Food Review

[SR] Taihei @ Banyan Tree Bangkok : เนื้อนุ่ม ปลาสด เทมปุระอร่อยโดนใจ

posted by ภรรยาหา สามีใช้ June 14, 2017 0 comments
สวัสดีทุกท่านครับ วันนี้ผมนาย “ภรรยาหา สามีใช้” จะพาทุกท่านไปชิมอาหารอร่อยๆ ที่ห้องอาหารญี่ปุ่น Taihei (ไทเฮ) โรงแรม Banyan Tree Bangkok (บันยันทรี กรุงเทพ) ครับ อันดับแรกเรามาเริ่มกันที่การเดินทางกันก่อนดีกว่า ตำแหน่งที่ตั้งของ Banyan Tree Bangkok นั้นจะอยู่บนถนนสาทรฝั่งที่ใกล้กับถนนพระราม 4 นะครับ โดยการเดินทางที่ผมคิดว่าสะดวกที่สุดก็คือรถส่วนตัวหรือ Taxi ครับ ส่วนถ้าใครจะเลือกนั่ง MRT นั้นก็ต้องลงที่สถานีลุมพินีแล้วเดินต่ออีกประมาณ 600 เมตรครับ
เมื่อเรามาถึงโรงแรมแล้วก็ให้เรากดลิฟท์ไปที่ชั้น 53 เลยครับ พอลิฟท์เปิดออกมาก็เจอกับห้องอาหาร Taihei อยู่ข้างหน้าเราเลย
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
ห้องอาหาร Taihei นั้น จะมีทั้งหมด 2 ชั้นด้วยกัน คือชั้น 53 และ 54 แต่เห็นมี 2 ชั้นแบบนี้ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าพื้นที่ห้องอาหารนั้นไม่ได้เยอะมากมายอะไร เพราะแต่ละชั้นจะมีโต๊ะและที่นั่งที่สามารถรองรับคนได้ประมาณ 20-30 คนเท่านั้น ดังนั้นผมเลยอยากจะแนะนำว่าสำหรับใครที่ต้องการจะมาทานอาหารที่นี่นั้นควรจะต้องจองโต๊ะไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่พลาดกลายเป็นมาถึงแล้วโต๊ะเต็ม ต้องยืนรอกันนาน แล้วเดี๋ยวจะทำให้อาหารมื้อนั้นไม่อร่อยครับ สำหรับพื้นที่ชั้น 53 ของห้องอาหาร Taihei นั้นจะเป็นโต๊ะที่นั่งสไตล์ญี่ปุ่นจำนวน 2 โต๊ะ และที่เหลือจะเป็นโต๊ะธรรมดากับเก้าอี้นั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ที่มีวิวสวยๆ แบบนี้ให้เราดูครับ อ้อ ที่ชั้นนี้ จะมีเคาน์เตอร์ที่เชฟเค้าทำซูชิ ซาชิมิให้เราดูแบบใกล้ๆ ด้วยนะครับ
โดยส่วนตัวแล้วเวลาที่ผมมาทานอาหารที่ Banyan Tree Bangkok ทีไร ผมจะประทับใจในวิวที่ได้เห็นทุกที เพราะเราจะได้เห็นวิวเมือง กทม. ที่สวยมากๆ แถมบางห้องอาหารยังสามารถเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาด้วย แต่สำหรับห้องอาหาร Taihei นั้น จะเห็นเป็นวิวเมืองและสีเขียวๆ สวยๆ ของสวนลุมพินีแทนครับ
สำหรับชั้น 54 นั้น นอกจากจะมีครัวเปิดที่ใช้ทำเทปันยากิแล้ว ก็ยังมีที่นั่งให้เรานั่งบริเวณหน้าจุดที่เชฟปรุงอาหาร รวมไปถึงยังมีห้องส่วนตัวไว้บริการอีกด้วยโดยห้องดังกล่าวสามารถรองรับได้ประมาณ 10 คน สำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็จองห้องนี้ไว้เลยครับ ครัวเปิดที่ใช้ทำเทปันยากินั้นจะมี 2 ที่ ซึ่งโดยปกติเชฟจะทำที่บริเวณครัวใหญ่ แต่หากเราต้องการความเป็นส่วนตัว นั่งทานกับเพื่อน 3-4 คนก็สามารถจะเลือกนั่งบริเวณครัวเล็กและให้เชฟมาทำอาหารให้เราเป็นการส่วนตัวได้ครับ
เอาล่ะครับ ทีนี้เราไปดูอาหารทั้งหมดในมื้อนี้ที่ผมกับภรรยาได้ทานกันดีกว่า รายการอาหารทั้งหมดก็ตามนี้เลยครับ
  • Teppayaki Set : Tenderloin Australian Beef (1,300++ บาท)
  • Tonkatsu Kurobuta (350++ บาท)
  • Miso Yakizakana Set (580++ บาท)
  • Tsuki Sushi Set (1,800++ บาท)
  • Tempura (450++ บาท)
  • Spider Roll (510++ บาท)
  • ชาเขียวร้อน – เย็น Refill (100++ บาท)
รู้ชื่อ รู้ราคาไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูหน้าตาและรสชาติของแต่ละรายการกันเลยนะครับ เริ่มจาก Teppayaki Set : Tenderloin Australian Beef กันก่อนเลย โดยการทานเทปันยากินั้นเราจะสามารถนั่งโต๊ะไหนในห้องอาหารก็ได้ แต่ถ้าหากใครอยากเห็นตอนที่เชฟปรุงอาหารแบบใกล้ๆ ก็แนะนำว่าควรไปนั่งที่ชั้น 54 บริเวณหน้าครัวเลยครับ
และนี่คือหน้าตาของ Tenderloin Australian Beef ที่เชฟปรุงเสร็จเรียบร้อยพร้อมรับประทานครับ ต้องบอกว่าน่ากินมากกก โดยใน set จะมีข้าวผัดกระเทียม, ซุป, เครื่องเคียงต่างๆ ให้เราเรียบร้อยครบตามมาตรฐานเลยครับ
หลังจากที่อาหารเซ็ตนี้ถูกวางบนโต๊ะผมเรียบร้อย ผมก็แอบให้คะแนนด้านปริมาณและหน้าตาอาหารที่ดูน่ากินไว้ในใจอยู่เยอะพอควรเพราะมันดูน่ากินมาก และหลังจากที่ผมได้ลองชิมผมก็ต้องบวกคะแนนเพิ่มให้กับรายการนี้อีกหลายเท่าตัวเลย เพราะเนื้อที่เชฟปรุงมานั้นนุ่มมากกกกกครับ กินแล้วประทับใจสุดๆ เรียกว่าจานนี้คุ้มค่า คุ้มราคาเลย ใครที่ชอบทานเนื้อควรลองซักครั้ง ความสุก ความนุ่มของเนื้อดีมาก ส่วนข้าวผัดกระเทียมก็ผัดมาได้ดี ไม่แห้งไม่มันเกินไป ที่สำคัญยังหอมกระเทียมด้วยครับ
อ้อ สำหรับชาเขียวของที่นี่นั้นรสชาติอร่อยดีครับ ไม่ขมมาก ละมุนลิ้นกำลังดี
มาต่อกันที่ Tonkatsu Kurobuta หรือหมูคุโรบุตะทอด กันดีกว่า จริงๆ แล้วเมนูนี้เราสามารถสั่งได้ 2 แบบนะครับ โดยจะสั่งเป็น a la carte แบบผม หรือจะสั่งเป็นแบบ lunch set ก็ได้ โดยหากสั่งเป็น lunch set นั้น จะมีเครื่องเคียง, ซุปมิโซะ และของหวานมาให้ด้วย ซึ่งราคาที่เราต้องจ่ายเพิ่มนั้นก็แค่นิดเดียวเท่านั้น อย่างเช่นเมนู Tonkatsu Kurobuta นี้หากเราสั่งเป็น a la carte จะราคา 350 ++ บาท แต่หากสั่งเป็น lunch set จะราคาเพียง 380 ++ บาทเท่านั้น คือเพิ่มมาแค่ 30 บาทเอง ถือว่าคุ้มมากๆ และแนะนำเลยว่าควรสั่งเป็น set มากินครับ ยกเว้นว่าวันนั้นคุณจะมีอาหารอื่นๆ ที่สั่งมาอีกหลายรายการจนไม่สามารถกินหมดแบบผมค่อยสั่งเป็น a la carte ครับ
สำหรับรสชาติของจานนี้นั้นถือว่าดี ทอดเนื้อหมูมาไม่แข็งจนเกินไป ข้างนอกกรอบแต่เนื้อข้างในยังนุ่มอยู่ ถึงแม้รสชาติโดยรวมอาจจะยังไม่สามารถไปสู้กับร้านดังๆ ที่ขายเมนูเฉพาะทางไม่ได้ แต่ก็ถือว่ารสชาติสอบผ่านมาตรฐานไม่เสียชื่อโรงแรมครับ
ต่อกันที่ Miso Yakizakana Set หรือเซ็ตปลาหิมะย่างมิโซะครับ ถือว่าเป็นเมนูที่แปลกมากเพราะโดยปกติแล้วเราจะเจอแต่เมนูปลาหิมะย่างเกลือหรือย่างซีอิ้ว แต่นี่ย่างกับมิโซะ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นความแปลกที่ลงตัวนะครับ อร่อยถูกปากผมกับภรรยาเลย เนื้อปลานุ่ม คีบง่าย และหอมกลิ่นมิโซะด้วย
สำหรับรายการนี้ผมสั่งมาเป็นแบบ lunch set นะครับ ซึ่งก็จะได้เครื่องเคียง, ซุปแล้วก็ของหวานด้วย โดยเครื่องเคียงในวันที่ผมไปนั้นจะเป็นยำสาหร่ายกับปลาหมึกตัวเล็กๆ รสชาติอร่อยดีครับ
ผมนำเมนู lunch set มาให้ดูเพิ่มเติมนะครับ โดยจะเห็นว่าในเมนูนั้นมีเนื้อหลายประเภทเลยทั้งหมู, เนื้อ, ไก่, ปลา จนไปถึงกุ้ง ราคาก็อยู่ที่ 380 บาท ไปจนถึง 580 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นรายการที่น่าสนใจ น่าสั่งเลยครับ
ส่วนนี่เป็นแคมเปญพิเศษสำหรับคนที่ชอบทานเทปันยากิ เรียกว่า Teppanyaki Unplugged หรือแปลง่ายๆ ก็คือบุฟเฟ่ต์ทานเทปันยากิได้ไม่อั้นนั่นแหละครับ โดยแคมเปญนี้จะเปิดให้บริการในรอบเย็นของวันจันทร์ – เสาร์ ส่วนวันอาทิตย์นั้นจะเปิดบริการทั้งรอบกลางวันและรอบเย็นเลย สำหรับราคาของ Teppanyaki Unplugged จะอยู่ที่ 1,499 ++ บาท/คน โดยเราจะได้ Soft Drink หรือเบียร์ 1 ที่ด้วยครับ
สำหรับเวลาเปิดบริการของห้องอาหาร Taihei ในแต่ละวันนั้นจะเปิดบริการเป็นรอบกลางวันและเย็นตามนี้นะครับ
รอบกลางวัน : 11.30 -14.30 น.
รอบเย็น : 18.00 – 22.30 น.
หมายเหตุ : แคมเปญ Teppanyaki Unplugged นั้นจะเป็นแคมเปญพิเศษที่เปิดบริการในเดือนมิถุนายน 2560 เท่านั้น ดังนั้นใครที่สนใจควรจะรีบมาเลยครับ
กลับมาต่อกันที่อาหารของมื้อนี้ของเราดีกว่ากับ Tsuki Sushi Set หรือชุดซูชิตามใจเชฟ โดยในเซ็ตนี้จะมีทั้งซูชิ, ซาชิมิแล้วก็กุ้งหวานครับ ซึ่งเนื้อปลาที่ได้จะมีหลายอย่างเลยทั้งแซลมอน, ทูน่า, ฮามาจิ, โอโทโร่ แล้วก็เอ็นกาวะ ในเรื่องของรสชาตินั้นต้องบอกเลยว่าดีงามสมราคามาก ปลาสด เนื้อเนียนเด้งอร่อยมาก โดยเฉพาะโอโทโร่เป็นอะไรที่อร่อยสุดๆ เนื้อนุ่มละลายในปากเลย คิดแล้วก็อยากกินอีกคำ…..ทำไมนะ ทำไมวันนั้นเชฟไม่ใส่มาซัก 2 คำนะ T___T
ต่อกันที่ Tempura เมนูที่ขึ้นชื่อของห้องอาหารนี้และเป็นเมนูที่หลายต่อหลายคนบอกว่ามันอร่อยและดีงามมาก และหลังจากที่ผมกับภรรยาได้พิสูจน์ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปตามเสียงร่ำลือจริงๆ ตัวกุ้งใหญ่มาก ที่สำคัญเชฟยังทอดมาได้ดี แป้งกรอบฟู แต่ไม่อมน้ำมัน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ผมประทับใจในมื้อนี้เลยครับ
หมายเหตุ : โดยปกติแล้วใน 1 จาน จะมีกุ้งแค่ 3 ตัวแล้วก็ผักทอดนะครับ แต่วันนี้ทางเชฟเค้าทำให้เป็นกรณีพิเศษเลยมีกุ้ง 4 ตัวครับ
ปิดท้ายของคาวกันที่ Spider Roll หรือมากิไส้ปูนิ่ม หนึ่งใน Signature Menu และเป็นอีกหนึ่งรายการอาหารที่หลายๆ รีวิวต่างก็ชมว่าดี และผมเองก็เห็นด้วยครับ เพราะโดยปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบทานมากิซักเท่าไหร่ จะชอบทานเป็นพวกซูชิมากกว่า โดยมากิที่ผมชอบทานสุดก็คงต้องเป็นมากิที่มีส่วนผสมของปลาไหลหรือแซลมอลเบิร์น แต่หลังจากวันนี้ผมคงต้องเพิ่มมากิไส้ปูนิ่มนี้เข้าไปไว้ในลิสต์อีกอันแล้ว เพราะอร่อยลงตัวมาก ปูนิ่มกรอบ แถมน้ำซอสที่ราดมานั้นก็เข้ากันได้ดี อมหวานอมเค็มเล็กๆ แต่ไม่กลบรสชาติของปูนิ่ม เรียกว่าผสมออกมาได้ลงตัวเลยครับ
จบจากของคาวแล้ว ทีนี้เราไปปิดท้ายกันด้วยของหวานดีกว่า โดยของหวานที่ผมได้ลองทานนั้นจะเป็นของหวานที่เหมือนกับใน lunch set นั่นก็คือไอศกรีม 1 ลูกพร้อมกับเมลอนหวานฉ่ำ ซึ่งโดยปกติแล้วไอศกรีมที่มาเสิร์ฟนั้นจะเป็นไอศกรีมกะทิที่มีขนาดลูกไม่ใหญ่มาก แต่เนื้อเนียนละเอียด หอมกลิ่นกะทิ ที่สำคัญไม่หวานไม่เค็มจัดจนเกินไปด้วย เรียกว่าเป็นไอศกรีมกะทิที่อร่อยเลยครับ ส่วนเมล่อนนั้นก็ทั้งเย็นและหวานหอมมาก ก็เรียกได้ว่าเป็นของหวานที่ปิดท้ายมื้อได้ดีมากๆ เลย
อ้อ…บอกไว้นิดนึงนะครับ สำหรับใครที่ไม่ได้ทาน lunch set และอยากจะทานไอศกรีมปิดท้ายมื้อนั้น นอกจากไอศกรีมกะทิที่ผมได้แนะนำไปแล้วนั้น ผมอยากจะแนะนำไอศกรีมส้มยูสุอีกหนึ่งอย่างด้วยครับ เพราะเป็นรสไอศกรีมที่ที่แปลกดี หอมหวานส้มยูสุซึ่งแตกต่างจากส้มทั่วๆ ไปพอควร โดยสำหรับคนที่สั่งไอศกรีมมาเป็น scoop นั้น จะได้ขนาดของไอศกรีมที่ใหญ่กว่าไอศกรีมที่อยู่ใน lunch set พอควรเลยครับ
เอาล่ะครับ ตอนนี้ก็ได้เวลาสรุปรีวิวของห้องอาหารญี่ปุ่น Taihei @ Banyan Tree Bangkok กันแล้ว เดี๋ยวเรามาไล่กันไปทีละเรื่องตามเดิมเลยนะครับ
วันที่รับประทาน : วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2560
ช่วงเวลา : 12.00 – 14.30 น.
จำนวน : 4 คน
รสชาติอาหาร : อาหารโดยส่วนใหญ่ถูกปาก ถูกใจผมกับภรรยาหมดเลยครับ โดยเฉพาะเทปันยากิเนื้อออสเตรเลียที่เนื้อนุ่ม อร่อยมาก ส่วนซูชิ ซาชิมินั้นก็ดี เนื้อปลาสด เด้ง อร่อย ไม่เสียชื่อโรงแรม และที่ผมประทับใจสุดๆ ก็คือเทมปุระ และ Spider Roll หรือมากิไส้ปูนิ่มนั่นเอง เป็น 2 เมนูอาหารที่สมแล้วที่หลายๆ คนเอ่ยปากชม บอกเลยว่าถ้าผมได้มีโอกาสกลับไปทานที่ห้องอาหารแห่งนี้อีก ผมจะสั่ง 2 รายการนี้มาทานอีกอย่างแน่นอนครับ
ความหลากหลายของอาหาร : แม้เมนูจะไม่เยอะแยะมากมายนัก แต่ก็ถือว่าครอบคลุมทุกประเภทอาหารขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นซูชิ, ซาชิมิ, เทปันยากิ หรือเมนูทอดต่างๆ ซึ่งประเภทของเนื้อที่มีให้เลือกนั้นก็ครบทั้งหมู, ไก่, กุ้ง, เนื้อ และปลาเลย ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะถือว่าสอบผ่านไม่มีปัญหาครับ
ความสะอาดของร้าน : สะอาด สบายตา ไม่เสียชื่อโรงแรม ที่สำคัญด้วยการจัดห้องอาหารแบบโล่งๆ มีกระจกล้อมหลายด้าน ทำให้ดูโปร่งมาก รวมทั้งยังสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของ กทม. ได้อีกด้วยครับ
การบริการของพนักงาน : บริการฉับไว รวดเร็วดี ไม่มีประเด็นอะไรที่ชวนให้หงุดหงิด
ความสะดวกของการเดินทาง : ต้องบอกตามตรงว่าโรงแรมที่ตั้งอยู่บริเวณนี้จะค่อนข้างไม่สะดวกในการเดินทางด้วยรถสาธารณะนิดนึง เพราะว่าไม่ได้ใกล้กับ MRT หรือ BTS มากนัก โดยสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดคือ MRT ลุมพินีซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 600 เมตรครับ เรียกว่าถ้าจะเดินนั้นก็พอไหวแต่ถ้าเอาสะดวกก็อาจจะต้องใช้การต่อรถ Taxi หรือจักรยานยนต์เอาครับ ส่วนใครที่ขับรถมานั้นก็น่าจะสะดวกสบายกว่าหน่อยเพราะที่จอดรถของโรงแรมเยอะมาก แต่ก็ต้องดูเวลาในการขับรถมานิดนึงนะครับ เพราะบางช่วงเวลาถนนเส้นนี้ก็ติดสาหัสมากๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน T___T
ความคุ้มค่า : หลายๆ คนที่เห็นราคาอาหารตอนต้นอาจจะคิดว่าราคาสูงไปหน่อย โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นเฟรนไชส์ต่างๆ ซึ่งผมอยากจะบอกว่าสำหรับห้องอาหารในโรงแรมนั้นเราต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาต่างออกไปครับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่าด้วยคุณภาพวัตถุดิบ, หน้าตาอาหาร รวมไปถึงรสชาติที่ผมได้รับจากการไปใช้บริการที่ห้องอาหาร Taihei ในวันนั้น ผมว่าเป็นราคาที่คุ้มค่านะครับ โดยเฉพาะเมนู lunch set และ เทปันยากิเนื้อออสเตรเลียที่ผมว่าคุ้มราคามากๆ
สรุป : ห้องอาหาร Taihei @ Banyan Tree Bangkok เป็นห้องอาหารญี่ปุ่นที่มีการเลือกสรรวัตถุดิบต่างๆ มาอย่างดี มีเมนูอาหารที่แปลกน่าสนใจกว่าหลายๆ ที่ รสชาติอาหารถูกปาก และที่สำคัญนอกจากพนักงานจะบริการดีแล้ว วิวของห้องอาหารก็ยังสวยด้วยครับ โดยส่วนตัวแล้วผมว่าห้องอาหารแห่งนี้เหมาะกับคนที่ต้องการทานอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดีแบบเงียบๆ ไม่มีคนในร้านมากนัก หรือเป็นสถานที่คุยธุรกิจในบรรยากาศสบายๆ และรับได้กับราคาอาหารในโรงแรมครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับท่านที่ต้องการชมบรรยากาศของการทานอาหารมื้อนี้ในรูปแบบของวีดีโอก็สามารถดูได้ที่ด้างล่างเลยครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้าครับ สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องราวการรีวิวต่างๆ ที่รวดเร็วทันใจ สามารถกดติดตามได้ที่เพจ ภรรยาหา สามีใช้ และสำหรับท่านที่อยากจะได้ข้อมูลของร้านนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลตามลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ
Facebook : Banyan Tree Bangkok

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like