ปุ่นไปหลายวันเลย ซึ่งผมแอบคิดในใจด้วยนะครับว่าหากทางห้องอาหารลดปริมาณข้าวต่อคำลงกว่านี้อีกนิด มันจะเป็นอะไรที่ฟินมากๆ จนทำให้ผมแทบไม่แตะไลน์อาหารอื่นเลยครับ ><
ต่อกันที่หมวดที่ 7 “ขนมปังและชีส” อีกหนึ่งหมวดที่หลายคนอาจจะเผลอมองข้าม แต่ผมอยากจะบอกเลยว่าสำหรับใครที่ชอบทานขนมปังและชีสประเภทต่างๆ แล้ว ที่นี่ถือเป็นอีกที่นึงที่คุณจะต้องประทับใจเลยครับ โดยจากที่ผมกับต๋งลองชิมขนมปังของเค้ามา 3-4 แบบ ต้องบอกว่าขนมปังของเค้ารสชาติดี อร่อยถูกปากมากๆ โดยเฉพาะเพรซเซล ใครที่ชอบทานต้องห้ามพลาดที่จะหยิบมาชิมครับ
ส่วนชีสใน Cheese Corner นั้น เนื่องจากผมกับต๋งเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทานชีสที่อยู่ในรูปแบบนี้เท่าไหร่ก็เลยไม่ได้ลองเอง แต่พี่ที่ร่วมทานข้าวโต๊ะเดียวกับผมได้หยิบมาลองทานหลายอย่าง และพี่เค้าบอกว่ารสชาติดีเลยครับ ใครที่เป็นคนชอบทานชีสประเภทต่างๆ ควรจะลองชิมดู
และใครที่ชอบทานชีสเนื้อนุ่มอย่างพวก Burrata, Feta Cheese หรือ Donut Cheese นั้น ทางห้องอาหารเค้าก็มีบริการด้วยนะครับ แต่ว่าเค้าจะวางไว้คนละตำแหน่งกับชีสชนิดแข็ง โดยจะวางอยู่เยื้องๆ กันหน่อย ถ้าใครสนใจก็ลองเดินหาดูนะครับ ดูการจัดวางของเค้าแล้วก็น่ากินดี ><
เข้าสู่หมวดที่ 8 “อาหารไทยและอาหารอื่นๆ” หมวดนี้ถ้านับรายการประเภทอาหารแล้วน่าจะมีเกิน 20 รายการได้ ทั้งอาหารทานเล่นต่างๆ อาหารไทยอย่างถุงทอง, แกงเขียวหวาน, ไก่ย่าง, ยำหมูย่าง, ทะเลผัดพริกเผา, ผัดผัก จนไปถึงอาหารอินเดียกับเลบานอนอย่าง Raita, Tabbouleh และ Hummus แล้วก็ยังมีอาหารยุโรปอย่างซุปล็อบสเตอร์, ครูตองซ์ (croutons), หมูย่าง (Slow Roast Pork Belly), ไก่ย่างซอสเห็ด, สตูว์เนื้อ (Beef Burgundy) และซุปบุยยาเบส (Seafood bouillabaisse)
ซึ่งต้องบอกเลยว่าอาหารหลายๆ อย่างนั้นเป็นอาหารที่เราไม่ค่อยจะเจอ หรือไม่ค่อยได้ทานจากไลน์บุฟเฟ่ต์ทั่วๆ ไป ดังนั้นใครที่ชอบทานอาหารเหล่านี้โดยเฉพาะอาหารอินเดีย, เลบานอน และฝรั่งเศส น่าจะถูกอกถูกใจกับไลน์อาหารที่นี่ครับ เพราะพี่ที่ร่วมทานอาหารโต๊ะเดียวกับผมเค้าประทับใจอาหารฝรั่งเศสหลายรายการมาก แต่สำหรับผมกับต๋งเราชิมอาหารอย่างอื่นจนแน่นอนท้องมากแล้ว เราจึงได้ชิมอาหารในหมวดนี้แค่ 4-5 อย่างเท่านั้น ซึ่งรสชาติของเมนูที่เราชิมก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยครับ
และในตอนนี้เราก็ผ่านศึกหนักในการกินของคาวมาถึง 8 หมวดแล้ว แต่มันยังไม่จบครับ เพราะเรายังเหลือของคาวหมวดที่ 9 ซึ่งเป็นหมวดไฮไลท์ที่ผมคิดว่าทุกคนไม่ควรพลาดอยู่ครับ โดยอาหารในหมวดนี้จะเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อเราโดยเฉพาะเลย ซึ่งเราจะสามารถสั่งได้ทั้งหมด 4 เมนูตามนี้ครับ
  1. Egg Florentine
  2. Foie Gras
  3. Maine Lobster (จำกัดคนละครึ่งตัว)
  4. Beef Cheek
ทั้งนี้หากใครจำไม่ได้ว่าเมนูพิเศษสามารถสั่งอะไรได้บ้างก็สามารถดูได้ที่ด้านล่างของใบเมนูที่อยู่บนโต๊ะเราได้เลยครับ เค้าจะมีบอกชื่อรายการอาหารพร้อมส่วนประกอบไว้เสร็จสรรพแล้ว ส่วนวิธีการสั่งนั้นก็ง่ายแสนง่าย เราแค่บอกพนักงานคนไหนก็ได้ว่าเราต้องการทานเมนูอะไร ต้องการจำนวนกี่จาน แล้วนั่งรอซักพักเดี๋ยวอาหารเหล่านั้นก็จะถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะเราครับ
หมายเหตุ : อาหารเมนูพิเศษเหล่านี้ เราสามารถสั่งกี่รอบ และกี่ชิ้นก็ได้ ยกเว้นรายการ Maine Lobster เพียงรายการเดียว ที่จะมีการจำกัดจำนวนในการสั่งคือ 1 คน ต่อครึ่งตัวเท่านั้น
สำหรับวันนี้ผมกับต๋งสั่งมาลองทุกรายการเลย ยกเว้นรายการแรก Egg Florentine ใครที่อยากจะรู้ว่ารสชาติของแต่ละรายการจะเป็นยังไงก็ตามกันไปต่อได้เลยครับ
เริ่มจากอันนี้ก่อนเลย เมนูที่ผมประทับใจสุดๆ Foie Gras (ฟัวกราส์) โดยใครที่ติดตามผมกับต๋งมาซักพักจะรู้ว่าโดยปกติแล้วเมนูฟัวกราส์เนี่ยจะเป็นเมนูที่เราสองคนไม่ค่อยชอบทานเท่าไหร่ ไปทานที่ไหนก็ไม่ค่อยถูกปาก ทานแค่ชิ้นเดียวพอ เพราะทานแล้วรู้สึกเลี่ยนๆ จนเราแอบคิดอยู่บ่อยๆ ว่าเมนูนี้คงไม่ใช่ทางของเราสองคนแน่ๆ แต่สำหรับวันนี้ ฟัวกราส์ของ The Okura Prestige Bangkok ทำเอาผมกับต๋งเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเมนูนี้ไปเลย มันอร่อยมาก รสชาติดีถูกปากสุดๆ ขนาดชิ้นใหญ่ ผิวหนังด้านนอกกรอบกำลังดี ส่วนด้านในก็นุ่ม ไม่เลี่ยน กัดแล้วละลายนิดๆ ยิ่งเมื่อทานคู่กับ Smoke Pumpkin Puree ที่เสิร์ฟมาคู่กัน ยิ่งอร่อยมากกกกกครับ
สรุปวันนั้นผมจัดไป 3 ต๋งจัดไป 2 อิ่ม อร่อย ฟินมาก ใครชอบทานฟัวกราส์ผมแนะนำให้ลองเลย เพราะพี่อีกคนที่ไปทานด้วยกันกับผมเค้าก็ชอบมาก เบ็ดเสร็จวันนั้นพี่เค้าจัดไปเกือบ 10 ชิ้นเลย ><
ต่อกันที่เมนูที่สอง Maine Lobster หรือล็อบสเตอร์จากรัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากที่ผมลองค้นข้อมูลก็พบว่าในบรรดาล็อบสเตอร์ที่มีหลายสายพันธุ์เนี่ย Maine Lobster หรือล็อบสเตอร์จากรัฐเมนถือเป็นหนึ่งในล็อบสเตอร์ที่มีชื่อเสียงมาก และหลายๆ คนถึงกับต้องเจาะจงเลยว่าร้านอาหารที่เค้าจะไปทานนั้นต้องใช้ล็อบสเตอร์สายพันธุ์นี้เท่านั้น
สำหรับเมนูนี้อย่างที่ผมบอกไปนะครับว่าทางห้องอาหารเค้าจะจำกัดการสั่งคนละครึ่งตัวเท่านั้น แต่ในภาพที่เห็นของผมว่าเต็มๆ ตัวเนี่ย เป็นเพราะว่าเค้าเสิร์ฟของ 2 คนมารวมกันครับ ในด้านความสวยงามของการจัดจานนั้นถือว่าดีงาม สอบผ่านสบายๆ ตอนพนักงานยกมาเสิร์ฟนั้นทำเอาน้ำลายไหลเลย ส่วนในด้านรสชาติก็อร่อยและถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ผมว่าห้ามพลาดเลยครับ เนื้อล็อบสเตอร์สด ชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง ทานแล้วอร่อยกำลังดี เสียดายก็แค่เค้าน่าจะให้ทานคนละตัวมากกว่า คิดแล้วก็อยากกินอีก T___T
ปิดท้ายอาหารคาวด้วยเมนูพิเศษอย่างสุดท้าย นั่นก็คือ Beef Cheek หรือแก้มวัวตุ๋น ใครที่ชอบทานเนื้อน่าจะถูกปากกับเมนูนี้ครับ เนื้อนุ่ม เปื่อย ทานง่าย รสชาติดี
ก็สรุปง่ายๆ เลยสำหรับ 3 เมนูพิเศษที่ผมได้สั่งมาลองทาน ทั้ง Foie Gras, Maine Lobster และ Beef Cheek รสชาติและคุณภาพของทั้ง 3 จานนี้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะฟัวกราส์ผมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากกกก ประทับใจสุดๆ แนะนำให้คนที่ได้มีโอกาสมาทานอาหารที่นี่สั่งมาลองชิมทั้ง 3 เมนูเลยครับ แต่สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อก็ต้องปล่อยเมนู Beef Cheek ไปนะครับ ><
ปิดฉากของคาวกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลามาเปิดฉากกับของหวานกันต่อ โดยผมขอบอกไว้เลยนะครับว่า ใครที่เหลือพื้นที่กระเพาะอาหารไว้แค่นิดเดียวจะต้องร้องไห้ด้วยความเสียใจแน่ๆ เพราะไลน์ของหวานที่นี่ดีงามมากๆ ทั้งสวยและอร่อยสุดๆ โดยจำนวนรายการของหวานในวันที่ผมไปใช้บริการนั้นน่าจะมีเกือบๆ 30 เมนูเลย @_@
และเพื่อไม่ให้ทุกคนงงกับของหวานอันมากมายขนาดนี้ ผมก็เลยจะขอแยกหมวดนี้ออกเป็น 4 หมวดย่อยดังนี้นะครับ
  • ของหวานนานาชาติ
  • ของหวานไทย
  • ผลไม้
  • ไอศกรีม
เริ่มจากของหวานนานาชาติกันก่อนเลย กลุ่มประเภทนี้จะมีจำนวนเยอะที่สุดแล้ว โดยในวันที่ผมไปนั้นก็จะมีทั้งช็อคโกแลตฟองดู, ไดฟุกุ, เค้กส้ม, Montblanc Cake, Sacher Cake, พานาคอตต้า, บานอฟฟี่, บราวนี่, Cheescake, Strawberry Short Cake, Green Tea Opera Cake, Raspberry Chocolate Cake, Okura Roll, Macaron, Chocolate Lava และ Crepe Suzette
โอ้ยยย บอกเลยว่าเยอะจนละลานตามากครับ เดินไป ดูไป น้ำลายไหลไป ><
สำหรับรสชาติของของหวานที่ผมได้ทานมา 7-8 อย่างนั้น บอกเลยว่าดีมากครับ โดยเฉพาะชีสเค้กนั้นเนื้อเนียน แน่น รสชาติกลมกล่อมไม่เค็มมาก ส่วนเมนูอื่นๆ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ใครที่ชอบทานของหวานควรเผื่อท้องไว้เลยครับ
และหากใครที่ต้องการทาน Chocolate Lava กับ Crepe Suzette นั้นก็ไม่ต้องแปลกใจที่มองไม่เห็นสองเมนูนี้อยู่ในไลน์นะครับ เพราะว่าสองเมนูนี้เป็นเมนูที่ทางเชฟต้องทำใหม่ร้อนๆ ออกจากเตา ดังนั้นสเตชั่นนี้ก็เลยจะอยู่แยกออกมา โดยสเตชั่นของเค้าจะอยู่ข้างๆ กับไอศกรีมครับ
ในส่วนรสชาติของ Chocolate Lava นั้น ผมว่าเค้าทำมาได้ดีเลย ใครที่ชอบทานช็อคโกแลตเข้มๆ อุ่นๆ น่าจะถูกใจ ยิ่งตอนที่เชฟเอามาเสิร์ฟใหม่ๆ แล้วเราทำการหั่นออกมาแล้วเห็นช็อคโกแลตค่อยๆ ไหลออกมาช้าๆ นี่มันฟินมากเลย
ส่วน Crepe Suzette นั้น จะเป็นเครปส้ม รสชาติกลางๆ ครับ ไม่ได้ประทับใจอะไรมาก และผมแอบหักคะแนนนิดนึงตรงที่ทางเชฟไม่ยอมจัดจานมาเหมือนกับตัวอย่างอาหารที่วางตั้งโชว์ไว้ โดยภาพแรกคือภาพตัวอย่างอาหารที่ทางเค้าโชว์ ส่วนภาพที่สามคือภาพที่ทางพนักงานเอาของจริงมาเสิร์ฟครับ
ดูของหวานนานาชาติไปแล้ว ทีนี้มาดูของหวานของไทยกันบ้างดีกว่า ที่ Sunday Brunch ของ The Okura Prestige Bangkok นั้น มีของหวานไทยๆ ให้เราเลือกทานเยอะเลยครับ ทั้งข้าวเหนียวมะม่วง, ขนมถ้วยฟู, ขนมบ้าบิ่น, ขนมชั้น, ขนมใส่ไส้, ทองหยอด, ฝอยทอง แล้วก็บัวลอย ใครชอบทานของหวานไทยๆ คงถูกอกถูกใจแน่ๆ เพราะนอกจากทางห้องอาหารจะจัดวางมาได้สวยงามแล้ว รสชาติยังดีอีกด้วยครับ
อ้อ ในส่วนของข้าวเหนียวมะม่วงนั้น เค้าจะทำมาเป็นข้าวเหนียวใบเตยนะครับ มีการห่อใบตองมา ดูสวยงามน่ากินดี ส่วนรสชาตินั้นผมว่ารสชาติของข้าวเหนียวมูนยังธรรมดาไปหน่อย แต่มะม่วงที่นำมาเสิร์ฟคู่กันนั้นทำได้ดีเลย สวย หวาน และเนื้อไม่เละ
ต่อกันที่หมวดย่อยที่ 3 นั่นก็คือผลไม้ หมวดนี้ไม่มีอะไรมากแต่ก็ทำให้ผมแอบประทับใจเล็กๆ เพราะในประเภทของผลไม้ทั้ง 4 อย่างนั้นมีเสาวรสอยู่ด้วย ถือว่ามีน้อยไลน์มากๆ ที่จะมีการนำเสาวรสเป็นลูกมาวางไว้ในไลน์บุฟเฟ่ต์แบบนี้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นก็ได้แก่ แตงโม, สัปปะรด และแคนตาลูป
สำหรับหมวดนี้ผมบอกรสชาติไม่ได้นะครับ เพราะไม่ได้ชิม ไม่ไหวจริงๆ อิ่มกับอย่างอื่นมากมาย
และในที่สุดก็มาถึงกลุ่มของหวานหมวดสุดท้ายนั่นก็คือไอศกรีม และผมขอบอกเลยว่านี่คือความดีงามมาก หากผมจำเป็นต้องเลือกกินของหวานแค่อย่างเดียวในครั้งหน้า ผมจะเทใจมาที่นี่อย่างแน่นอน!!!
ไอศกรีมของ Sunday Brunch โรงแรม The Okura Prestige Bangkok นั้น นอกจากจะมีรสชาติที่ดีและมีให้เลือกหลายรสแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจสุดๆ ก็คือ การมีวาฟเฟิลและท้อปปิ้งให้เลือกใส่มากมาย โดยวาฟเฟิลนั้นจะเป็นวาฟเฟิลแบบที่มีความกรอบปานกลาง ออกไปทางนิ่มนิดๆ ทำให้เวลาเราจับหรือบิดจะไม่แตกง่าย แต่ก็ไม่นิ่มจนทำให้เสียความรู้สึกในการกิน แถมมีให้เลือกถึงสองรสด้วยกันคือรสธรรมดาและชาเขียวครับ
หมายเหตุ : สำหรับใครที่ไม่ชอบทานวาฟเฟิลที่ออกไปทางนิ่ม อาจจะไม่ถูกใจกับวาฟเฟิลของที่นี่นะครับ โดยถ้าไปทานกันหลายคน ผมแนะนำให้ลองชิมของเพื่อนก่อนว่าถูกใจมั้ย ถ้าถูกใจค่อยจัดของตัวเองเต็มๆ ชิ้นอีกรอบ
ส่วนท้อปปิ้งที่มีให้ใส่เพิ่มนั้นก็อลังการมาก มีให้เลือกเป็นสิบอย่างเลย แถมแต่ละอย่างคุณภาพดี อร่อยถูกปากมาก มากจนผมต้องเบิ้ลกินไอศกรีม 2 ถ้วยและตักท้อปปิ้งมาจนล้นเลยครับ
อ้อ ในส่วนของไอศกรีมนั้น วันที่ผมไปมีทั้งหมด 4 รสนะครับ ได้แก่ สตรอเบอร์รี่, ชาเขียว, เสาวรส, และวานิลลา ช็อคโกแลตชิพ ผมลองชิมทุกรส และถูกใจหมดเลย ><
ครับ และในตอนนี้เราก็ทานอาหารคาวและหวานไปจนอิ่มชนิดที่ว่าท้องแตกใกล้จะระเบิดแล้ว แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่บทสรุป ผมขอพาทุกคนไปรู้จักกับอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญก่อนนั่นก็คือ “เครื่องดื่ม” ครับ
สำหรับเครื่องดื่มของคนที่มาทาน Sunday Brunch นั้น จะแตกต่างกันไปตามแพคเกจที่เราเลือก โดยหากใครที่ต้องการทานไวน์, เบียร์ หรือแชมเปญก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง แต่สำหรับคนไม่ทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง โดยเครื่องดื่มที่ผู้ที่ไม่ทานแอลกอฮอล์สามารถจะสั่งได้นั้นก็มีตั้งแต่น้ำอัดลมอย่าง Est Cola, Est Lemon Lime, Est Orange น้ำผลไม้อย่างส้ม, สัปปะรด, แอปเปิ้ล, ฝรั่ง แล้วก็เครื่องดื่ม Mocktail อย่าง Young Passionate, Virgin Mojito และ The P.M.G. ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้เราสามารถสั่งทานได้เรื่อยๆ ไม่มีจำกัดเลยครับ และผมกับต๋งเองได้ลองทานแทบทุกอย่างเลย ><
ในส่วนของน้ำผลไม้นั้นจะมาเสิร์ฟแบบที่ไม่ใส่น้ำแข็ง รสชาติคล้ายกับน้ำผลไม้ปรุงสำเร็จรูป ไม่ได้คั้นสดมาใหม่ๆ ส่วนเครื่องดื่ม Mocktail นั้นก็ทานแล้วได้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ดี โดย Young Passionate จะเป็นการผสมผสานของลิ้นจี่กับเสาวรสที่มีความซ่ามาร่วมด้วย แก้วนี้ถ้าทานเผินๆ ไม่ถามพนักงานอาจจะคิดว่ามีแต่เสาวรสเป็นหลักครับ ส่วน The P.M.G. นั้น จะเป็นการผสมกันระหว่างมะม่วง, สัปปะรด แล้วก็ขิง ใครที่ไม่มีปัญหากับส่วนประกอบทั้ง 3 นี้ ก็ลองชิมดูครับ
และนอกจากเครื่องดื่มที่ผมบอกมาด้านบนแล้ว เรายังสามารถสั่งชาและกาแฟมาทานได้ด้วยนะครับ ใครต้องการทานชาหรือกาแฟปิดท้ายมื้อก็แจ้งพนักงานได้เลย
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวที่ผมได้ไปพบเจอมาจากการไปทาน Sunday Brunch ที่ห้องอาหาร Up & Above Restaurant โรงแรม The Okura Prestige Bangkok และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมก็ขอสรุปการรีวิวออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ตามนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2561
ช่วงเวลา : 12.00 – 15.00 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : เป็นหนึ่งในไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารที่ผมว่ามีคุณภาพอาหารที่ดี รสชาติถูกปากผมกับต๋งมากไลน์นึงเลยครับ และที่นี่เป็นที่แรกที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในการกินฟัวกราส์ ดังนั้นผมขอแนะนำเป็นพิเศษเลยสำหรับใครที่ชอบทานเมนูนี้ ถ้าได้มาทานฟัวกราส์ที่นี่น่าจะไม่ผิดหวัง และนอกจากนี้ไลน์อาหารญี่ปุ่น, ของหวานและไอศกรีมของเค้าก็ยังรสชาติดีมากๆ อีกด้วย ส่วนเมนูอื่นๆ ไม่ว่าจะ Beef Cheek, Maine Lobster, Seafood on Ice, ขนมปัง และอาหารอื่นๆ อีกมากมายที่ผมได้ชิมก็ล้วนแต่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ จะมีที่ไม่ถูกปากผมหน่อยก็คือหอยนางรมที่บางช่วงผมรู้สึกว่าเค็มเกินไปหน่อยเท่านั้น
ความหลากหลายของอาหาร : ไม่มีปัญหาอะไรในข้อนี้เลย หลากหลายทั้งอาหารคาวและหวาน โดยอาหารคาวมีทั้งไทย, อินเดีย, ญี่ปุ่น, ยุโรป และแต่ละอย่างก็มีอาหารให้เลือกทานหลายอย่างมาก ส่วนของหวานนั้นก็จัดเต็มมาไม่แพ้กัน เอาเป็นว่าใครไปที่นี่แล้วชิมได้ 50% ของเมนูที่เค้ามี ผมก็ว่าเก่งมากๆ แล้วครับ
ความสะอาดของร้าน : สะอาดสะอ้าน สถานที่ดูดี เพดานสูง เก้าอี้นั่งสบาย และปริมาณแสงสว่างเพียงพอ
การบริการของพนักงาน : ทั้งๆ ที่วันที่ผมไปใช้บริการนั้นมีแขกไปใช้บริการเต็มทุกโต๊ะ แต่ในเรื่องของการบริการ ทางพนักงานยังทำได้ดีไม่มีตกหล่นเลยครับ โต๊ะผมมีการสั่งเมนูพิเศษไปหลายรอบ รวมทั้งขอความช่วยเหลือนั่นนี่อยู่เป็นระยะๆ ก็ได้รับการตอบสนองรวดเร็วดี ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย
ความสะดวกของการเดินทาง : การเดินทางไปยังโรงแรม The Okura Prestige Bangkok นั้นถือว่าสะดวกในระดับนึงเลย เพราะโรงแรมนั้นอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าเพลินจิตมาก หากใครที่เดินเข้าทางตึก Park Ventures Ecoplex ก็จะมีทางเดินเชื่อมต่อจาก BTS เลย ส่วนใครที่ขับรถมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการหาโรงแรมไม่เจอ เพราะตำแหน่งของตึก Park Ventures Ecoplex นั้นอยู่บริเวณหัวมุมถนน สังเกตเห็นได้ชัดมาก เพียงแต่คนที่จะขับรถมาเองนั้นอาจจะต้องดูเรื่องของเวลานิดนึงนะครับ เพราะถนนสุขุมวิทบริเวณหน้าโรงแรมถือเป็นถนนที่มีการจราจรติดขัดในหลายช่วงเวลาเลย
ความคุ้มค่า : นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมเขียนยากมากๆ ในรีวิวนี้ เพราะหากเราดูที่ราคาอย่างเดียวว่าประมาณ 3,300 บาท/คน (รวมเครื่องดื่ม) ก็จะดูเหมือนเป็นราคาที่สูงพอควรสำหรับการทานอาหารมื้อหนึ่ง แต่หลังจากที่ผมได้ไปลองทานอาหารที่นี่มาแล้ว ผมก็ต้องยอมรับว่าราคาที่เค้าตั้งไว้นั้นก็เหมาะสมแล้วครับ เพราะคุณภาพอาหารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก หลายๆ เมนูไม่ค่อยเจอในไลน์บุฟเฟ่ต์อื่นๆ ที่ราคาต่ำกว่านี้ หลายๆ เมนูมีความพิเศษมาก เช่น การทำเส้นพาสต้าสด หลายๆ เมนูก็ทำให้ผมประทับใจในรสชาติมากจนอยากจะกลับไปกินอีก และผมคิดว่าคงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่คิดแบบนี้ เพราะการที่มีคนมาใช้บริการเต็มห้องอาหารทั้งๆ ที่เป็นช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ น่าจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีเลยว่ามีคนประทับใจและติดใจอาหารของที่นี่มากขนาดไหน และผมคิดว่าหากทางห้องอาหารมีการเพิ่มจำนวนของเมนูพิเศษ Maine Lobster ต่อคนให้มากกว่านี้อีกนิด หรือเพิ่มเวลาในการทานอาหารอีกซัก 30 นาที น่าจะยิ่งทำให้คนประทับใจและมาทานอาหารที่นี่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ
สรุป : ก็ต้องบอกกันตรงนี้เลยว่าสำหรับใครที่ไม่มีปัญหาในการทานอาหารมื้อละประมาณ 3,000 – 4,000 บาท/คน และต้องการทานอาหารที่อร่อย คุณภาพดี โดยเฉพาะฟัวกราส์, Seafood on ice, ซูชิ, ซาชิมิ และของหวานนั้น ที่นี่ถือเป็นห้องอาหารแห่งนึงที่น่าจะตอบโจทย์ได้เลยครับ แต่สำหรับใครที่งบประมาณจำกัด หรือต้องการเน้นทานล็อบสเตอร์ย่างเป็นหลัก มาทานแค่ครึ่งตัวไม่พอ หรือต้องการนั่งทานอาหารนานกว่า 3 ชั่วโมง ห้องอาหารแห่งนี้คงไม่เหมาะกับคุณซักเท่าไหร่ครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับใครที่อยากจะชมคลิปการทานอาหารครั้งนี้ของผมก็สามารถกดดูที่ด้านล่างได้เลยครับ ส่วนใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถติดตามได้ที่เพจ  “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลย และสุดท้ายสำหรับใครที่ต้องการจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้รวมทั้งสำรองโต๊ะก็สามารถเข้าไปที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
Fanpage : The Okura Prestige Bangkok
Tel : 02-6879000
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like