Food Review

[SR] Sunday Roast @ The Huntsman Pub : แหล่งชุมนุมของสายเนื้อ กินไม่อั้น นั่งยาวๆ ได้ถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง!!

posted by ภรรยาหา สามีใช้ March 22, 2018 0 comments
หากจะมีไลน์อาหารที่เปิดให้คุณนั่งกินได้ไม่อั้นนานถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง และในไลน์อาหารเต็มไปด้วยอาหารอร่อยๆ ที่เน้นโปรตีนเป็นหลักอย่างเนื้อ, หมู, ไก่ และแกะ ในราคาที่คุณอาจจะต้องขยี้ตาดูชัดๆ อีกครั้ง 710 บาท/คน พร้อมเครื่องดื่ม Soft Drink ที่เติมได้ตลอดเวลา หรือเพียงแค่ 560 บาท/คน กรณีที่คุณเลือกทานชาหรือกาแฟแค่แก้วเดียว คุณคิดว่าไลน์อาหารนี้น่าสนใจมั้ยครับ?
ถ้าคุณคิดว่าไลน์อาหารแห่งนี้น่าสนใจ ก็ตามผมกับต๋งไปที่ The Huntsman Pub ชั้น B โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพ (Landmark Bangkok) กันได้เลยครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
The Huntsman Pub เป็นหนึ่งในห้องอาหารของโรงแรม Landmark Bangkok โดยห้องอาหารนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายอย่างดังนี้ครับ
  • เป็นห้องอาหารที่ตกแต่งคล้ายกับผับของประเทศอังกฤษที่เราเคยเห็นตามภาพยนตร์ว่าจะมีผู้ชายชอบไปนั่งเชียร์ฟุตบอลกัน
  • มีอาหารบริการหลากหลายทั้ง A la carte และ Buffet โดยไลน์บุฟเฟ่ต์ของที่นี่จะมีให้บริการเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเวลา 11.30 – 16.00 น. เท่านั้น โดยมีชื่อไลน์ว่า Sunday Roast
  • มีการจำหน่ายเครื่องดื่มหลากหลายประเภท ทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อให้สอดคล้องกับทุกคนที่มาใช้บริการ
  • มีการตกแต่งด้วยเสื้อและตราสโมสรฟุตบอลชั้นนำตามจุดต่างๆ รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลคู่สำคัญให้ดูอยู่เป็นประจำ ส่วนใครที่ไม่ใช่คอฟุตบอลที่นี่ก็มีดนตรีสดให้บริการ โดยจะเล่นเพลงสากลเป็นหลัก และจะเล่นทุกคืนตั้งแต่เวลาประมาณ 3 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน ยกเว้นคืนวันอาทิตย์เท่านั้นที่จะเป็นการเปิดเพลงแทนครับ
นี่เป็นภาพบรรยากาศของห้องอาหาร จะดูมืดๆ แสงสลัวๆ นิดนึงนะครับ เพราะ Mood and Tone เค้าคือผับสไตล์อังกฤษ ส่วนเวลาเปิดปิดของห้องอาหารแห่งนี้ก็คือ 11.30 น. จนถึงตี 2 เรียกว่าเปิดยาวๆ กันไปเลย ดูบอลจบ ฟังเพลงเพราะๆ ให้สบายใจแล้วก็ค่อยกลับบ้านกัน
สำหรับการเดินทางมายังห้องอาหารแห่งนี้ก็ไม่ยากครับ โดยเฉพาะคนที่นั่งรถ BTS มา เพราะโรงแรมแลนด์มาร์คจะอยู่ห่างจากสถานี BTS นานา เพียงแค่ 50 เมตรเท่านั้น ส่วนคนที่ขับรถมาก็ให้สังเกตป้ายซอยสุขุมวิท 6 เอาไว้ให้ดีๆ โรงแรมเค้าจะอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 4 และสุขุมวิท 6 เมื่อมาถึงโรงแรมเรียบร้อยแล้วก็ให้เราไปที่ชั้น B และเดินไปตามทางที่ป้ายบอกไว้เดี๋ยวก็จะเจอ The Huntsman Pub เองครับ
เอาล่ะ คราวนี้เรากลับมาพูดถึงเรื่องอาหารของเรากันต่อดีกว่า อย่างที่ผมได้บอกไปว่า The Huntsman Pub นั้นเป็นผับสไตล์อังกฤษ ดังนั้นลักษณะการตกแต่งห้องอาหาร รวมถึงประเภทอาหารต่างๆ ที่เค้ามีบริการจึงออกมาในแนวอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งนั่นก็ทำให้ที่ห้องอาหารแห่งนี้มีไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ชื่อว่า Sunday Roast ด้วย โดยใครที่ไม่รู้จักว่า Sunday Roast คืออะไรก็ตามไปอ่านกันต่อที่ย่อหน้าถัดไปเลยครับ
Sunday Roast (ซันเดย์ โรสต์) ถือเป็นหนึ่งในประเพณีการกินอาหาร (Tradition Food) ของชาวอังกฤษและชาวไอริช โดยจะเป็นมื้ออาหารที่จะกินกันเฉพาะวันอาทิตย์ เริ่มกินตั้งแต่เที่ยงๆ จนไปถึงประมาณ 6 โมงเย็น และมีประเภทอาหารที่ขาดไม่ได้คือเนื้ออบหรือเนื้อย่างชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ, หมู, ไก่, แกะ หรืออื่นๆ ซึ่งเนื้อเหล่านี้จะถูกเสิร์ฟพร้อมกับผักและเครื่องเคียงนานาชนิดครับ
สำหรับความเป็นมาของ “Sunday Roast” นั้น ว่ากันว่าในอดีตที่หมู่บ้านทาสแห่งหนึ่งซึ่งได้ทำงานรับใช้ให้กับคหบดีบ้านนอกของอังกฤษนั้น ทาสเหล่านี้จะต้องทำงานกันถึง 6 วันต่อสัปดาห์ คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์นั้นจะเป็นพักผ่อนของพวกเค้า ซึ่งกิจกรรมหลักๆ ในวันพักผ่อนของเค้าเหล่านั้นก็คือการไปทำกิจทางศาสนาที่โบสถ์ในตอนเช้า จากนั้นทาสที่เป็นผู้ชายก็จะไปรวมตัวกันที่ทุ่งเพื่อฝึกการสู้รบ เมื่อฝึกเสร็จทาสแต่ละคนก็จะได้รับบำเหน็จรางวัลจากกษัตริย์เป็นเหล้า 2–3 แก้วที่โรงเหล้า พร้อมกับเนื้อวัวอบ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของประเพณี Sunday Roast ครับ เพราะถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาจะไม่ต้องมีการซ้อมรบอะไรแล้วก็ตาม แต่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ก็ยังไปทำพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ในทุกๆ เช้าของวันอาทิตย์อยู่ ดังนั้นเมนูอาหารประเภทเนื้ออบจึงเป็นเมนูที่แม่บ้านอังกฤษโปรดปรานที่จะทำ เพราะการอบเนื้อนั้นต้องใช้เวลานานมาก สามารถที่จะอบทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าและออกไปโบสถ์จนกระทั่งเสร็จพิธีทางศาสนาได้เลย และเมื่อทุกคนกลับมาถึงที่บ้าน เนื้อที่อบไว้ก็จะสุกพอดี ทุกคนก็จะได้นั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันครับ
และนี่ก็คือโฉมหน้าของไลน์อาหาร Sunday Roast ของ The Huntsman Pub โรงแรม Landmark Bangkok โดยไลน์อาหารจะถูกวางไว้ที่หน้าห้อง และแบ่งออกเป็น 4 หมวดดังนี้
  1. Appetizers, สลัด และของทานเล่น
  2. ซุป, เครื่องเคียง และอาหารอื่นๆ
  3. เนื้ออบขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องเคียง
  4. ของหวาน, ผลไม้และไอศกรีม
เราไปไล่กันดูแต่ละหมวดแต่ละรายการเลยนะครับ โดยอันไหนที่ผมกับต๋งได้มีโอกาสได้ชิมเราจะบอกความรู้สึกของเราลงไปด้วย เริ่มจากหมวดแรกคือ Appetizers, สลัด และของทานเล่น ที่หมวดนี้จะมีอาหารให้เราเลือกทานทั้งแซลมอนรมควัน, Cold Cuts, ชีส, ขนมปัง, ยำต่างๆ แล้วก็สลัด โดยสลัดนั้นเราจะต้องเป็นคนคลุกผสมกันเอง ทางโรงแรมเค้าจะมีชามขนาดใหญ่พร้อมกับน้ำสลัดเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วครับ
สำหรับรสชาติอาหารในหมวดนี้ ผมได้ลองชิมแซลมอนรมควัน, Cold Cuts แล้วก็ขนมปังเท่านั้น ซึ่งรสชาติที่ได้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย ส่วนสลัดนั้นทางโรงแรมได้เตรียม Chicken Caesar Salad หรือซีซ่าร์สลัดอกไก่ที่เป็นเมนู  A la carte ให้ผมลองชิมเพิ่มเติม ผมก็เลยไม่ได้ทานสลัดที่อยู่ในไลน์ แต่เท่าที่ดูคุณภาพของผักก็อยู่ในเกณฑ์ดีแทบไม่ต่างจากเมนูที่เป็น A la carte เลยครับ
หมวดถัดมาจะเป็นซุป, เครื่องเคียง และอาหารอื่นๆ โดยที่หมวดนี้จะมีการวางอาหารในภาชนะปิดเพื่อให้อาหารร้อนและอร่อยอยู่เสมอ สำหรับเมนูในวันที่ผมไปทานนั้นก็ได้แก่ ซุปมันฝรั่ง, Beef Giunness (แก้มลูกวัวตุ๋นเบียร์ดำ), Mini Pork Spare Rib (ซี่โครงหมูอบ), Shepherds Pie, Gratined Seafood, Mashed Potatoes และ Sauteed Vegetable
รสชาติโดยรวมๆ ของอาหารในหมวดนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจนถึงดีมากเลยครับ เป็นหมวดที่ผมชอบมากๆ โดยเมนูอาหารที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ Beef Giunness, Mini Pork Spare Rib และ Gratined Seafood โดยเฉพาะสองอย่างแรกนั้นเนื้อนุ่ม เปื่อย อร่อย ทานง่ายมากกกก แค่เอาส้อมสะกิดนิดหน่อยก็สามารถแบ่งเนื้อออกมาทานได้แล้วครับ
ภาพนี้เป็นภาพของ Beef Giunness และ Mini Pork Spare Rib ที่ทางโรงแรมเค้าจัดใส่จานสวยๆ มาให้ผมกับต๋งเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปง่ายๆ ครับ ส่วนคุณภาพอาหารก็เหมือนกับที่อยู่ในไลน์นั่นแหละครับ รวมทั้งมันฝรั่งอบที่เห็นอยู่ในจานนั่นก็มาจากในไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่พนักงานเค้าทำออกมาได้สวยกว่าผมกับต๋งตักเองมาก T___T
สองเมนูนี้ผมแนะนำเลยครับ ใครไปทาน Sunday Roast ที่นี่ควรจะต้องตักมาทาน และไม่ควรทานแค่จานเดียว เพราะมันอร่อยมากกกกก ส่วนคนที่ไม่ได้ทาน Sunday Roast แต่ได้มีโอกาสไปทานอาหารที่ The Huntsman Pub ในวันอื่นๆ ก็ลองสั่ง 2 เมนูนี้ที่เป็นจาน A la carte มาลองทานนะครับ น่าจะถูกปากถูกใจคนที่ชอบทานเนื้ออบ เนื้อตุ๋นกันพอดูเลย
ต่อกันที่หมวดที่ 3 เนื้ออบขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องเคียง พระเอกของที่ไลน์นี้ก็คงหนีไม่พ้นเนื้ออบ เนื้อย่างต่างๆ ที่ดูน่ากินมาก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว, เนื้อหมู, เนื้อไก่ แล้วก็เนื้อแกะ โดยเค้าจะมีน้ำซอสให้เราราดอยู่ 3 ประเภทได้แก่ ซอสเกรวี่, ซอสพริกไทยดำ แล้วก็ซอสครีมเห็ด นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงและของทานเล่นให้เราทานคู่กันอีกมากมาย อาทิเช่น Parma Panini, Fish & Chips, ไส้กรอก, มันอบ, Yorkshire Pudding, ผัก และ Deep Fried Calamari ครับ
สำหรับรสชาติของเนื้อทั้ง 4 ประเภท ที่ผมได้ลองชิมมาก็ตามนี้เลยครับ
  • เนื้อวัว Medium Rare : อร่อย รสชาติกำลังดี สีสวยมาก ส่วนความเหนียวนั้นยังมีความเหนียวอยู่เล็กน้อยครับ ถ้าปรับให้นุ่มกว่านี้ได้อีกนิดจะเยี่ยมมากๆ เลย
  • เนื้อหมู (Pork Cheddar) : เป็นหมูสามชั้นที่ผ่านกระบวนการทำอาหารเยอะมาก ตั้งแต่การเอาเนื้อหมูไปผสมกับเครื่องเทศ, ขนมปัง แล้วก็ไข่ จากนั้นก็เอาไปยัดไส้ที่บริเวณตรงกลางสุด และนำไปซูวีต่อนานถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งรสชาติที่ได้ออกมานั้นก็ถือว่าคุ้มค่ากับการปรุงอาหารครั้งนี้ครับ อร่อย เนื้อด้านในนุ่ม มีรสชาติดี ส่วนหนังด้านนอกก็กรอบมากครับ
  • เนื้อไก่ : รสชาติโอเคครับ นุ่ม กินได้เพลินๆ
  • เนื้อแกะ : ในส่วนของรสชาตินั้นถือว่าดีเช่นเดียวกัน อร่อย ไม่เหนียว แต่ในเรื่องของกลิ่น ยังมีกลิ่นของเนื้อแกะอยู่เล็กน้อย ใครที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นเนื้อแกะก็เลี่ยงไปทานเนื้อชนิดอื่นจะดีกว่าครับ
อันนี้เป็นภาพของเนื้อและหมูที่ทางห้องอาหารเค้าตัดใส่จานสวยๆ มาให้ผมถ่ายรูปครับ ดูน่ากินมาก ความสุกและสีสันอยู่ในระดับที่ดีเลย เห็นแล้วน้ำลายไหลทันที ><
สำหรับใครที่ทานเนื้ออบแล้วรู้สึกไม่ค่อยชอบพวกซอสเกรวี่หรือซอสพริกไทยดำ ก็สามารถไปตักพวกมัสตาร์ดมาทานคู่กันได้นะครับ เค้ามีมัสตาร์ดและซอสอื่นๆ ให้เลือกทานหลายแบบมาก ตั้งแต่ English Mustard, Pommery Mustard, French Mustard, Duon Mustard, Cranberry Sauce, Horseradish Sauce, Mint Sauce, Apple Sauce แล้วก็ Tomato Sauce ครับ
ส่วนบรรดาเครื่องเคียงต่างๆ นั้น เท่าที่ผมได้ชิมก็รสชาติดีเลย โดยเฉพาะ Parma Panini ที่เป็นขนมปังอบสอดไส้พาร์มาแฮม แล้วก็ Yorkshire Pudding (ยอร์คเชียร์ พุดดิ้ง) นั้นอร่อยมาก ส่วน Fish & Chips กับ Deep Fried Calamari (ปลาหมึกทอด) นั้น ปลาหมึกกับปลาที่อยู่ด้านในสดและอร่อยถูกปาก แต่แป้งด้านนอกที่ทอดมาผมว่าหนาและอมน้ำมันไปนิด ถ้าทำให้บาง กรอบ และน้ำมันน้อยกว่านี้อีกหน่อยจะแจ่มมากๆ
อ้อ แต่ในส่วนของเฟรนช์ฟรายส์นั้น ทางห้องอาหารทำมาได้ดีเลยนะครับ กรอบ อร่อย ไม่อมน้ำมัน และทิ้งไว้นานก็ยังไม่เหนียว สามารถกินต่อได้โดยไม่รู้สึกว่ารสชาติเปลี่ยนไปจากเดิม
หมายเหตุ : Fish & Chips ที่อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์นั้นทางห้องอาหารจะจัดเป็นตะกร้าขนาดเล็กที่มีปริมาณไม่เยอะมากนะครับ ส่วนในรูปที่ผมถ่ายมานั้นเป็นการจัดจานขนาดใหญ่เท่ากับเวลาที่สั่งเป็นเมนู A la carte ที่ราคา 350 บาท/จานครับ
ต่อกันที่หมวดที่สี่ ของหวาน, ผลไม้และไอศกรีม ที่หมวดนี้จะมีผลไม้อย่างสับปะรด, แตงโม, แก้วมังกร และฝรั่ง ในเรื่องของความสด ความสวยงามอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ส่วนของหวานนั้นก็มีให้เลือกทานหลายอย่างมากตั้งแต่ Plaid Cookies, แอปเปิ้ลทาร์ต, คัพเค้ก, ชีสเค้ก, แอปเปิ้ลพาย, เลมอนบาร์ แล้วก็พุดดิ้งเบรด ซึ่งรสชาติของของหวานส่วนใหญ่ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพุดดิ้งเบรด, ชีสเค้ก แล้วก็ขนมที่เป็นไวท์ช็อคแลตเคลือบสีเขียวแล้วมีข้าวพองโรยด้านนอกนั้น เป็นขนมที่อร่อย กรุบกรอบ และไม่เหมือนใครดี
ส่วนของไอศกรีมนั้น วันที่ผมไปมีทั้งหมด 3 รสได้แก่ ช็อคโกแลต, กาแฟ และกล้วย ซึ่งตอนที่ผมไปตักไอศกรีมทานตอนประมาณ 15.00 น. นั้น ไอศกรีมก็เริ่มละลายพอสมควรและผมเองก็อิ่มมากแล้ว ดังนั้นผมก็เลยตักมาทานแค่รสเดียวคือรสกล้วย ซึ่งรสชาติดีเลยนะครับ แต่เสียดายที่เนื้อไอศกรีมเริ่มเหลวไปหน่อย ไม่งั้นผมอาจจะตักทานเพิ่มอีกหนึ่งลูกครับ
และทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างบนนี้ก็คือเมนูอาหารที่เราจะสามารถตักทานได้ไม่อั้นตลอดการกิน Sunday Roast ที่ห้องอาหาร The Huntsman Pub แห่งนี้ โดยหากเราเริ่มกินตั้งแต่ 11.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ห้องอาหารเปิดไปจนถึงเวลา 16.00 น. ที่เป็นเวลาปิดไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Roast เราจะสามารถกินได้ถึง 4 ชั่วโมงครึ่งเลยครับ!!
ส่วนราคาอาหารนั้น โดยปกติแล้วราคาจะอยู่ที่ 950 บาท++/คน หรือประมาณ 1,120 บาท/คน (รวมชาหรือกาแฟคนละ 1 แก้ว) แต่ตอนนี้ทางห้องอาหารมีโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 2 ก็จะทำให้เหลือคนละ 560 บาท/คน เท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมาก!! โดยถ้าใครอยากจะทานเครื่องดื่ม Soft Drink อย่างพวกโค้ก, สไปรท์ หรือน้ำเปล่าไม่อั้น ก็จ่ายเพิ่มเพียงคนละ 150 บาท net เท่านั้นเองครับ
หมายเหตุ : สำหรับใครที่มีบัตร Club Landmark จะสามารถลดราคาอาหารได้ 20% นะครับ
แต่สำหรับใครที่ไม่อยากทานพวก Free Flow Soft Drink อยากทานเป็นเครื่องดื่มพิเศษต่างๆ มากกว่า ก็สามารถเลือกสั่งตามใจชอบได้เลย เค้ามีเมนูให้เลือกเยอะดี และรสชาติก็อยู่ในเกณฑ์ดีด้วย โดยผมกับต๋งได้ลองสั่งมาทาน 3 อย่าง ดังนี้
  • Shirley Temple (ราคา 240 บาท++) : รสชาติหวานๆ ทานได้เรื่อยๆ ไม่มีแอลกอฮอล์
  • Banana Milkshake (ราคา 190 บาท++) : หวาน มัน และรสกล้วยไม่ได้เด่นมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานอะไรหวานนิดๆ
  • Pink Lady Cocktail (ราคา 300 บาท++) : อร่อย ถูกปาก ความแรงกำลังดี เหมาะกับการค่อยๆ จิบสลับกับการทานอาหารครับ
ส่วนถ้าใครที่ชื่นชอบบรรยากาศร้านอาหารแบบนี้ แต่ไม่สะดวกมาทานอาหารวันอาทิตย์ที่มี Sunday Roast หรืออยากจะทานอะไรเบาๆ ที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ที่ห้องอาหารนี้ก็มีบริการอาหาร A la carte ที่น่ากินหลายอย่างมากครับ อย่างเช่น สลัดซีซาร์อกไก่ (390 บาท++), ไส้กรอกรวม (240 บาท++), Huntsman Chicken Wing (245 บาท++) รวมถึงเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรสชาติอาหาร A la carte แต่ละอย่างที่ผมได้ชิมนั้นก็ล้วนแต่อยู่ในเกณฑ์ดี ถูกปากผมมาก โดยเฉพาะ Huntsman Chicken Wing ที่มีลักษณะคล้ายๆ ไก่นิวออลีนส์นั้นเนื้อไก่นุ่ม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาก ที่สำคัญยังเป็นเนื้อไก่ล้วนๆ ไม่มีกระดูกด้วยครับ
อ้อ…ในบางวันของ Sunday Roast เนี่ย จะมี Huntsman Chicken Wing หรือไก่นิวออลีนส์อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ด้วยนะครับ ถ้าใครมาแล้วเจอก็อย่าลืมตักไปชิมด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่แนะนำ ><
และถ้าจะยกให้เมนูไหนเป็นเมนูเด็ดที่สุดของเมนู A la carte ที่ผมได้ลองชิมในวันนั้นก็ต้องนี่เลย Aussie Rib Eye เนื้อสเต๊กริบอายขนาดใหญ่ที่เนื้อนุ่มอร่อยมากกกก นุ่มและอร่อยกว่าเนื้ออบที่อยู่ในไลน์บุฟเฟ่ต์ไปอีกระดับนึงเลยครับ กินแล้วฟินมาก บอกเลยว่าใครที่ชอบเนื้อและมาทานอาหารที่ The Huntsman Pub ในวันที่ไม่มี Sunday Roast ควรจะสั่งเมนูนี้มากิน ขนาดเนื้อใหญ่มาก สามารถกินจานเดียวอิ่มได้เลย และตอนนี้ทางห้องอาหารก็มีการจัดโปรโมชั่นของเมนูนี้อยู่จนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 61 โดยเมนู Aussie Rib Eye นี้ จะลดเหลือ 800 บาท++ พร้อมไวน์ 1 แก้วครับ ใครรู้สึกโดนใจกับเมนูนี้ก็รีบไปทานนะครับ เดี๋ยวจะหมดโปรโมชั่นซะก่อน
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวที่ผมได้ไปพบเจอมาจากการไปทานอาหารที่ The Huntsman Pub โรงแรม Landmark Bangkok ครับ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมขอสรุปการรีวิวออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2561
ช่วงเวลา : 11.30 – 15.30 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : รสชาติอาหารทั้งในส่วนที่เป็นเมนูบุฟเฟ่ต์ในไลน์ของ Sunday Roast และส่วนที่เป็นเมนู A la carte นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีจนถึงดีมากเลยครับ โดยในส่วนของไลน์ Sunday Roast นั้น เมนูที่เด่นมากก็คือ Beef Giunness (แก้มลูกวัวตุ๋นเบียร์ดำ), Mini Pork Spare Rib (ซี่โครงหมูอบ), เนื้ออบ และหมูอบ ส่วนเมนู A la carte ที่โดดเด่น อร่อยมาก จนอยากกินซ้ำก็คือ Aussie Rib Eye ครับ
ความหลากหลายของอาหาร : ในส่วนนี้ผมขอพูดถึงเฉพาะความหลากหลายของเมนูอาหารในไลน์ Sunday Roast แล้วกันนะครับ ความหลากหลายของไลน์นี้ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ ปริมาณอาหารไม่ได้มากเท่ากับไลน์อาหารที่เป็น International Buffet เพราะเป็นไลน์ที่เน้นไปที่เนื้ออบ เนื้อย่างกับเครื่องเคียงเป็นหลัก ไม่ได้มีอาหารจากเชื้อชาติอื่นๆ อยู่ในไลน์ด้วย แต่อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนเมนูที่เค้ามีให้เราเลือกทานนั้น ผมมั่นใจว่าเยอะเกินพอ และทุกคนทานแล้วอิ่มมากกกกแน่นอนครับ
ความสะอาดของร้าน : สอบผ่านสบายๆ ความสะอาดอยู่ในเกณฑ์ดีเลย ส่วนในเรื่องบรรยากาศโดยรวมของร้านจะออกไปในแนวผับที่ดูมืด แสงสลัวๆ หน่อย ดังนั้นใครที่ไม่ชอบทานอาหารในที่มีแสงน้อยแบบนี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ครับ
การบริการของพนักงาน : ไม่มีปัญหาอะไรในข้อนี้ครับ ทำได้ดี บริการรวดเร็วฉับไวมากครับ ทั้งนี้วันที่ผมไปใช้บริการนั้นน่าจะมีแขกไปใช้บริการประมาณ 30% ของห้องอาหารครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่เราสามารถเดินทางด้วยรถ BTS สะดวก เพราะโรงแรมอยู่ห่างจากสถานี BTS นานา เพียงแค่ 50 เมตรเท่านั้น ส่วนคนที่ขับรถมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการหาโรงแรมหรือที่จอดรถ เพราะโรงแรมแลนด์มาร์คจะอยู่ติดกับถนนสุขุมวิทเลย รวมทั้งมีที่จอดรถเยอะด้วย แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหานิดหน่อยสำหรับคนที่ขับรถมานั้นก็คือการจราจรที่เข้าขั้นสาหัสในบางช่วงเวลา ใครที่จะขับรถมาก็ดูเวลาและ Google Map นิดนึงก่อนนะครับ
ความคุ้มค่า : ในส่วนของความคุ้มค่าของอาหาร A la cate แล้วก็ไลน์บุฟเฟต์ Sunday Roast ในแบบที่ยังไม่คิดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 2 นั้น ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางดีครับ เพราะรสชาติอาหารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีจนถึงดีมาก ส่วนปริมาณอาหารของจาน A la carte นั้นก็ถือว่าเยอะใช้ได้ นอกจากนี้ที่นั่งภายในห้องอาหารก็ยังนั่งสบาย สามารถนั่งทานบุฟเฟ่ต์ได้ถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง เรียกว่านานมากจนหาคู่แข่งหรือหาที่อื่นที่ให้นั่งทานได้นานขนาดนี้ยากมาก และเมื่อเราคิดราคาโปรโมชั่น มา 4 จ่าย 2 สำหรับ Sunday Roast รวมไปด้วย เราก็จะเหลือค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 560 บาท/คนเท่านั้น (กรณีที่ทานชาหรือกาแฟ คนละ 1 แก้ว) หรือถ้าใครเป็นคนที่ชอบทานเครื่องดื่มเยอะๆ อยากนั่งกินสบายๆ ไม่ต้องกังวลว่างบจะบานปลายก็เลือกสั่งเป็น Free Flow Soft Drink เพิ่มคนละ 150 บาท ก็จะกลายเป็น 710 บาท/คน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ผมคิดว่าคุ้มค่ามากกกกกกกก กับการได้ทานเนื้อดีๆ อาหารอร่อยๆ แถมนั่งได้นานแบบนี้ครับ
สรุป : ห้องอาหาร The Huntsman Pub โรงแรม Landmark Bangkok เป็นห้องอาหารที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวมากตั้งแต่การตกแต่ง, บรรยากาศ และประเภทของห้องอาหาร โดยห้องอาหารนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศผับสไตล์อังกฤษ ต้องการเข้าไปทานอาหารอร่อยๆ เคล้าเสียงเพลง แล้วก็เชียร์บอลทีมที่ตัวเองชอบ ส่วนไลน์บุฟเฟ่ต์ Sunday Roast ในวันอาทิตย์นั้นก็เป็นไลน์อาหารที่คุ้มค่ามาก เมื่อใช้โปรโมชั่นมา 4 จ่าย 2 โดยเฉพาะคนที่ชอบทานเนื้ออบ เนื้อย่าง หรือสายโปรตีนทั้งหลาย เพราะนอกจากอาหารที่นี่จะดี คุ้มค่าคุ้มราคาแล้ว ที่นั่งก็ยังนั่งสบาย สามารถนั่งได้นาน เหมาะมากๆ กับการพูดคุยกับเพื่อนฝูง หรือใช้เวลาในวันหยุดกับครอบครัวที่คุณรักครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับใครที่อยากจะชมคลิปการทานอาหารครั้งนี้ของผมก็สามารถกดดูที่ด้านล่างได้เลย ส่วนใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้นะครับ และสุดท้ายสำหรับใครที่อยากจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้ก็สามารถเข้าไปสอบถามที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
Fanpage : The Landmark Hotel Bangkok
Tel : 02-2540404
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments

You may also like