Food Review

[SR] The Café @ Windsor Hotel : Year End Sale โปรแรงส่งท้ายปี จัดเต็มทั้งอาหารนานาชาติและซีฟู้ด

posted by ภรรยาหา สามีใช้ December 4, 2018 0 comments
หลังจากที่ช่วงต้นปี 2561 ผมกับต๋งได้พาทุกคนไปลองชิมอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์นานาชาติที่ห้องอาหาร The Café (เดอะ คาเฟ่) โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 (วินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20) มาแล้วครั้งนึง และตอนนั้นก็มีหลายๆ คนให้ความสนใจตามไปลองทานกันเป็นจำนวนมาก เพราะด้วยจุดเด่นเรื่องราคาที่ย่อมเยาสุดๆ เพียง 547 บาท/คน เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารรวมทั้งคุณภาพต่างๆ แล้ว ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยครับ ดังนั้นเมื่อทางห้องอาหาร The Café แจ้งมาว่าตอนนี้เค้ากำลังมีการจัดโปรโมชั่นไลน์บุฟเฟต์ใหม่ที่ห้องอาหารนี้อีกครั้ง และเป็นโปรแรงส่งท้ายปี รวมทั้งมีประเภทอาหารที่ปรับเปลี่ยนไปจากรอบที่แล้วพอควร ผมกับต๋งจึงไม่รอช้ารีบล็อควันและเดินทางไปชิมทันทีครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านรีวิวที่ผมเขียนก่อนหน้านี้ สามารถตามไปอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
และจากที่ผมกับต๋งได้มีโอกาสไปทานอาหารที่ห้องอาหารแห่งนี้มาแล้วสองครั้ง ผมคิดว่าจุดเด่นที่น่าสนใจของไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติและซีฟู้ดของห้องอาหาร The Café โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 ก็มีดังนี้เลยครับ
  1. ราคาย่อมเยา ห้องอาหารแห่งนี้มักมีโปรโมชั่นราคาพิเศษออกมาอยู่เรื่อยๆ โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 500-650 บาท/คน (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและประเภทอาหาร อย่างโปรโมชั่นแรงส่งท้ายปีรอบนี้ทางห้องอาหารเค้าก็จัดหนักลด 50% เหลือเพียง 562 บาท/คน net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว) และหากใครที่พาเพื่อนๆ ไปทานกันมากกว่า 10 คนขึ้นไป ทางห้องอาหารเค้าจะลดเพิ่มให้อีก 10% เหลือเพียง 506 บาท/คน net เท่านั้นครับ (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมากเลย
  2. มีอาหารให้ทานหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารนานาชาติและซีฟู้ด โดยรอบนี้อาหารนานาชาติเค้าจัดมาทั้งไทย, จีน, ญี่ปุ่น, อิตาลี, เกาหลี, อินเดีย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่วนอาหารซีฟู้ดก็มีทั้งกุ้งแม่น้ำ, ปูม้า, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยแครง แล้วก็หอยตลับ
  3. เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กตัวเล็กๆ โดยราคาสำหรับเด็กที่สูง 115-135 ซม. จะอยู่ที่ 400 บาท/คน net ส่วนเด็กที่สูงน้อยกว่า 115 ซม. สามารถเข้าใช้บริการได้ฟรีเลยครับ
  4. ห้องอาหารกว้าง สามารถนั่งทานได้ 200 คนสบายๆ
  5. สามารถนั่งทานได้นานถึง 4 ชั่วโมง 30 นาที
ใครที่อ่านจุดเด่นเหล่านี้แล้วรู้สึกว่าโดนใจก็รีบจองได้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่กำลังหาที่จัดปาร์ตี้หรือทานอาหารกับเพื่อนๆ มากกว่า 10 คนขึ้นไป ราคาต่อคนของที่นี่ถือว่าน่าสนใจมาก แต่ถ้าใครยังลังเลอยู่ก็เดี๋ยวตามไปอ่านรีวิวเจาะลึกกันต่อได้เลยครับ จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรไปหรือไม่ควรไปดี
สำหรับที่ตั้งของห้องอาหาร The Café นั้นจะอยู่ที่บริเวณชั้น G ของโรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 โดยเราสามารถเดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้ได้หลายวิธีเลยทั้งการนั่งรถเมล์, BTS, MRT, Taxi หรือการขับรถมาเองครับ โรงแรมจะอยู่ในซอยสุขุมวิท 18 และซอยสุขุมวิท 20 ห่างจากปากซอยประมาณ 200 เมตร (สามารถเข้าโรงแรมได้ทั้งสองซอย) และจะอยู่ห่างจากสถานี BTS อโศกกับ MRT สุขุมวิทประมาณ 800 เมตร โดยใครที่มาด้วยรถเมล์, BTS, MRT นั้น ผมแนะนำให้เดินเข้าทางซอยสุขุมวิท 20 นะครับ แล้วเดี๋ยวเราก็จะเจอโรงแรมอยู่ทางขวามือของเรา ส่วนใครที่ขับรถมาเองนั้นผมแนะนำให้เข้าทางซอยสุขุมวิท 18 และให้สังเกตอาคารจอดรถที่อยู่ฝั่งซ้ายมือให้ดีๆ นะครับ โดยอาคารจอดรถที่นี่จะมีหลายชั้น สามารถจอดรถได้เยอะ แต่ทางขึ้นแต่ละชั้นนั้นจะค่อนข้างแคบนิดนึง ยังไงก็ขับช้าๆ ระมัดระวังกันหน่อยนะครับ
หมายเหตุ : สำหรับแขกที่มาใช้บริการห้องอาหาร The Café นั้น หากเราประทับตราบัตรจอดรถที่ด้านหน้าห้องอาหารจะสามารถจอดรถได้เพียง 3 ชั่วโมง โดยใครที่มาทานอาหารแล้วนั่งนานกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไป สามารถแจ้งพนักงานที่หน้าห้องอาหารได้ครับว่าช่วยดูเรื่องตราประทับเวลาแบบพิเศษให้หน่อย เราจะได้ไม่ต้องเสียค่าจอดรถเพิ่มชั่วโมงละ 50 บาทครับ
สำหรับลักษณะของห้องอาหาร The Café นั้น จะเป็นห้องอาหารที่มีขนาดกว้างค่อนข้างมาก รวมทั้งมีเพดานที่สูง และมีพื้นที่หลายโซนสามารถรองรับคนมาใช้บริการประมาณ 200 คนได้สบายๆ โดยถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้มีการแยกโซนพิเศษกั้นเป็นห้อง แต่หากใครที่ไปเป็นกลุ่มใหญ่และอยากได้ความเป็นส่วนตัวหน่อย ตอนที่โทรไปจองโต๊ะก็ลองแจ้งพนักงานดูนะครับ เพราะหากวันนั้นมีแขกไปใช้บริการไม่เยอะ เค้าน่าจะพอจัดโต๊ะกลุ่มของเราให้อยู่ห่างจากคนอื่นๆ ระดับนึงได้ครับ
เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูข้อมูลและราคาของไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและซีฟู้ด ห้องอาหาร The Café ในช่วงปลายปี 2561 พร้อมกับโปรแรงส่งท้ายปีกันดีกว่าว่าจะมีรายละเอียดยังไงบ้างครับ
วันที่เปิดบริการ : เฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ เท่านั้น (สำหรับวันอื่นๆ จะเป็นไลน์อาหารอื่นที่มีความหลากหลายน้อยกว่าครับ)
เวลาที่เปิดบริการ : 18.00 – 22.30 น.
วันสิ้นสุดธีม : วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2561
ราคาปกติ : 1,050 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว)
ราคาพิเศษ : ลด 50% เหลือเพียง 562 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) และหากใครที่ไปใช้บริการมากกว่า 10 คนขึ้นไป จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 10% เหลือเพียง 506 บาท/คน net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว)
ราคาสำหรับเด็ก : สูง 115-135 ซม. ราคา 400 บาท/คน net หากสูงน้อยกว่า 115 ซม. เข้าฟรี
บุฟเฟ่ต์นานาชาติ The Cafe Windsor Hotel
รู้ราคาอาหารกันแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูอาหารแต่ละประเภทกันเลยดีกว่าว่าเค้ามีอะไรบริการมั่ง โดยจากที่ผมไปลองใช้บริการมา ผมขอแบ่งประเภทอาหารของไลน์บุฟเฟ่ต์นี้ออกเป็นดังนี้นะครับ
  1. Grilled Station
  2. อาหารนานาชาติ
  3. สลัด และ Cold Cuts
  4. ข้าวต้มและขนมปัง
  5. ของหวาน, ไอศกรีม และผลไม้
เรามาเริ่มไล่กันไปทีละหมวดเลยนะครับ เริ่มจากหมวดแรก Grilled Station ที่หมวดนี้จะมีเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ เยอะแยะมากมาย เช่น กุ้งแม่น้ำ, ปูม้า, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยแครง, หอยตลับ, หมู, เนื้อ, แซลมอน แล้วก็ปลาหมึก
ใครอยากทานอะไรก็ลองสำรวจดูนะครับ ถูกใจอันไหนก็หยิบใส่จานหรือแจ้งเชฟได้เลย ขนาดของอาหารทะเลส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางใหญ่ ส่วนในเรื่องความสดนั้นผมให้อยู่ในระดับกลางๆ และมีทั้งสดกับไม่สดบ้างปนๆ กันไป อย่างวันที่ผมไปทานนั้นกุ้งแม่น้ำและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์สดดี แต่ปูม้านั้นไม่ค่อยสดเท่าไหร่ครับ
ส่วนสเต๊กหมูกับสเต๊กเนื้อนั้นผมชิมทั้งคู่แล้วผมแอบชอบสเต๊กหมูมากกว่า เพราะในส่วนของสเต๊กเนื้อนั้นเนื่องจากขนาดของเนื้อค่อนข้างบางและเชฟทำมาสุกเกินไป เนื้อก็เลยแข็งไปหน่อยครับ ใครที่อยากทานสเต๊กเนื้อก็อาจจะต้องบอกทางเชฟหน่อยว่าอย่าทำสุกจนเกินไป จะได้ทานแล้วนุ่มขึ้นมาหน่อย
โดยที่หมวดนี้เราสามารถแจ้งพนักงานเพื่อขอสั่งหมูสะเต๊ะและไก่สะเต๊ะได้นะครับ รสชาติของทั้งคู่ดีเลยทีเดียว แต่ขนาดของไม้จะค่อนข้างเล็กนิดนึง ดังนั้นเวลาเราสั่งควรสั่งอย่างน้อยซัก 5 ไม้ครับ แต่ถ้าใครไปเยอะๆ ก็จัดมาทีละ 10 ไม้เลยก็ได้
นี่เป็นหน้าตาของน้ำจิ้มต่างๆ ที่ทางห้องอาหาร The Café บริการครับ หลักๆ ก็จะเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด, น้ำจิ้มแจ่ว, ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ แล้วอาจาดกับน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะครับ รวมๆ แล้วรสชาติของน้ำจิ้มเหล่านี้อร่อยดีครับ โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ดที่มีความเผ็ดแซ่บตามสไตล์คนไทย
นอกจากนั้นที่บริเวณนี้เรายังสามารถสั่งอาหารประเภทยำและผัดผักต่างๆ ได้ด้วยนะครับ โดยเค้าจะมีบร็อคโคลี่, ผักกระเฉด, ยอดฟักแม้ว, ผักบุ้ง และเนื้อสัตว์ต่างๆ ไว้ให้เราเลือก โดยรอบนี้ผมสั่งผัดฟักแม้วน้ำมันหอย, ผัดกระเฉดไฟแดง แล้วก็ยำรวมมิตรมาทาน รสชาติดีทั้งสามจานเลยครับ โดยเฉพาะยำรวมมิตรนั้นรสชาติจัดจ้าน แซ่บถูกปากต๋งมาก
ต่อกันที่หมวดที่สอง อาหารนานาชาติ หมวดนี้เป็นหมวดที่ผมถือว่าเป็นไฮไลท์ของไลน์นี้ในช่วงปลายปี 2561 เลย เพราะทาง The Café ได้จัดเอาอาหารหลากหลายประเภทจากทั้งไทย, จีน, ญี่ปุ่น, อิตาลี, เกาหลี, อินเดีย, เวียดนาม และอินโดนีเซียมาให้เราทานครับ โดยประเภทอาหารจะมีการหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างวันที่ผมไปทานนั้นทางห้องอาหารก็จะเน้นไปที่เกาหลีเป็นพิเศษ แล้วก็ไม่ได้มีอาหารเวียดนามกับอินโดนีเซียให้ทานครับ
สำหรับหมวดอาหารนานาชาตินี้ทางห้องอาหารจะมีการกระจายวางไว้หลายจุดเลยนะครับ แต่จุดที่เยอะๆ หน่อยจะเป็นบริเวณตรงกลางห้องอาหาร ใครได้มีโอกาสไปลองทานก็เดินสำรวจให้ครบๆ นะครับ เพราะอาหารเค้ามีให้เลือกทานเยอะจริงๆ
นี่เป็นรายการอาหารนานาชาติที่เค้ามีบริการในวันที่ผมไปครับ โดยรายการหล่านี้ยังไม่รวมในส่วนของญี่ปุ่นและอิตาลีนะครับ สองอันนั้นเดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังอีกที
  1. ก๋วยเตี๋ยวไก่
  2. กุ้งนึ่ง
  3. ผัดหอยลาย
  4. แกงส้มกุ้ง
  5. กระเพาะปลา
  6. แกงไก่
  7. ต้มยำกุ้ง
  8. Donejang – Jigae
  9. Tofu – Gochujang
  10. Chapchae (ผัดวุ้นเส้นเกาหลี)
  11. หมูผัดกิมจิ
  12. โรตี
  13. ผัดดอกกระหล่ำหมูกรอบ
  14. ไข่เจียว
  15. ปลาผัดขึ้นฉ่าย
  16. หมูเค็ม
  17. ข้าวผัด
เป็นยังไงล่ะครับ เค้ามีให้เลือกทานเยอะแยะมากมายเลยใช่มั้ยครับ นี่ยังไม่รวมญี่ปุ่นและอิตาลีเลย ใครที่ไม่ได้เน้นกินอาหารพวก Seafood on ice มาก น่าจะถูกใจกับลักษณะอาหารแบบนี้ครับ เพราะอาหารมันมีให้เลือกทานหลากหลายดี ส่วนในเรื่องรสชาตินั้นเค้าก็ทำมาได้ดีเช่นเดียวกัน หลายๆ รายการทำมาได้แซ่บถูกปากมากโดยเฉพาะผัดหอยลาย เมนูนี้ผมกับต๋งถึงกับต้องขอเบิ้ลเลย
เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูในส่วนของอาหารญี่ปุ่นกันดีกว่า อาหารประเภทนี้จะถูกจัดแยกโซนมาต่างหากโดยจะมีบริการทั้งซูชิ, ซาชิมิ และอาหารทานเล่นอย่างเทมปุระ, เกี๊ยวซ่า ซึ่งคุณภาพของปลาดิบรอบนี้ผมว่าดีกว่าตอนที่ผมมาทานเมื่อต้นปีพอควรเลย ใครที่ชอบทานพวกแซลมอนหรือทูน่าก็สามารถเดินที่โซนนี้ได้เลย
สำหรับวัตถุดิบหลักๆ ของโซนอาหารญี่ปุ่นนี้ก็จะประกอบไปด้วยแซลมอน, ทูน่า, ปลาหมึกยักษ์, ซาบะ, ปลากะพง, ไข่กุ้ง ไข่หวาน แล้วก็ปูอัด โดยเราสามารถสั่งแบบเป็นซาชิมิมาทานก็ได้ หรือจะทานเป็นซูชิที่ทางเชฟเค้าทำเสร็จไว้แล้วก็ได้ เค้ามีซูชิให้เลือกทานหลายแบบเหมือนกันครับ
ส่วนนี่เป็นโซนอาหารอิตาลีครับ เป็นอีกหนึ่งโซนอาหารนานาชาติที่มีบูทหรือซุ้มเป็นของตัวเอง โดยเมนูหลักของอาหารชาตินี้ก็จะเป็นสปาเกตตี้ ซึ่งเค้าก็มีให้เราเลือกทานหลายแบบเหมือนกัน รวมทั้งมีเส้นกับเครื่องต่างๆ วางไว้ให้เราหยิบวัตถุดิบเองด้วย เราอยากทานอะไร ชอบอะไรก็หยิบใส่จาน จากนั้นก็ยื่นให้กับเชฟปรุงอาหารได้เลยครับ นอกจากนี้ในวันที่ผมไปนั้นในไลน์อาหารเค้ายังมีการทำลาซานญ่าทะเลไว้บริการด้วย แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่าอาหารโซนนี้ในความคิดเห็นของผม ผมว่าเค้ายังทำรสชาติออกมาได้ยังไม่โดดเด่นพอครับ รสชาติกลางๆ ไม่ได้รู้สึกว้าวมากหรือประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครเป็นคนที่ชอบทานสปาเกตตี้ก็ไปลองสั่งดูได้นะครับ เผื่อความชอบของเราจะไม่เหมือนกัน ^^
และทั้งหมดนี้ก็เป็นประเภทอาหารนานาชาติที่ห้องอาหาร The Café ได้มีบริการในวันที่ผมไปทานครับ แต่ในวันนั้นทางห้องอาหารได้มีการจัดเมนูพิเศษมาให้ผมกับต๋งลองทานเพิ่มด้วย โดยเมนูเหล่านี้จะถูกหมุนเวียนมาในไลน์วันอื่นๆ สลับกันไป ซึ่งจากที่ผมได้ลองชิมดูก็พบว่าหลายเมนูมีความน่าสนใจดีครับ โดยเฉพาะติ๋มซำที่รสชาติดีมากทั้งซาลาเปาหมูสับ, ซาลาเปาหมูแดง แล้วก็ขนมจีบ เพราะทางห้องอาหารได้นำอาหารเหล่านี้ลงมาจากห้องอาหารจีน The Golden Palace ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 โดยหลังจากนี้จนถึงสิ้นปี 2561 ทางห้องอาหาร The Café แจ้งว่าจะมีการเอาเมนูซาลาเปากับขนมจีบแบบนี้มาให้บริการทุกเย็นวันศุกร์-อาทิตย์เลยครับ ใครที่ชอบทานพวกขนมจีบซาลาเปาน่าจะถูกใจเลย เพราะที่นี่เค้าทำอาหารประเภทนี้อร่อยมากครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านรีวิวที่ผมเขียนถึงห้องอาหาร The Golden Palace ก็สามารถอ่านได้ที่ลิงก์นี้เลยนะครับ
จบหมวดที่สองอาหารนานาชาติกันแล้ว คราวนี้มาต่อกันที่หมวดที่สาม สลัดและ Cold Cuts เลยนะครับ ที่หมวดนี้จะมีทั้งสลัดที่ทางเชฟเค้าทำไว้สำเร็จแล้ว กับในส่วนของสลัดที่เปิดโอกาสให้เราทำเอง แล้วก็ Cold Cuts ครับ โดยคุณภาพของผักต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี น้ำสลัดและเครื่องต่างๆ ก็ถือว่ามีมาให้เยอะใช้ได้ ส่วน Cold Cuts นั้นมีนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้มครับ
สำหรับวันที่ผมไปนั้นทางห้องอาหารเค้าจะมีการทำซีซ่าร์สลัด, ทูน่าสลัด และสลัดไก่ไว้นะครับ รสชาติโอเค ใครที่ขี้เกียจทำเองก็ตักไปทานได้เลย ส่วนใครขยันๆ หน่อย หรืออยากกินเฉพาะบางอย่างก็ทำเองเลยครับ อยากใส่อะไรเยอะ ไม่อยากใส่อะไร ก็จะได้ทานแบบที่ถูกใจกันไปเลย
และตอนนี้เราก็เข้าสู่หมวดที่สี่ หมวดสุดท้ายของอาหารคาวแล้วครับ โดยหมวดนี้ก็คือ ข้าวต้มและขนมปัง ซึ่งจริงๆ แล้วผมควรจะเอาข้าวต้มไปไว้ในหมวดอาหารนานาชาติในส่วนที่เป็นอาหารจีนครับ แต่ด้วยความที่ผมว่าไลน์ข้าวต้มของห้องอาหาร The Café นั้นค่อนข้างเด่นเป็นพิเศษ แล้วก็มันถูกจัดวางใกล้ๆ กับขนมปัง ผมก็เลยเอาสองอย่างนี้มารวมกันไว้ด้วยกันในหมวดนี้ครับ
สำหรับข้าวต้มนี้จะเป็นข้าวต้มกุ๊ยนะครับ และเป็นข้าวต้มกุ๊ยที่รสชาติดีแถมมีกับข้าวอร่อยๆ ให้เราทานคู่เยอะมาก โดยเค้าจะมีให้เราเลือกทานทั้งแบบข้าวขาวแล้วก็แบบข้าวก้อง เม็ดข้าวของเค้านุ่มดี สามารถทานได้เรื่อยๆ เลย รอบที่แล้วผมกับต๋งทานแล้วประทับใจมาก และหลายๆ คนที่ตามเราทั้งคู่มาทานก็เอ่ยปากชมข้าวต้มที่นี่กันซะเป็นส่วนใหญ่เลยครับ โดยรอบนี้ทางห้องอาหาร The Café ได้เตรียมเครื่องไว้ให้เราทาน 8-9 อย่าง ได้แก่ กุนเชียง, หมูหยอง, ไข่เค็ม, กระเทียมดอง, ซีเซ็กฉ่าย, ผักกาดดอง, ถั่วลิสง, ปลาเค็ม ตอนที่ผมเดินผ่านแว้บแรกนี่แอบน้ำลายไหลเลยครับ ยังไงเมนูโซนข้าวต้มนี้ผมขอแนะนำเป็นพิเศษเลยว่าให้ทุกคนเผื่อท้องไว้ลองชิมด้วย ไม่แน่นะ….คุณอาจจะค้นพบความอร่อย ความประทับใจ จนคุณต้องอยากกลับไปซ้ำเลยครับ
ส่วนนี่เป็นหน้าตาของโซนขนมปังครับ เป็นโซนเล็กๆ ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก และก็ด้วยความที่มันไม่ได้มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา ผมก็เลยไม่ได้หยิบมาชิมเลย มาที่นี่สองครั้งก็ยังไม่ได้หยิบมาชิมเลยซักครั้ง เจออาหารอย่างอื่นแย่งพื้นที่กระเพาะหมดก่อนทุกที @_@
เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมก็พาทุกคนดูไลน์อาหารคาวกันครบแล้ว คราวนี้เราไปไล่ดูหมวดที่ห้า ของหวาน, ไอศกรีม และผลไม้ กันดีกว่า ซึ่งในหมวดนี้ทาง The Café ก็เตรียมอาหารต่างๆ ไว้ให้เราทานเยอะใช้ได้เลยครับ
เริ่มจากกลุ่มที่เป็นพวกเค้กก่อนแล้วกันนะครับ เพราะกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีอะไรให้เราทานเยอะที่สุดทั้งขนมเค้ก, เยลลี่ และขนมไทย โดยในวันนั้นเมนูที่ทางเค้าเตรียมไว้ก็ได้แก่ คาราเมลคัสตาร์ด, เค้กวานิลลา, บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก, บราวน์นี่, ช็อคโกแลตมูส, สตรอเบอร์รี่มูส, เค้กกล้วย, พายเชอร์รี่, เยลลี่ แล้วก็ขนมไทยครับ โดยรสชาติของขนมต่างๆ นั้นก็มีทั้งที่ถูกปากผมมากบ้างน้อยบ้างปนๆ กันไปครับ แต่โดยรวมๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่
กินพวกเค้กซึ่งเป็นของหวานสไตล์ฝรั่งกันไปแล้ว คราวนี้มากินของหวานสไตล์ไทยแบบนี้กันบ้างดีกว่า ใครอยากกินอะไรก็ตักได้เลยนะครับ เค้ามีให้เลือก 5-6 อย่างได้ แต่ก็น่าเสียดายนิดหน่อยที่ประเภทของหวานตรงนี้แอบน้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านมาพอควร เพราะรอบที่แล้วเค้าจัดเต็มกว่านี้ มีของให้เลือกทานเป็นสิบอย่างเลย
ในส่วนเรื่องของรสชาตินั้นรอบนี้ผมไม่ได้ลองชิมนะครับ แต่ครั้งที่แล้วที่ได้ชิมจำได้ว่ารสชาติโอเคอยู่ และขนมพวกนี้รสชาติไม่น่าจะเปลี่ยนจากเดิมเยอะ และสิ่งที่เป็นจุดเด่นของขนมหวานบริเวณนี้ก็คือทางห้องอาหาร The Café ยังคงใช้น้ำแข็งที่เป็นน้ำแข็งแบบบดละเอียดอยู่ ซึ่งผมว่ามันทานง่ายและดูเข้ากันกับของหวานประเภทนี้ดีครับ
ต่อกันที่ไอศกรีมครับ รอบที่แล้วที่ผมมาไอศกรีมที่เค้ามีบริการจะเป็นไอศกรีมแบบที่เราต้องตักเอง แต่รอบนี้เค้าเปลี่ยนใหม่เป็นไอศกรีมถ้วยยี่ห้อ Mingo หน้าตาของไอศกรีมและตู้แช่ดูดีกว่าเดิมเยอะ แต่ในเรื่องของรสชาตินั้นผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ผมว่าไอศกรีมตักๆ แบบรอบที่แล้วรสชาติดีกว่าครับ อันใหม่นี้แม้รสชาติจะอยู่ในระดับที่ทานได้แต่เนื้อไอศกรีมมันไม่ค่อยแน่น กินแล้วรู้สึกไม่ค่อยฟินครับ
สำหรับขนาดของถ้วยไอศกรีมจะเป็นถ้วยขนาดเล็กๆ พอดีมือนะครับ แล้วก็จะมีบริการทั้งหมด 4 รส ได้แก่ ช็อคโกแลต, มะนาว, สตรอเบอร์รี่ และวานิลลา
ต่อกันที่ผลไม้ครับ เค้ามีบริการทั้งแบบผลไม้ที่กินธรรมดา แล้วก็ผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ไว้ในแก้วเพื่อนำไปกินกับช็อคโกแลตฟองดูครับ โดยวันนี้ผลไม้ที่เค้ามีบริการก็ได้แก่ แก้วมังกร, มะละกอ, ฝรั่ง, แตงโม แล้วก็สับปะรด โดยในเรื่องของรสชาตินั้นผมไม่ขอออกความเห็นนะครับ เพราะไม่ได้หยิบมาชิมเลย
และก่อนที่จะเข้าไปสู่บทสรุปกัน ผมจะขอพูดถึงเรื่องเครื่องดื่มซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายก่อนนะครับ สำหรับการมาทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ห้องอาหาร The Café นั้น เค้าจะมีการรวมเครื่องดื่มไว้เรียบร้อยแล้ว โดยรอบนี้เครื่องดื่มที่เค้าเตรียมไว้ก็คือน้ำกระเจี๊ยบและน้ำเขียวเฮลบลูบอย ซึ่งเครื่องดื่มลักษณะนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลย เพราะเค้ามักจะเตรียมน้ำสมุนไพรและน้ำเฮลบลูบอยไว้คู่กันเสมอ ใครที่ไม่ได้ทานน้ำหวานเฮลบลูบอยมานานแล้วพอมาได้ชิมก็น่าจะรำลึกถึงวันเก่าๆ ได้ดีเลย
สำหรับน้ำแข็งที่อยู่บริเวณเครื่องดื่มนี้ก็จะเป็นแบบบดละเอียดเหมือนกับที่อยู่ตรงบริเวณของหวานนะครับ เป็นอะไรที่แปลกดีเพราะไม่ค่อยเจอไลน์อาหารที่ไหนทำน้ำแข็งแบบนี้ ส่วนใครที่ไม่อยากกินน้ำหวานหรือน้ำสมุนไพรก็สามารถทานน้ำเปล่าหรือชา-กาแฟได้นะครับ โดยน้ำเปล่านั้นทางพนักงานจะมาบริการเราที่โต๊ะเลย และเราสามารถเติมได้เรื่อยๆ ส่วนชา-กาแฟนั้น เราต้องบริการตัวเองครับ
และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ของผมกับต๋งที่ได้ไปลองชิมไลน์บุฟเฟต์อาหารนานาชาติและซีฟู้ดส่งท้ายปี 2561 ของห้องอาหาร The Café (เดอะ คาเฟ่) โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 (วินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20) และเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมก็สรุปออกมาเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้นะครับ
วันที่รับประทาน : วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561
ช่วงเวลา : 18.00 – 21.00 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : ด้วยความที่มีประเภทอาหารให้เลือกทานหลากหลายโดยเฉพาะในส่วนของอาหารนานาชาติ ดังนั้นก็ต้องบอกตามตรงครับว่าอาหารนั้นมีทั้งรสชาติที่ถูกปากผมบ้างไม่ถูกปากผมบ้าง แต่โดยรวมๆ แล้วรสชาติอาหารส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ โดยเมนูที่ผมกับต๋งประทับเป็นพิเศษก็จะเป็นกุ้งแม่น้ำเผา, หมูสะเต๊ะ, ยำ, ผัดผัก, ขนมจีบ, ซาลาเปา, ข้าวต้ม แล้วก็พวกอาหารนานาชาติบางเมนูครับ ส่วนที่ผมรู้สึกไม่ประทับใจเท่าไหร่ก็จะเป็นความสดของซีฟู้ดบางรายการ เช่น ปู ที่มีความสดน้อยไปหน่อย หากทางห้องอาหารสามารถปรับแก้ไขได้น่าจะทำให้คนมาใช้บริการประทับใจมากขึ้นครับ
ความหลากหลายของอาหาร : เป็นไลน์อาหารที่ผมว่ามีความหลากหลายเยอะใช้ได้เลยครับ โดยเฉพาะอาหารนานาชาติที่จัดมาหลายเชื้อชาติมาก แต่ทั้งนี้เมนูเหล่านี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละวันนะครับ บางวันอาจจะมีบางชาติเยอะ บางวันอาจจะไม่มีบางชาติ แต่โดยรวมๆ แล้วเมื่อดูจำนวนของอาหารที่เค้ามีให้บริการก็ถือว่ามีรายการอาหารให้เลือกทานเยอะเลย สำหรับคนที่ชอบทานอาหารหลากหลายโดยเฉพาะอาหารประเภทที่เป็นกับข้าวน่าจะถูกใจกันพอควรเลย แต่สำหรับใครที่อยากจะมาเน้นทานพวก Seafood in ice เป็นหลัก ไลน์นี้น่าจะยังไม่เหมาะกับคุณครับ เพราะอาหารทะเลของเค้าจะถูกนำไปใช้ปรุงอาหารในรูปแบบต่างๆ มากกว่า โดยเฉพาะในรูปแบบของการย่าง (Grilled)
ความสะอาดและบรรยากาศของสถานที่ : ในเรื่องของความสะอาดนั้นต้องบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรครับ เรื่องนี้สอบผ่านสบายๆ แต่ในเรื่องของบรรยากาศผมให้อยู่ในระดับกลางๆ แล้วกันครับ เพราะถึงแม้ห้องอาหารจะมีขนาดกว้าง มีเพดานสูง และมีพื้นที่บางส่วนคล้ายๆ กับ Outdoor แต่ด้วยลักษณะของห้องอาหารที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เราคุ้นชิน ประกอบกับอายุของโรงแรมแห่งนี้ที่ค่อนข้างมากแล้ว ก็เลยทำให้บรรยากาศอาจจะไม่สวยงามหรือดูหรูเหมือนกับหลายๆ ที่ครับ
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ผมฟันธงอะไรมากไม่ได้นะครับ เพราะวันที่ผมไปใช้บริการนั้นน่าจะมีแขกมาใช้บริการประมาณ 30% ของห้องอาหารเท่านั้น ดังนั้นในเรื่องของการ Service ต่างๆ ทางพนักงานจึงบริการได้รวดเร็วมากทั้งการเก็บจาน เสิร์ฟน้ำ หรือเติมอาหาร แต่ด้วยความที่ห้องอาหารแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นหากมีคนมาใช้บริการซัก 70-80% ขึ้นไป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพนักงานที่มีอยู่จะสามารถบริการได้รวดเร็วเหมือนกับวันนี้หรือเปล่าครับ
ความสะดวกของการเดินทาง : สำหรับคนที่ขับรถส่วนตัวไปนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากครับ เพราะถึงแม้โรงแรมจะไม่ได้อยู่ติดกับถนนสุขุมวิท แต่ก็ไม่ได้หายากจนเกินไปนัก ส่วนพื้นที่อาคารจอดรถนั้นแม้จะคับแคบตรงทางเลี้ยวขึ้นลงนิดนึง แต่ในเรื่องของพื้นที่จอดรถก็มีมากจนไม่น่ากังวลเลยครับ ส่วนคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS และ MRT นั้น แม้จะสามารถเลือกลงที่สถานี BTS อโศก และสถานี MRT สุขุมวิท ได้ ไม่ต้องมีปัญหากับสภาพการจราจรบนท้องถนน แต่ด้วยระยะทางจากสถานีมาถึงโรงแรมที่ค่อนข้างไกล (ประมาณ 800 เมตร) ก็อาจจะทำให้เหนื่อยหรือเหงื่อซึมนิดๆ ซึ่งหากใครไม่อยากเดินก็อาจจะต้องเลือกใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเอานะครับ
ความคุ้มค่า : ถ้าเทียบจากราคาเต็ม 1,050 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ผมก็ต้องบอกนะครับว่ายังไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะแม้อาหารจะมีความหลากหลายและมีให้เลือกทานเยอะ แต่ในเรื่องของความสด, วัตถุดิบ และรสชาติมันยังไม่คุ้มกับราคานี้ แต่ถ้าเทียบกับราคาโปรโมชั่นที่ลด 50% จนเหลือเพียงคนละ 562 บาท/คน net (รวมเครื่องดื่มแล้ว) ผมว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่าและน่าสนใจมากครับ ยิ่งถ้าใครไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ มากกว่า 10 คนขึ้นไป ก็จะมีส่วนลดพิเศษเพิ่มอีก 10% จนทำให้เหลือราคาเพียงคนละ 506 บาท net เท่านั้น (รวมเครื่องดื่มแล้ว) มันยิ่งเป็นราคาที่น่าสนใจมากครับ
สรุป : แม้ที่นี่จะไม่ใช่โรงแรมหรู พนักงานไม่ได้บริการเราดีแบบสุดยอด อาหารไม่ได้อร่อยเว่อร์วัง ไม่ได้มีการใช้วัตถุดิบที่สดและดีเว่อร์ชนิดที่ห้ามพลาด แต่เมื่อเทียบคุณภาพอาหารกับราคาที่เราจ่ายไปแล้ว ผมว่านี่เป็นอีกไลน์อาหารนึงเลยที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีงบประมาณต่อคนไม่เกิน 600 บาท หรือกำลังหาสถานที่กินเลี้ยงจำนวนมากกว่า 10 คนขึ้นไปโดยที่ไม่ได้ต้องการพื้นที่ปิดแบบไพรเวทมากนัก ห้องอาหาร The Café โรงแรม Windsor Suites Sukhumvit 20 ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ เพราะด้วยประเภทอาหารที่หลากหลาย, ขนาดของห้องอาหารที่กว้าง, การนั่งทานได้นานถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง, ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ทำให้เรามีความคล่องตัวในการไปใช้บริการ รวมทั้งไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากครับ แต่สำหรับใครที่ต้องการทานอาหารแบบที่อร่อยสุดๆ ดีงามแทบทุกเมนู อาหารทะเลสดทุกรายการ มีเมนู Seafood on ice ให้เลือกทานเยอะ ห้องอาหารแห่งนี้กับไลน์บุฟเฟ่ต์นี้น่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ สำหรับใครที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถติดตามได้ที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ และสำหรับใครที่อยากจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องอาหารแห่งนี้รวมถึงการสำรองที่นั่งก็สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ
Fanpage : Windsor Suites Hotel Sukhumvit 20
Tel : 02-2621234
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราในวันที่ลองใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสใช้บริการอาจจะได้รับการบริการหรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนี้ได้ครับ
Facebook Comments

You may also like