Travel Review

[SR] ขับรถเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสี Fukushima ตอน ตะลุย Tatsuzawafudo Fall – Nakatsukawa Bridge และ Bandai Azuma Lake Line

posted by ภรรยาหา สามีใช้ November 18, 2018 1 Comment
Tatsuzawafudo Fall
สวัสดีครับ หลังจากที่บทความก่อนหน้านี้ผมกับต๋งได้พาทุกคนไปรู้จักกับวิธีการจองและการเช่ารถขับที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเองอย่างละเอียดแล้ว วันนี้ผมกับต๋งก็จะเริ่มพาทุกคนไปเที่ยวชมความงามของจังหวัด Fukushima (ฟุกุชิมะ) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีอย่างสวยงามครับ โดยเป้าหมายในการเดินทางของผมในวันนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน ได้แก่
  1. น้ำตก Tatsuzawafudo Fall (ทัตสึซาวะฟุโด) พิกัด Mapcode 377 613 512 *36
  2. จุดชมวิว Nakatsukawa Bridge (สะพานนาคัตซึกาว่า) พิกัด Mapcode 937 003 153 *47
  3. เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line (บันได-อาซุมะ เลคไลน์) พิกัด Mapcode 413 596 568 *47
และก็อย่างที่ผมได้เคยบอกไปว่า สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีเพื่อไม่ให้หลงทางในการขับรถที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นก็คือ Mapcode หรือเบอร์โทรศัพท์ของสถานที่ที่เราต้องการจะไปครับ โดยหลังจากที่เราได้ใส่ข้อมูลดังกล่าวลงในนาวิเกเตอร์ของรถเราเสร็จเรียบร้อย รถของเราก็พร้อมจะพาเราเดินทางสู่จุดหมายทันทีครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
การเดินทางของผมกับต๋งเริ่มจากบริเวณสถานีรถไฟฟุกุชิมะ (Fukushima Station) โดยจากบริเวณนั้นเราจะต้องขับรถทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตรเพื่อไปยังน้ำตก Tatsuzawafudo Fall (ทัตสึซาวะฟุโด) ซึ่งการขับรถในญี่ปุ่นนั้นโดยรวมๆ ต้องบอกว่าง่ายมาก เนื่องจากคนญี่ปุ่นเค้าขับรถตามกฎจราจรสุดๆ แถมยังขับกันไม่เร็วด้วยครับ
และหลังจากที่ผมขับรถไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ผมก็เดินทางมาถึงบริเวณน้ำตก Tatsuzawafudo Fall โดยสิ่งแรกที่เราจะเห็นก่อนนั่นก็คือพื้นที่จอดรถ ซึ่งเราไม่ต้องกังวลไปนะครับว่าที่จอดรถจะไม่เพียงพอ เนื่องจากพื้นที่จอดรถของเค้ามีเยอะมาก สามารถรองรับได้ 40-50 คันสบายๆ โดยที่จอดรถของเค้าจะมีทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน ซึ่งผมขอแนะนำว่าตอนที่เราขับไปเจอลานจอดแรกนั้น เราอย่าพึ่งรีบจอดก็ได้ครับ ให้เราขับรถเข้าไปยังลานจอดที่อยู่ข้างในสุดก่อน เพราะหากด้านในมีที่ว่าง เราจะได้ไม่ต้องเดินไปน้ำตกไกลมากครับ
ทั้งนี้ในวันที่ผมไปนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2561 ซึ่งจากการสังเกตสีของใบไม้รอบๆ บริเวณลานจอดรถก็พบว่าใบไม้ยังเปลี่ยนสีแค่ประมาณ 50-60% เท่านั้น โดยหากใครที่ต้องการเช็คสถานการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือต้องการดูพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนที่จะเดินทางไปก็สามารถดูข้อมูลได้ที่เวบนี้นะครับ http://weathernews.jp/s/koyo/area/fukushima.html โดยใครที่เปิดผ่าน Google Chrome ก็สามารถกด translate ให้เป็นภาษาอังกฤษได้เลย
จากจุดจอดรถเราจะต้องเดินอีกประมาณ 5-10 นาทีถึงจะถึงน้ำตก ซึ่งเส้นทางการเดินนั้นจะเป็นทางเรียบๆ มีต้นไม้ปกคลุมตลอดทาง เดินง่าย ไม่เหนื่อยเลยครับ
ระหว่างทางเดินจะมีห้องน้ำเล็กๆ และ Chozusha (โจซึซะ) หรืออ่างน้ำที่เอาไว้ชำระล้างมือและปากแบบนี้ด้วยครับ เพราะด้านในบริเวณใกล้ๆ กับน้ำตกนั้นจะมีศาลเจ้าตั้งอยู่ด้วย
ทั้งนี้เพื่อสุขอนามัยที่ดี เราไม่ควรเอาปากของเราไปสัมผัสกับกระบวยตักน้ำโดยตรงนะครับ ^^
และนี่ก็คือหน้าตาของศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ข้างๆ กับน้ำตก Tatsuzawafudo Fall ครับ โดยเมื่อเราเดินผ่านโทริอิและศาลเจ้านี้ไป เราก็จะได้เห็นความงามของน้ำตก Tatsuzawafudo Fall แทบจะทันทีครับ
โดยเจ้าน้ำตก Tatsuzawafudo Fall ที่มีความงดงามมากแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ในเขตตอนเหนือของจังหวัด Fukushima มีความกว้างของน้ำตกประมาณ 16 เมตร และมีความสูงถึง 10 เมตรด้วยกัน นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อว่าที่น้ำตกแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าฟุโดเมียวโอ เทพเจ้าที่เป็นผู้ทำลายสิ่งลวงตาและเป็นผู้ที่ปกป้องพุทธศาสนาตามความเชื่อของศาสนาชินโตครับ
และด้วยความที่น้ำตกแห่งนี้มีความงดงามมาก โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ประกอบกับการเดินทางมาน้ำตกแห่งนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากนักสำหรับคนที่มีรถส่วนตัว จึงทำให้มีคนจำนวนมากแวะเวียนมาที่น้ำตกแห่งนี้ตลอดทั้งวันครับ
อย่างตอนที่ผมกับต๋งไปถึงนั้น ก็มีคนอยู่ที่บริเวณน้ำตกประมาณ 20 คนได้ ซึ่งคนที่ไม่ได้ถ่ายภาพอะไรแบบจริงจังก็อาจจะคิดว่าคนไม่ได้เยอะอะไรมากนี่ แต่สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพอย่างผมแล้วก็จะรู้สึกอีกอย่างนึงครับ
โดยผมคิดว่าน้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่ถ่ายรูปยากมาก เพราะการที่บริเวณน้ำตกไม่ได้มีเขตกั้นหรือมีจุดถ่ายภาพที่ชัดเจน ทำให้คนที่มาเที่ยวชมน้ำตกสามารถเดินไปมาตรงไหนก็ได้ และคนญี่ปุ่นนั้นหากเป็นคนที่ไม่ได้ถ่ายภาพก็จะมักไปยืนชมความงามและบรรยากาศของน้ำตกใกล้ๆ เพื่อซึมซับกับความบริสุทธิ์ ความสวยงามของธรรมชาติอย่างเต็มที่ ส่วนคนญี่ปุ่นที่ตั้งใจไปถ่ายภาพนั้น ก็จะเตรียมอุปกรณ์อะไรไปครบครัน รวมทั้งปักหลักถ่ายภาพแต่ละมุมนานมาก ดังนั้นการที่เราจะถ่ายภาพน้ำตกแห่งนี้ให้ได้ภาพสวยๆ โดยที่ไม่ติดคนอื่นด้วยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก และต้องอาศัยความเร็วกับดวงพอควรเลยครับ
สำหรับภาพน้ำตก Tatsuzawafudo Fall ที่ผมถ่ายมาในเซ็ตนี้นั้น จะยังไม่ใช่ช่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุดนะครับ วันที่ผมไปยังมีต้นไม้ที่ยังไม่เริ่มเปลี่ยนสีอีกเยอะเลย ใครที่ได้มีโอกาสมาที่น้ำตกแห่งนี้ในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว 80% ขึ้นไป น่าจะได้เห็นภาพที่สวยงามกว่าผมเยอะครับ
และหลังจากที่ผมอดทนเฝ้ารอถ่ายภาพอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ผมก็สามารถถ่ายภาพในมุมที่ผมพอใจและไม่มีคนในภาพได้สำเร็จครับ ><
เมื่อภารกิจที่แรกสำเร็จเรียบร้อย คราวนี้ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังสถานที่ที่ 2 จุดชมวิว Nakatsukawa Bridge (สะพานนาคัตซึกาว่า) กันแล้วครับ โดยสถานที่นี้จะเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามอีกจุดนึงของจังหวัด Fukushima เพราะที่นี่เราจะสามารถมองเห็นธารน้ำที่ไหลจากภูเขาบันไดไปสู่ทะเลสาบ Akimoto และสองข้างของลำธารนั้นก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีกันอย่างพร้อมเพรียง
สำหรับพิกัด Mapcode ของ Nakatsukawa Bridge ก็คือ 937 003 153 *47 นะครับ โดยสะพานแห่งนี้จะอยู่ห่างจากน้ำตก Tatsuzawafudo Fall ประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 30 นาที และระหว่างทางเราที่เราขับรถไปเราจะได้เห็นวิวสวยๆ ของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีแบบนี้ด้วยครับ
เช่ารถขับที่ญี่ปุ่นและเมื่อเรามาถึงจุดชมวิว Nakatsukawa Bridge เราก็จะเจอกับอาคารหนึ่งชั้นแล้วก็ลานจอดรถกว้างๆ ที่สามารถจอดรถได้เป็นร้อยคันแบบนี้ครับ
ที่ข้างอาคารจะมีห้องน้ำไว้บริการ ส่วนที่ด้านหน้าอาคารนั้นก็จะมีคนขายผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งผมแนะนำเลยว่าหากใครยังไม่เคยชิมผลไม้จากจังหวัด Fukushima ผมอยากให้ลองชิมดูซักครั้งครับ มันอร่อยทุกอย่างจริงๆ อย่างในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผมไปนั้นก็จะเป็นช่วงที่แอปเปิ้ลกำลังออกผลเต็มที่ รสชาติแต่ละลูกหอมอร่อย ส่วนราคานั้นก็จะตกประมาณลูกละ 100-150 เยนแล้วแต่สายพันธุ์ครับ
ส่วนภายในอาคารหนึ่งชั้นนั้นจะมีร้านอาหารเล็กๆ บริการอยู่ รวมทั้งมีร้านขายขนม ของฝาก และของที่ระลึกด้วยครับ ใครสนใจก็ลองแวะเข้าไปดูได้เลย
ส่วนผมกับต๋งนั้น เนื่องจากเราไปถึงที่นี่ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง และเราทั้งคู่ยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันกันมาเลย เราก็เลยเข้าไปนั่งทานข้าวก่อนที่จะเดินไปชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีครับ
สำหรับเมนูอาหารที่เค้ามีให้บริการนั้นหลักๆ จะเป็นข้าวหน้าหมูทอด, ข้าวแกงกะหรี่, โซบะ แล้วก็ราเมน โดยเค้าจะเปิดให้บริการเฉพาะในช่วงเวลา 11.00 น. – 14.30 น. เท่านั้น ใครไปนอกเหนือจากนี้ไม่มีให้ทานนะครับ ><
และเมนูที่ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนลองทานเป็นพิเศษนั่นก็คือข้าวหน้าหมูทอดครับ เพราะเมนูนี้เป็นข้าวหน้าหมูทอดสูตรของเมือง Aizuwakamatsu หนึ่งในเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัด Fukushima ครับ
หน้าตาอาหารจะเป็นแบบนี้ครับ หมูนุ่ม ซอสอร่อย ชามใหญ่  กินแล้วฟินมาก ส่วนราคานั้นก็อยู่ที่ 1,000 เยนต่อเซ็ต แต่ถ้าใครไม่ชอบทานข้าวหมูทอดก็สามารถสั่งอย่างอื่นมาทานได้ครับ ^^
และหากใครทานข้าวเสร็จแล้ว อยากจะหาอะไรหวานๆ ตบท้าย ที่นี่เค้าก็มีไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟขายด้วยในราคาโคนละ 280 เยน แต่เมนูนี้ผมไม่ได้แนะนำเป็นพิเศษนะครับ จะชิมก็ได้ ไม่ชิมก็ได้ ไม่ได้เป็นอะไรที่ต้องห้ามพลาดขนาดนั้น
หลังจากที่ผมกับต๋งทานอาหารเสร็จแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราทั้งคู่จะไปชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่กันแล้ว โดยวิธีการไปก็ไม่ยาก เพียงแค่เราออกจากอาคารที่เรากินข้าว จากนั้นก็เลี้ยวขวา และเดี๋ยวเราจะเห็นทางเดินต่อไปเองครับ
โดยที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เราจะต้องเดินหลังจากนี้ มันจะมีป้ายนี้ปักไว้อยู่ โอ้โห….บอกเลยว่าตอนที่เห็นครั้งแรกนี่พีคมาก มันจะมีหมีโผล่มาจริงๆ เหรอ แล้วถ้าโผล่มาจริงเราจะทำยังไงดี @_@
เอ้า! แต่ไหนๆ เค้าก็เตือนแล้ว ยังไงเราก็ต้องระมัดระวังตัวกันหน่อย เพราะแม้ว่าจุดนี้จะเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่ในป่าในเขา นอกจากนี้ในช่วงเส้นทางลึกๆ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยเดินไปกัน มันก็แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกันครับ
นี่เป็นภาพของเส้นทางการเดินครับ โดยเส้นทางในช่วงแรกที่เป็นทางเดินหลักนั้นจะเป็นการเดินขึ้นเนินเล็กน้อย จากนั้นก็จะเดินลงบันไดกันยาวๆ ใช้เวลาเดินไปจนถึงจุดสิ้นสุดของบันไดประมาณ 10-15 นาทีได้ โดยในระหว่างทางนั้นก็จะมีภาพของต้นไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ให้เราดูตลอดสองข้างทางเลย
ทั้งนี้ในระหว่างที่เราเริ่มลงเดินบันไดไปเรื่อยๆ นั้น มันจะมีทางแยกออกไปทางซ้ายอยู่หนึ่งแยก ซึ่งแยกนั้นมันจะเป็นการเดินไปที่สะพาน Nakatsukawa Bridge เพื่อไปดูภาพของหุบเขาแบบมุมกว้างๆ ใครที่มีเวลาก็เดินไปดูที่จุดนี้ก่อนก็ได้ครับ ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น แต่ตอนที่เราอยู่บนสะพานเราต้องระมัดระวังตัวในการถ่ายรูปนิดนึงนะครับ เพราะมันจะมีรถผ่านไปมาแทบจะตลอดเวลา และบริเวณขอบสะพานที่เราสามารถยืนถ่ายรูปได้นั้นพื้นที่มันจะค่อนข้างแคบซักเล็กน้อย
ส่วนนี่จะเป็นภาพที่เราจะเห็นจากบนสะพานครับ เป็นภาพของหุบเขาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี และมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านตรงกลาง มันเป็นภาพที่สวยงามมาก แต่น่าเสียดายเหลือเกินเพราะวันที่ผมกับต๋งไปนั้นเราเจอกับสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจซักเท่าไหร่ ท้องฟ้าครึ้มและฝนตกปรอยๆ เป็นระยะ ทำให้ผมไม่สามารถถ่ายทอดความงามของสถานที่แห่งนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ T_T
หลังจากที่เราชมความงามของภาพมุมกว้างที่บริเวณสะพาน Nakatsukawa Bridge เสร็จเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราต้องย้อนกลับไปยังจุดทางแยกเดิมที่เราเลี้ยวมาแล้วครับ โดยเมื่อเราเดินกลับมาถึงที่แยกนั้นเราจะต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อเดินลงบันไดยาวๆ ไปยังบริเวณด้านล่างซึ่งจะเป็นจุดที่เราจะได้เห็นกับลำธารที่ไหลผ่านหุบเขาแห่งนี้อย่างใกล้ๆ โดยในระหว่างทางที่เราเดิน เราก็จะได้เห็นทิวทัศน์ของใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามแบบนี้ครับ
และนี่ก็คือจุดที่บันไดสิ้นสุดลงครับ จะเป็นจุดที่เราสามารถดูและสัมผัสกับธารน้ำใสไหลเย็นได้อย่างใกล้ๆ โดยที่จุดนี้จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินมาถึงกัน จากนั้นเค้าก็จะเดินถ่ายรูปในละแวกใกล้ๆ แล้วก็เดินกลับกันครับ
แต่สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามมากขึ้น รวมทั้งต้องการหามุมถ่ายรูปสวยๆ มากกว่าคนทั่วไป ผมแนะนำให้เลี้ยวขวาจากจุดที่บันไดสิ้นสุด จากนั้นให้เดินเลียบธารน้ำไปเรื่อยๆ โดยให้ธารน้ำอยู่ทางด้านซ้ายมือของเรา จนกระทั่งไปถึงจุดที่เรามองเห็นสะพานปูนเล็กๆ แบบในภาพด้านล่างนี้ครับ
ที่จุดนี้จะมีวิวสวยๆ แบบนี้ให้เราถ่ายกัน เป็นธารน้ำตกเล็กๆ ที่สวยงามมาก แถมยังแทบไม่มีคนมาอีกด้วยครับ ><
แต่ทั้งนี้ใครที่คิดจะเดินมาที่จุดนี้ก็ต้องเตรียมตัวมาให้ดีๆ ด้วยนะครับ เพราะแม้ระยะทางจะไม่ห่างจากบันไดที่ทุกคนเดินลงมามากนัก แต่เส้นทางการเดินในหลายจุดก็ยากพอควร ต้องมีปีนป่ายบ้างและเสี่ยงกับการที่รองเท้าจะต้องเปียกด้วยครับ
และผมอยากจะบอกทุกคนว่าสะพานปูนเก่าๆ ที่เรามองเห็นนั้น เราจะสามารถใช้มันเพื่อเดินข้ามไปอีกฝั่งของลำธารได้ครับ โดยเมื่อเราข้ามสะพานแล้วก็ให้เราเลี้ยวซ้ายและเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยให้ลำธารอยู่ทางซ้ายมือของเราครับ
บรรยากาศของการเดินหลังจากที่เราข้ามฝั่งมาแล้วนั้นมันจะเงียบสงบมากๆ และก็ไม่น่าแปลกใจแล้วล่ะครับว่าทำไมเค้าถึงมีป้ายติดเอาไว้ว่าให้ระวังหมี เพราะมันเหมือนกับเราเดินอยู่ในป่าจริงๆ ใครที่ไปกันแค่คนสองคนก็ระวังกันหน่อยนะครับ ค่อยๆ เดินและสังเกตรอบข้างให้ดี ส่วนวันที่ผมกับต๋งไปนั้น โชคดีที่มีคนญี่ปุ่นอีก 3-4 คน เดินไปใกล้ๆ กับพวกเราด้วย ผมก็เลยรู้สึกผ่อนคลายในการเดินขึ้นมาพอควร
หมายเหตุ : คนญี่ปุ่นที่ชอบเดินป่าเค้ามักจะมีการแขวนกระดิ่งไว้ติดตัว โดยเวลาที่เค้าเดินเราจะได้ยินเสียงกระดิ่งดังเบาๆ ตลอดทาง ซึ่งมันจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เจอหมีหรือสัตว์ป่าได้ ใครที่มีโอกาสไปเดินป่าที่ญี่ปุ่นแล้วเจอคนแขวนกระดิ่งติดตัวก็ไม่ต้องแปลกใจไปนะครับ
และภาพเหล่านี้คือภาพบรรยากาศของการเดินอีกฝั่งครับ เราจะเห็นได้วิวที่สวยงามในมุมที่แตกต่างออกไปจากเส้นทางในตอนแรกเลย
โดยหลังจากที่เราเดินที่อีกฝั่งของลำธารมาได้ประมาณ 10 นาที เราก็จะมาถึงที่ป้ายนี้ครับ ซึ่งที่จุดนี้จะมีอุโมงค์เล็กๆ ที่ใช้สำหรับเดินลอดสะพาน Nakatsukawa Bridge อยู่ และเป็นจุดที่ผมคิดว่าทุกคนควรจะหยุดแล้วเดินกลับทางเดิมกันได้แล้วครับ เพราะถึงแม้จะยังมีเส้นทางที่เราสามารถเดินไปต่อจากนี้ได้แต่มันก็ค่อนข้างเงียบและดูไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับคนที่ไม่เคยมาอย่างพวกเราครับ แต่หากใครติดใจแล้วอยากจะลองเดินต่อ อันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละคนนะครับ
ส่วนผมกับต๋งนั้นเนื่องจากเรายังมีแผนที่จะไปที่อื่นกันต่อ ประกอบกับเราเองก็เริ่มถูกชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ ที่เดินไล่กันมาเมื่อกี้ทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ เราจึงตัดสินใจที่จะเดินกลับ โดยเราทั้งคู่ใช้เวลาเดินจากจุดนี้กลับไปยังลานจอดรถประมาณ 30 นาทีครับ
เมื่อถึงลานจอดรถ เราทั้งคู่ก็เข้าห้องน้ำทำภารกิจต่างๆ จากนั้นก็ขับรถไปยังจุดหมายสุดท้ายของเราในวันนี้ นั่นก็คือ Bandai-Azuma Lake Line (พิกัด Mapcode 413 596 568 *47)  ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าจะพูดให้ถูกต้องเลยก็คือ บริเวณสะพาน Nakatsukawa Bridge ที่เราจอดรถเดินถ่ายรูปกันนั้น ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของถนน Bandai-Azuma Lake Line แล้ว เราเพียงแต่ขับต่อไปเรื่อยๆ บนถนนเส้นนี้เพื่อจะไปยังโรงแรมที่ผมจองไว้ในคืนนี้เท่านั้น โดยถนน Bandai-Azuma Lake Line นี้ ถือเป็นหนึ่งในถนนที่เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยมากๆ ในจังหวัด Fukushima และตลอดเส้นทางการขับรถนั้น มันจะมีจุดจอดรถให้เราชมวิวและถ่ายรูปอยู่เป็นระยะๆ แต่น่าเสียดายที่วันนั้นสภาพอากาศไม่เป็นใจให้ผมกับต๋งเลย ท้องฟ้ามืดครึ้มและมีฝนปรอยๆ อยู่หลายครั้ง เราทั้งคู่จึงไม่สามารถเก็บภาพความสวยงามของสถานที่แห่งนี้มาให้ทุกคนดูได้มากเท่าที่ควรครับ T_T
แต่เชื่อผมเถอะ ถ้าใครได้มีโอกาสไป Fukushima ในช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนและมีรถส่วนตัว อย่าพลาดที่จะไปชมความงามของที่นี่เด็ดขาด เพราะผมเคยเห็นภาพของคนอื่นที่ไปในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจแล้ว มันสวยงามมากจริงๆ ครับ
และหลังจากที่ผมพยายามเฝ้ารอให้ท้องฟ้าและพระอาทิตย์บริเวณ Bandai-Azuma Lake Line เมตตาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ผมก็ต้องถอดใจเพราะสภาพเมฆดำในวันนั้นมันหนาทึบจริงๆ T_T
ในที่สุดผมกับต๋งก็ตัดสินใจเก็บกล้องถ่ายรูปและขับรถไปยังที่พักของเราในคืนนี้ที่ชื่อ Bandai Hibara Lakeside Hotel โดยเราใช้เวลาขับรถจากจุดชมวิว Bandai-Azuma Lake Line ประมาณ 25 นาทีก็ถึงที่พักครับ และหากใครกำลังมองหาที่พักที่อยู่ใกล้ๆ กับ Bandai-Azuma Lake Line กับบึง 5 สี Goshikinuma อยู่ ก็สามารถพิจารณาที่นี่เป็นตัวเลือกได้ ห้องพักเค้าดี ห้องกว้าง วิวสวย ราคาไม่แรง แถมยังอยู่ติดกับทะเลสาบ Hibara (ฮิบาระ) ด้วยครับ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามจนจบ และเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาทุกคนขับรถไปเที่ยวที่บึง 5 สี Goshikinuma (โกชิกินุมะ) อีกหนึ่งในสถานที่เที่ยวยอดฮิตของจังหวัด Fukushima โดยเฉพาะในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี และหากใครที่ไม่อยากพลาดทุกเรื่องราวการกินและเที่ยวของผมกับต๋ง ก็สามารถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ
Facebook Comments

You may also like