Travel Review

[SR] Sunshine City Prince Hotel : หนึ่งในโรงแรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในย่าน Ikebukuro

posted by ภรรยาหา สามีใช้ February 22, 2018 0 comments
เวลาที่หลายคนไปเที่ยวต่างประเทศ สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่พักมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของราคา, ระยะทางจากสถานี แล้วก็แหล่งช็อปปิ้งหรือสถานที่เที่ยวใกล้เคียง ดังนั้นวันนี้ผมก็เลยจะมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ “Sunshine City Prince Hotel” อีกหนึ่งที่พักในย่าน Ikebukuro (อิเคะบุคุโระ) ที่น่าจะสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ครับ
แต่ก่อนที่เราจะไปพูดถึงเรื่องของโรงแรมนี้แบบจริงจัง เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าอะไรคือจุดเด่นของ Ikebukuro และทำไมหลายต่อหลายคนมักจะเลือกมาพักที่นี่เวลาที่ได้มาโตเกียว โดยในความคิดของผมนั้น ผมว่าจุดเด่นของย่านนี้ก็คือ
  1. มีสถานีรถไฟที่ใหญ่ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ว่าจะเดินทางด้วย Subway, JR หรืออื่นๆ
  2. เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองโตเกียว มีห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าและร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้หลายๆ ร้านยังปิดดึกมากอีกด้วย ทำให้เราสามารถไปเที่ยวที่อื่นในตอนกลางวัน และค่อยกลับมาช็อปปิ้งต่อในตอนกลางคืนก่อนที่จะเข้าที่พักได้อย่างสบายๆ
  3. มีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอยู่ใกล้ๆ เช่น Sunshine Aquarium, Sky Circus
  4. มีที่พักให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ราคาประหยัดจนไปถึงห้องสุดหรูที่ราคาคืนละหลายหมื่น
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
เอาล่ะ รู้จุดเด่นของย่าน Ikebukoro กันแล้ว คราวนี้เราไปดูโรงแรมของเราในวันนี้กันดีกว่า โดยผมจะขอเริ่มตั้งแต่การเดินทางจากสถานี Ikebukuro ไปยังโรงแรมนะครับ
อันดับแรกให้เราออกจากสถานี Ikebukuro ทางด้านตะวันออก (East Exit) จากนั้นเมื่อเราเจอภาพแบบนี้อยู่ข้างหน้า ก็ให้เรามองเยื้องไปทางขวามือและเดินข้ามถนนไปตามทางที่ลูกศรในภาพชี้ครับ
สำหรับระยะทางจากสถานี Ikebukuro ถึง Sunshine City Prince Hotel นั้นจะประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งอาจจะดูเป็นระยะทางที่ไกลสำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ แต่จากที่ผมกับต๋งได้ลองลากกระเป๋าขนาด 29 นิ้ว คนละหนึ่งใบไปจากสถานีก็คิดว่ายังพอไหวอยู่ เพราะเส้นทางในการเดินนั้นเป็นเส้นทางที่ราบเรียบ สามารถลากกระเป๋าได้ง่าย โดยเมื่อเราเดินตามทางในภาพแรกมาจนถึงแยกที่มีร้าน Lotteria และ Café Spazio ตามภาพข้างล่างนี้ ก็ให้เราเดินตามถนนที่อยู่ระหว่าง 2 ร้านนี้ไปต่อเรื่อยๆ ได้เลยครับ
เดินตามทางผ่านสองข้างทางที่มีร้านขายของยั่วยวนเงินในกระเป๋าเต็มไปหมดได้ประมาณ 600 เมตร เราก็จะเจอกับทางแยกที่มีตึก Sunshine City อยู่ด้านขวามือแบบนี้ ก็ให้เราเดินข้ามถนนตรงต่อไปอีกครับ
เดินต่อมาอีกประมาณ 100 เมตรก็จะเจอกับสี่แยกไฟแดงที่มีตึกหน้าตาแบบนี้อยู่ โดยโรงแรม Sunshine City Prince Hotel ก็คือตึกที่มีลูกศรสีแดงชี้นั่นแหละครับ
โรงแรมจะอยู่ห่างจากแยกประมาณ 100 เมตร และมีสวนสาธารณะเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ ดูแล้วสวยและรู้สึกสงบดี
และนี่ก็คือหน้าตาของโรงแรมเราในแบบใกล้ๆ ครับ
เมื่อเราก้าวเข้าไปในโรงแรม เราก็จะเจอกับ Front ที่มีขนาดใหญ่มาก สามารถรองรับการ Check in ได้เกือบ 10 แถวพร้อมกัน โดยหลังจากที่ Check in เสร็จ เราก็จะได้ซองใส่ Key Card ที่มี Password Wifi, บัตรส่วนลดสถานที่เที่ยว แล้วก็คูปองอาหารเช้า (สำหรับคนที่จองที่พักแบบรวมอาหารเช้าด้วยเท่านั้น)
ผมให้ดูด้านหลังของคูปองส่วนลดครับ คูปองนี้จะสามารถใช้เป็นส่วนลดในการเข้า Konica Minolta Planetarium “Manten” ที่เป็นท้องฟ้าจำลอง, Sunshine Aquarium แล้วก็ Sky Circus ที่เป็นทั้งจุดชมวิวและสวนสนุกลอยฟ้าในรูปแบบของ VR ได้ โดยทั้ง 3 สถานที่นี้จะอยู่บนดาดฟ้าของตึกที่อยู่ข้างๆ โรงแรม ซึ่งผมได้มีโอกาสไปใช้สิทธิ์ที่ Sunshine Aquarium มาแล้วตามลิงก์นี้ http://www.amazingcouple.net/cr-sunshine-aquarium/ บอกเลยว่าดีมากๆ แนะนำเลยว่าใครที่มีลูกเล็กๆ หรือชอบดูโลกใต้น้ำควรหาโอกาสแวะไปชมครับ
อ้อ ในส่วนของลิฟท์ที่นี่จะมีทั้งหมด 6 ตัวนะครับ ลิฟท์แต่ละตัวมีขนาดใหญ่มาก สามารถขึ้นได้มากกว่า 10 คนต่อครั้ง และยังมีการแยกลิฟท์บางตัวไปยังชั้นพิเศษที่อยู่สูงๆ โดยเฉพาะด้วย ดังนั้นก็เลยทำให้การรอขึ้นลงลิฟท์ของที่นี่ไม่นานเลย เมื่อเทียบกับตึกที่มีความสูงถึง 37 ชั้น
และนี่ก็คือหน้าตาของห้องพักของผมกับต๋งในคืนนี้ครับ ห้องที่เราพักคือห้องประเภท “City Floors Twin Room Type B แบบ Non Smoking” ขนาดพื้นที่ 21 ตร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับห้องพักในประเทศญี่ปุ่น
หมายเหตุ : หากใครจองที่พักผ่านพวก Agoda หรือ Booking ประเภทห้องที่ผมพักจะชื่อว่า “Room with Twin Bed – Non-Smoking, Newly Renovated” นะครับ
ห้องพักประเภทนี้จะเป็นแบบเตียงคู่ (Twin Bed) ทั้งหมด แต่ด้วยความที่ขนาดของแต่ละเตียงนั้นไม่ได้เล็กจนเกินไป ก็เลยทำให้เราสามารถนอนเตียงเดียวกับคนที่ไปด้วยได้อย่างไม่ลำบาก แต่ถ้าใครอยากจะนอนสบายๆ ดิ้นไปดิ้นมาได้อย่างเต็มที่ก็แยกเตียงนอนกันได้เลยครับ ^^
ภายในห้องจะมีโต๊ะทำงานที่อยู่ติดกับหน้าต่าง ที่โต๊ะนี้จะมีอุปกรณ์อย่างโทรทัศน์, ตู้เย็น, กระจก, โคมไฟ, ตู้เซฟ, ชา กาแฟ และกาต้มน้ำ รวมไปถึงเจ้าโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ ซึ่งถ้าผมแปลไม่ผิดเหมือนเค้าจะอนุญาตให้เราหยิบนำไปใช้งานนอกห้องได้ด้วย โดยเจ้าเครื่องนี้จะสามารถเล่น internet ได้ครับ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เก๋และแตกต่างจากโรงแรมหลายๆ ที่เลย
และด้วยพื้นที่ห้องที่กว้างถึง 21 ตร.ม. ก็เลยทำให้เราสามารถวางกระเป๋าเดินทางขนาด 29 นิ้วสองใบได้อย่างสบายๆ แถมยังเหลือพื้นที่ให้กางออกได้อย่างเต็มที่ บอกเลยว่าเหมาะมากกับการเข้าพักในวันที่เราต้องการแพ็คของกลับเมืองไทย เพราะเราจะสามารถกางกระเป๋า รวมทั้งวางของต่างๆ ในห้องได้อย่างเต็มที่เลย ><
ส่วนอื่นๆ ในห้องที่น่าสนใจอีกก็ได้แก่ ราวตากผ้าที่มีสเปรย์ฉีดดับกลิ่นมาให้ด้วย รวมไปถึงอุปกรณ์ในการขัดและใส่รองเท้า แล้วก็สวิทซ์ไฟบริเวณหัวเตียงที่เค้าจัดรูมาให้เราครบดีทั้งรูปลั๊กธรรมดาแล้วก็รูเสียบ USB
อ้อ ห้องพักที่นี่ไม่ต้องใช้ Key Card ในการเปิดปิดไฟนะครับ Key Card จะมีหน้าที่เดียวคือเปิดประตูห้อง ดังนั้นอย่าลืมเผลอวางมั่วซั่วจนหาไม่เจอหรือลืมเอาออกจากห้องล่ะครับ เดี๋ยวจะงานเข้าได้
มาดูที่ห้องน้ำกันดีกว่าครับ ห้องน้ำของห้องที่ผมพักนั้นถือว่ากว้างใช้ได้เลย เวลาอาบน้ำนี่อาบสบายมาก สามารถกางแขนขาได้ไม่ติดผนัง ส่วนอุปกรณ์ในห้องน้ำก็ให้มาครบครันทั้งชักโครกอัจฉริยะ, ผ้าเช็ดตัว, ไดร์เป่าผม, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, มีดโกนหนวด, หวี, หมวกอาบน้ำ, Cotton Bud, โฟมล้างหน้า, สบู่เหลว, แชมพูแล้วก็ครีมนวดผม เรียกว่ามาแต่ตัวกับเสื้อผ้าก็พร้อมจะออกไปลุยต่อได้เลย
ในส่วนของโฟมล้างหน้า, สบู่เหลว, แชมพูแล้วก็ครีมนวดผมนั้น ผมค่อนข้างประทับใจในแพคเกจของเค้านะครับ ใหญ่ สวย ดูดี ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมดี
ดูห้องกันเสร็จแล้ว ทีนี้เราไปดูอาหารเช้ากันดีกว่า จะได้เป็นข้อมูลให้กับคนที่กำลังจองพิจารณาว่าคุ้มมั้ยที่จะจองที่พักแบบรวมอาหารเช้าด้วย โดยอาหารเช้าของ Sunshine City Prince Hotel จะให้บริการที่ห้องอาหาร Chef’s Palette บริเวณชั้น 1 ของโรงแรม (ห้องอาหารจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Front) โดยจะเปิดบริการตั้งแต่ 6.30 – 10.00 น. และจะมีราคาเพิ่มจากการจองห้องพักปกติประมาณ 1,200 บาท/ห้อง (สามารถทานได้ 2 คน)
ภายในห้องอาหาร Chef’s Palette นั้นถือว่ามีการตกแต่งที่สวยงามเลย ดูโปร่ง สบายตา รวมทั้งมีพื้นที่ที่กว้างมาก สามารถรองรับคนได้ประมาณ 200 คน ส่วนประเภทอาหารนั้นแม้จะมีให้เลือกไม่เยอะแต่ก็มีมาให้ครบทั้งอาหารญี่ปุ่น, International, ขนมปัง, ไข่, สลัด, โยเกิร์ต, ผลไม้, ชา, กาแฟ แล้วก็น้ำผลไม้ครับ
สำหรับในเรื่องรสชาติอาหารเช้าและความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มจากการจองห้องนั้น ผมให้อยู่ในระดับกลางๆ เพราะแม้อาหารหลายอย่างจะรสชาติถูกปากและมีคุณภาพดีมาก อย่างเช่น ไส้กรอก, ปลาแซลมอน แต่ก็มีอาหารหลายอย่างที่ผมรู้สึกว่าอยู่ในระดับธรรมดา ดังนั้นก็เลยให้อยู่ในระดับกลางๆ ครับ โดยใครที่คิดว่าตัวเองเป็นคนทานอาหารน้อย จานเดียวอิ่ม และมีร้านที่อยากทานอยู่ในใจแล้ว ก็เก็บเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 600 บาทต่อคน หรือประมาณ 1,800 เยนนั้นไปทานอาหารร้านที่เราอยากทานดีกว่าครับ
แต่สำหรับคนที่อยากทานเยอะ เพราะกินอาหารจานเดียวแล้วไม่อิ่ม หรือเป็นคนที่ต้องการความสะดวกเป็นหลัก อาหารเช้าของที่นี่ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะนอกจากห้องอาหารที่นี่จะตกแต่งสวยงาม อาหารหลายอย่างคุณภาพดี ที่ห้องอาหารแห่งนี้ยังมีเรื่องที่ทำให้ผมประทับใจอีก 2 อย่างด้วยกัน โดยอย่างแรกก็คือเรื่องของการมีสัญลักษณ์บอกอย่างชัดเจนว่าอาหารแต่ละประเภทนั้นมีส่วนประกอบของอะไร
ส่วนอย่างที่สองก็คือการใช้การ์ดหน้าตาแบบในภาพนี้เป็นสัญลักษณ์บอกว่าเราทานอาหารเสร็จแล้วหรือยัง โดยเมื่อเราเดินเข้าไปที่ห้องอาหารเราจะได้รับการ์ดนี้มา ในระหว่างที้เรายังทานอาหารไม่เสร็จและต้องการไปตักอาหารเพิ่ม ไม่มีใครอยู่ที่โต๊ะ เราก็วางการ์ดนี้ไว้บนโต๊ะเพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกว่าเรายังทานอยู่ และเมื่อเราทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้เรานำการ์ดนี้ไปส่งคืนที่พนักงาน เค้าจะได้ทราบว่าโต๊ะของเรานั้นทานเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมก็เล่าเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับ Sunshine City Prince Hotel ไปเรียบร้อยแล้ว และหลายๆ คนก็น่าจะพอตัดสินใจได้แล้วว่าโรงแรมแห่งนี้เหมาะกับตัวเองหรือเปล่า แต่สำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ยังลังเลอยู่ ตามผมไปต่อกับ “9 จุดเด่น ที่จะทำให้คุณประทับใจใน Sunshine City Prince Hotel” กันดีกว่า โดยผมต้องขอบอกก่อนนะครับว่าทั้ง 9 ข้อนี้นี้เป็นเพียงความคิดเห็นและมุมมองของผมเท่านั้น ถ้าใครพร้อมแล้วก็ตามไปอ่านกันต่อเลย

1. มีห้องให้เลือกพักหลากหลายประเภทมาก

Sunshine City Prince Hotel เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ สูงถึง 37 ชั้น ดังนั้นจึงมีห้องพักเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีประเภทของห้องพักหลากหลายแบบด้วย โดยนอกจากห้อง City Floors Twin Room Type B ที่ผมพักแล้ว ที่นี่ยังมีห้องพักให้เลือกอีกเกือบ 10 ประเภท โดยมีราคาตั้งแต่คืนละ 3,000 กว่าบาท จนไปถึงคืนละ 10,000 บาทเลยครับ
อย่างเช่นห้อง City Floors Twin Room Type C ห้องขนาด 17 ตร.ม. ที่มีลักษณะห้องเป็นแนวยาวและมีการวาง Layout เตียงแบบนี้ก็เป็นห้องอีกประเภทนึงที่ผมว่าหลายคนอาจจะถูกใจ
หรือห้อง Panorama Floors Twin Room Type A ห้องขนาด 30 ตร.ม. ที่มีพื้นที่กว้างมาก มีโซฟาขนาดยาวในห้อง และมีห้องน้ำแบบ Sexy Bathroom
ห้องนี้ผมแนะนำเลยว่าใครที่มากับแฟน กำลังอยู่ในช่วงสวีท in love หรือต้องการห้องใหญ่ๆ มีโซฟานั่งเล่น มีวิวสวยๆ ให้ดู ต้องเลือกห้องนี้ครับ
หรือถ้าใครคิดว่าห้องเมื่อกี้ใหญ่ไป แต่ก็อยากได้วิวสวยๆ บ้าง เค้าก็มีห้อง Panorama Floors Twin Room Type B ให้เลือก โดยห้องนี้จะมีพื้นที่ 21 ตร.ม. และมี Lay out แบบนี้ครับ
หมายเหตุ : ห้องที่มีคำว่า Panorama Floors อยู่ด้านหน้าชื่อ จะเป็นห้องที่อยู่ 5 ชั้นบนสุดของโรงแรม มีวิวที่มองจากห้องสวยงาม ไม่มีตึกอื่นมาบัง แล้วก็ยังได้สิทธิ์พิเศษทั้ง Counter Check In และลิฟท์โดยสารที่แยกออกมาจากแขกทั่วๆ ไปครับ
หรือถ้าใครไม่ชอบห้องสไตล์สมัยใหม่ อยากจะพักห้องที่ออกแนวญี่ปุ่น เพราะไหนๆ ก็มาเที่ยวประเทศเค้าทั้งที ทาง Sunshine City Prince Hotel ก็มีห้อง Japanese-style Tatami Room แล้วก็ Combination Room ให้เราเลือกด้วยนะครับ

2. วิวจากห้องที่สวยงาม

ด้วยความที่ตึกของ Sunshine City Prince Hotel เป็นตึกที่สูงตึกนึงในย่าน Ikebukuro ก็เลยทำให้เห็นวิวที่สวยงาม แทบไม่มีตึกอะไรมาบัง โดยบางห้องจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ (Fujisan) ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสได้ด้วยนะครับ บอกเลยว่าแจ่มมากกกกก

3. มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ภายในโรงแรมแห่งนี้มีทุกอย่างให้เราครบถ้วนจริงๆ ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ, ร้านเบเกอรี่, เครื่องซักผ้า, ห้องประชุม, ห้อง Stretching Room, ห้องละหมาด, ห้องนั่งเล่นสำหรับแขกที่มาเช็คอินเร็วหรือแขกที่เดินทางกลับไฟล์ทดึก (Waiting room for early arrival and late-night departure) แล้วก็ห้องสำหรับ Group Check in ทำให้เวลาที่มีกรุ๊ปใหญ่ๆ มาที่โรงแรม จะไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับแขกทั่วไปครับ

4. มีห้องอาหารภายในโรงแรมถึง 4 ห้องอาหาร

นอกจากห้องอาหาร Café & Dining Chef’s Palette ที่บริเวณชั้น 1 แล้ว ที่ Sunshine City Prince Hotel ยังมีห้องอาหาร Japanese Restaurant Musashino, Restuarant Bayern และ Chinese Restaurant Kokiden อีก 3 ห้องอาหาร ที่บริเวณชั้น B1 อีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์ครบทุกเชื้อชาติเลย

5. บริการฝากกระเป๋าและบริการรถรับส่งสนามบิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในฟังก์ชั่นที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนไทยชอบที่จะใช้กันเวลาไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นนั่นก็คือ บริการรับฝากกระเป๋าที่โรงแรม ทั้งก่อนเวลาที่จะ Check in หรือหลังจากที่เรา Check out ออกไปแล้ว โดยที่ Sunshine City Prince Hotel นั้น จะมีเคาน์เตอร์บริการในส่วนนี้แยกออกมาต่างหากเลย รวมทั้งมีการทำเอกสารและจัดห้องขนาดใหญ่ในการเก็บกระเป๋าเราเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีบริการรถรับส่งจากโรงแรมไปยังสนามบินด้วย ทั้งสนามบินนาริตะ (Narita) และสนามบินฮาเนดะ (Haneda) โดยมีรอบการให้บริการและราคาตามภาพด้านล่างเลยครับ
หมายเหตุ : สำหรับบริการรถรับส่งจากโรงแรมไปยังสนามบินนี้ ทางโรงแรมไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่พักในโรงแรมเท่านั้นนะครับ ใครที่พักที่อื่นแต่สนใจอยากจะใช้บริการก็สามารถไปติดต่อที่เคาน์เตอร์เค้าได้เลย เค้าจะมีการรับฝากกระเป๋าเราและเตรียมนำขึ้นรถให้พร้อมเสร็จสรรพ เรียกว่าสะดวกและดีงามสุดๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากเดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟครับ

6. บริการ Check out ด้วยความรวดเร็ว

หลายต่อหลายครั้งเราอาจจะเจอคนไปติดต่อที่ Front ของโรงแรมเป็นจำนวนมาก และทำให้เราเสียเวลารอคิวที่จะ Check out ดังนั้นทาง Sunshine City Prince Hotel ก็เลยทำตู้แบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ต้องการ Check out รวดเร็ว หย่อน Key card ลงไป จากนั้นก็เดินออกจากโรงแรมไปได้เลยครับ ><

7. ใกล้แหล่งช็อปปิ้งและร้านอาหาร

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกที่พักของหลายคน นั่นก็คือแหล่งช็อปปิ้งและร้านอาหาร ซึ่ง Sunshine City Prince Hotel ก็สามารถตอบโจทย์ในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะอยู่ไม่ห่างจากถนนที่เป็นถนนช็อปปิ้งสายหลักของย่าน Ikebukuro แล้ว ภายในโรงแรมยังมีทางเดินเชื่อมต่อไปยังตึกข้างๆ ที่เป็นห้างสรรพสินค้าได้อีกด้วย เรียกว่าสะดวกสบายสุดๆ  เที่ยวจากที่อื่นจนถึง 2-3 ทุ่ม ก็ยังสามารถมาเดินช็อปปิ้งซื้อของแถวๆ โรงแรมต่อได้อย่างสบายๆ
ปล. แถวสถานี Ikebukuro มีร้านดองกิโฮเต้ (Don Quijote) ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมงด้วยนะครับ ใครฟิตๆ หน่อยช็อปถึงเช้าได้เลย ><

8. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายอย่าง

อย่างที่ผมได้บอกไปตอนต้นครับว่า สำหรับผู้ที่เข้าพักในโรงแรม Sunshine City Prince Hotel นั้น จะได้รับคูปองส่วนลด 20% สำหรับค่าเข้า Konica Minolta Planetarium “Manten” ที่เป็นท้องฟ้าจำลอง, Sunshine Aquarium แล้วก็ Sky Circus ที่เป็นทั้งจุดชมวิวและสวนสนุกลอยฟ้าในรูปแบบของ VR โดยทั้ง 3 อย่างนี้จะอยู่บนดาดฟ้าของตึกที่อยู่ข้างๆ โรงแรม เดินทางสะดวกมาก แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ซึ่งตัวผมเองได้มีโอกาสไปใช้สิทธิ์ที่ Sunshine Aquarium มาแล้วตามลิงก์นี้ http://www.amazingcouple.net/cr-sunshine-aquarium/ และอยากบอกว่านี่คืออีกหนึ่งสถานที่เที่ยวในโตเกียวที่ดีมากแห่งนึงเลยครับ

9. มีกิมมิคและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ที่ Sunshine City Prince Hotel แห่งนี้ มักจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษอยู่เสมอ อย่างในช่วงที่ผมไปพัก เค้าก็มีการตกแต่งห้องนึงให้เป็นธีม “Yuri!!! On ICE” โดย Yuri นี่ถือเป็นตัวการ์ตูนจาก Sanrio ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่นตัวนึงเลยครับ ซึ่งผลจากการที่ทางโรงแรมจัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาก็ทำให้ห้องดังกล่าวมีคนจองเข้าพักจนเต็มทุกวันจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 61 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของแคมเปญเลย โฮกกกกก…..อะไรจะฮ็อตฮิตขนาดนั้น ยอมใจจริงๆ
และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของ Sunshine City Prince Hotel ในมุมมองของผมกับต๋งที่ได้มีโอกาสไปเข้าพักในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2561 โดยผมคิดว่าใครที่กำลังมองหาที่พักในย่าน Ikebukuro ที่เป็นที่พักแบบ Business Hotel และสามารถรับกับราคาที่พักคืนละ 3,000 – 4,500 บาท/คืน ได้ น่าจะพิจารณาที่นี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกครับ เพราะที่นี่เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการต่างๆ ที่ครบครัน พนักงานอัธยาศัยดี นอนหลับสบาย ถึงแม้อาจจะต้องเดินจากสถานีไกลหน่อย แต่ก็แลกมากับวิวแล้วก็ขนาดห้องที่ใหญ่ นอกจากนี้ทางโรงแรมยังมีบริการรถรับส่งสนามบินเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายด้วยครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ ทั้งนี้ทุกท่านสามารถกดเข้าไปจองที่พักราคาพิเศษของที่นี่ตามลิงก์ด้านล่างได้เลย หรือหากใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็ไปกด like แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ
จองที่พักราคาพิเศษกับ Agoda คลิก
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like