Food Review

[SR] Villa De Bear ราชพฤกษ์ : บุกอาณาจักรหมี ที่มีดีมากกว่าความน่ารัก

posted by ภรรยาหา สามีใช้ January 25, 2018 0 comments
หลายๆ ครั้งที่เราเห็นร้านอาหารน่ารักๆ ดูแล้วน่าเข้าไปถ่ายรูป น่าเข้าไปทานอาหาร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาโอกาสเข้าไปลองทานไม่ได้ซักทีนั้น มันก็พาลทำให้หงุดหงิดหัวใจทุกครั้งที่ต้องขับรถผ่านใช่มั้ยครับ?
ความรู้สึกนี้มันก็เหมือนผมกับร้าน Villa De Bear (วิลล่า เดอ แบร์) ถ.ราชพฤกษ์ นี่แหละครับ ทั้งๆ ที่เป็นร้านที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านผมมากนัก และยังเป็นร้านที่ผมกับต๋งอยากจะไปลองทานอยู่แล้วด้วย แต่กว่าที่เราจะได้ลองทานนั้นก็เป็นเวลาเกือบ 2 ปีนับจากที่ร้านเปิด!! และก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ร้านพึ่งจะเปิดโซนใหม่ Karaoke Zone ได้ไม่นาน ดังนั้นในรีวิวนี้เราก็เลยจะพาทุกคนไปบุกอาณาจักรหมี บนถนนราชพฤกษ์ Villa De Bear กันแบบให้ทะลุปรุโปร่งให้สมกับที่รอคอยมานาน!!
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
สำหรับการเดินทางมาที่ร้าน Villa De Bear แห่งนี้ก็ไม่ยาก หากคุณรู้จัก The Circle ราชพฤกษ์แล้วก็น่าจะมาถูก หรือถ้าไม่รู้จักจริงๆ ก็ดูตามแผนที่ด้านล่างนี้ได้เลย รับรองว่าถึงแน่นอนเพราะตัวร้านนั้นตั้งเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ชัดเจนมาก
ภาพรวมและ concept ของร้าน Villa De Bear นั้น จะใช้ลักษณะสถาปัตยกรรมของประเทศเนเธอแลนด์หรือที่หลายคนติดปากว่าฮอลแลนด์เป็นแม่แบบ โดยมีคาแรคเตอร์ของเจ้าหมีดำ Villy (วิลลี่) เป็นพระเอกของร้าน ซึ่งผมอยากจะบอกว่าทางเจ้าของร้านเนี่ยเค้าคิดมาเยอะนะครับกว่าจะได้เจ้า Villy ออกมาเนี่ย เพราะทางเจ้าของร้านเค้าอยากจะได้ร้านอาหารที่ดูสวยงาม อบอุ่น และให้ความรู้สึกว่าทุกคนได้มากินข้าวพร้อมเพรียงกันอย่างมีความสุข อิ่มหนำสำราญกันอย่างเต็มที่ ดังนั้นนอกจากตัวอาคารที่เค้าจะทำออกมาให้สวยงาม มีความสนุกซ่อนอยู่ภายในแล้ว เค้าจึงอยากได้คาแรคเตอร์ตัวละครที่เป็นตัวแทนของการกินเยอะ นั่นก็เลยออกมาเป็นเจ้าหมี และเพื่อไม่ให้ร้านดูมุ้งมิ้งจนผู้ชายและกลุ่มวัยรุ่นไม่กล้าเข้าร้าน เจ้า Villy ก็เลยมีสีดำและยังมีเพื่อนๆ อีก 4-5 ตัว มาร่วมสร้างสีสันให้การทานอาหารของเราในมื้อนั้นสนุกสนานยิ่งขึ้นครับ
เมื่อรู้ประวัติความเป็นมาของร้าน รวมทั้งต้นกำเนิดของเจ้า Villy แบบนี้แล้ว ดังนั้นใครที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกก็อย่าลืมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับเจ้า Villy ตัวใหญ่เบิ้มที่อยู่หน้าร้านตัวนี้ด้วยล่ะครับ
สำหรับเวลาในการเปิดปิดของร้าน Villa De Bear นั้น จะเปิดปิดตามนี้เลยครับ
วันจันทร์-ศุกร์ : 17.00 – 24.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : 11.00 – 24.00 น.
ใครจะไปทานวันไหนก็ดูเวลาดีๆ นะครับ ส่วนผมกับต๋งไปวันเสาร์และเราไปถึงก่อนเวลาร้านเปิด 15 นาที เราก็เลยเดินถ่ายรูปเล่นรอเวลาเปิด ซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดีของเรานะครับ เพราะไม่มีคนแย่งมุมเลย นอกจากนี้ทางร้านก็ยังมีที่นั่งเก๋ๆ ไว้ให้เรานั่งรออีกด้วย ^^
ในส่วนเรื่องที่จอดรถนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะที่จอดรถของทางร้านนั้นเยอะมาก โดยหากที่จอดรถโซนด้านหน้าเต็ม ทางร้านยังมีที่จอดรถบริเวณด้านหลังที่สามารถจอดได้อีกหลายสิบคันไว้รองรับอีก
เอาล่ะ ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ทางร้านเปิดบริการแล้ว เราเข้าไปสำรวจข้างในร้านกันดีกว่า โดยหลังจากที่เราเดินผ่านจุดที่มีพนักงานต้อนรับบริเวณประตูทางเข้าแล้ว เราก็จะพบกับภายในร้านที่มีตึกสวยงามอยู่รอบๆ ตัวเรา รวมทั้งจะเห็นโต๊ะรับประทานอาหารโซน Outdoor พร้อมเวทีอยู่บริเวณกลางร้าน ซึ่งโซน Outdoor นี้ดูจะน่านั่งมาก ในช่วงเย็นที่อากาศดีๆ มีลมเย็นพัดมาเบาๆ ส่วนตอนกลางวันแดดกลางหัวแบบนี้เราก็คงต้องเข้าไปนั่งในอาคารที่ติดแอร์เย็นฉ่ำอยู่แล้วเนอะ ><
ข้างในอาคารหลักที่ผมกับต๋งเลือกนั่งในวันนี้นั้นจะเป็นอาคารติดแอร์ที่สามารถจุคนได้ประมาณ 150 คน และบริเวณข้างๆ อาคารยังมีที่นั่งโซน Outdoor แบบที่มีหลังคาคลุมอีกประมาณ 80 ที่นั่ง ซึ่งเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่กว้างใช้ได้เลย โดยที่นั่งแต่ละโซนนั้นทางร้านก็ได้มีการตกแต่งสวยงามและเก๋ไก๋ ไม่ว่าจะเป็นหมอนหรือที่นั่งรูปหมี จนไปถึงบริเวณเพดานของร้านที่มีหลอดด้ายกับฟันเฟืองติดอยู่ เรียกว่าดูแล้วรู้เลยว่าเป็นการจำลองออกมาให้เหมือนกับการอยู่ในโรงงานผลิตตุ๊กตาหมีครับ
ส่วนภาพนี้จะเป็นที่นั่งบริเวณชั้น 2 ของอาคารหลัก ซึ่งเป็นโซนที่นั่งที่ผมว่ามีความเป็นส่วนตัวระดับนึงเลย สามารถรองรับคนได้ประมาณ 30 คน หากใครกำลังมองหาร้านน่ารักๆ ที่สามารถกั้นพื้นที่เป็น Private Zone จำนวนประมาณเท่านี้อยู่ ก็ลองพิจารณาร้านนี้เป็นตัวเลือกนะครับ ผมว่าคนที่ไปงานน่าจะชอบบรรยากาศของร้านกัน
ส่วนถ้าใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอีกระดับ ก็ต้องไปที่โซนใหม่ของร้าน Karaoke Zone!! เพราะที่อาคารหลังใหม่นี้เค้าจะมีการแบ่งห้องออกเป็นทั้งหมด 5 ห้องด้วยกัน ได้แก่ ห้อง Villy บริเวณชั้น 2 ของอาคาร และห้อง Christy, Kinny, Tubie และ Sammy บริเวณชั้น 1 ของอาคาร โดย 4 ห้องหลังนี่จะเป็นห้องคาราโอเกะที่มีราคาห้องเริ่มต้นเพียง 1,800 บาท/ห้อง/คืนเท่านั้น เรียกว่าราคาดีมากเลย ><
เราไปเริ่มสำรวจห้อง Villy ซึ่งเป็นห้องพี่ใหญ่กันก่อนดีกว่า ห้องนี้จะอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคาร สามารถจุคนได้ราวๆ 80 คน ใครอยากจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ มีความเป็นส่วนตัว เฮฮาเสียงดังได้เต็มที่ก็ลองดูห้องนี้ได้นะครับ ผมว่าเค้าตกแต่งออกมาได้ดี ดูไม่เคร่งขรึมตึงเครียดเหมือนห้องสัมมนาตามโรงแรม
ส่วนนี่เป็นห้องคาราโอเกะทั้ง 4 ห้องของ Villa De Bear โดยทั้ง 4 ห้องนี้จะมีชื่อเรียกตามหมีแต่ละตัว รวมทั้งยังมีการตกแต่งห้องที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าหมีตัวนั้นๆ ด้วย ใครชอบห้องสไตล์ไหน ที่นั่งแบบไหนก็ดูภาพแล้วก็ตัดสินใจเอาเองนะครับ เพราะทั้ง 4 ห้องนี้ จะจุคนได้ใกล้เคียงกันคือ 20-30 คน ส่วนราคาค่าห้องก็อยู่ที่ 1,800 บาท จนถึง 2,500 บาท/คืน และไม่มีการบังคับสั่งอาหารขั้นต่ำ ดังนั้นใครจะกินอาหารมากกินน้อยแค่ไหนก็ตามสบายจ้า
Christy : หมีสายหวาน ให้บรรยากาศแนวน่ารักมุ้งมิ้ง มีหลอดไฟบนเพดานเป็นรูปโดนัทหลากสี
Kinny : คุณหมีพ่อครัว ห้องที่มีโซฟานุ่มๆ ในห้องถึง 2 ตัว รวมทั้งมีขนาดห้องที่ใหญ่กว่าใครเพื่อน
Tubie : หมีนักซ่อมบำรุง กับบรรยากาศภายในห้องที่น่าจะถูกอกถูกใจเหล่าผู้ชายวัยรุ่น
Sammy : หมีนักเย็บผ้า ที่มีพร็อพเกี่ยวกับการตัดเย็บอยู่เต็มไปหมด
อ้อ…ผมลืมบอกไปว่า ทั้ง 4 ห้องนี้เราสามารถปรับไฟต่างๆ ได้ตามอารมณ์ของเราเลยนะครับ นอกจากนี้บรรดาเพลงที่เค้ามีในลิสต์ก็มีมากกว่า 60,000 เพลง ครอบคลุมทั้งไทย, จีน, อังกฤษ จนไปถึงอินเดียเลย!!
เอาล่ะ ผมพาทุกคนไปสำรวจร้านซะจนเกือบพรุนเลย ตอนนี้ทุกคนก็น่าจะเริ่มหิวกันแล้ว งั้นเดี๋ยวเราไปพูดถึงเรื่องของอาหารของร้านกันดีกว่าครับ
สำหรับเมนูอาหารของร้าน Villa De Bear นั้น เท่าที่ผมสำรวจดูก็พบว่าเค้ามีอาหารให้เราเลือกสั่งเยอะมากทั้งไทยและยุโรป ดังนั้นใครที่จะมาที่ร้านนี้ไม่ต้องกังวลเลยว่ามาถึงแล้วจะไม่มีอะไรกิน เมนูอาหารมันเยอะมาก ขนาดอาหารไทยอย่างเดียวยังมีให้เลือกมากกว่า 200 เมนูเลยครับ!!
ส่วนนี่เป็นเมนูที่ผมกับต๋งทานในวันนี้ครับ
  1. แกงคั่ววิลลี่ทะเลรวม 250 บาท
  2. ผัดไทยวิลล่า 230 บาท
  3. ยำแสร้งว่ากุ้งย่างปลาฟู 200 บาท
  4. ปลาเก๋าสามรส 480 บาท
  5. Chocolate Mousse (Villy) 130 บาท
  6. Panna cotta 170 บาท
  7. น้ำ BBQ Punch 130 บาท
  8. น้ำ Apple Italian Soda 130 บาท
หมายเหตุ : ราคาอาหารในเมนูจะเป็นราคาที่ยังไม่ได้บวก Vat 7% นะครับ
หลังจากที่อาหารทั้งหมดมาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว เราก็พบว่าขนาดของแต่ละจานนั้นอยู่ในขนาดที่เรียกว่าใหญ่และเยอะใช้ได้เลย ซึ่งทางร้านบอกว่าในระยะหลังมานี้ทางร้านได้มีการเพิ่มปริมาณอาหารต่อจานให้มากขึ้น ดังนั้นในความคิดของผมก็คือ ถ้าใครมากินข้าวที่นี่กับแฟนแค่ 2 คน ไม่ควรสั่งอาหารเกิน 3 อย่างครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะกินไม่หมดได้ @_@
เอาล่ะ เดี๋ยวเราไปไล่ชิมทีละจานพร้อมกับฟังความคิดเห็นจากผมกับต๋งกันได้เลย เริ่มจากจานแรก แกงคั่ววิลลี่ทะเลรวม เมนูนี้มาในรูปแบบหม้อไฟ โดยภายในหม้อนอกจากจะมีผักโขมแล้วยังมีเนื้อมาให้เยอะมากทั้งหอยแมลงภู่, กุ้ง และปลาหมึก ในด้านความสดความใหญ่ของเนื้อแต่ละอย่างนั้นทำมาได้ดีเลยครับ ส่วนรสชาติของน้ำแกงโดยส่วนตัวผมว่ามันออกมันๆ กว่าแกงคั่วทั่วๆ ไป ซึ่งผมเข้าใจว่าทางร้านคงปรุงอาหารออกมาในสไตล์ฟิวชั่นที่แตกต่างจากที่อื่น ดังนั้นใครที่ชอบแกงที่ออกมันๆ และชอบทานกุ้ง, ปลาหมึก, หอยแมลงภู่ ก็น่าจะถูกใจกับเมนูนี้ครับ
ต่อกันที่จานที่สอง ผัดไทยวิลล่า อาหารจานนี้ก็เป็นอาหารไทยที่ฟิวชั่นอีกแล้ว โดยจานนี้ทางร้านได้มีการใส่ชีสหลายชนิดลงไปด้วย ดังนั้นเส้นของผัดไทยจึงไม่ได้แห้งมาก รวมทั้งมีความเค็ม ความมันของชีสปนอยู่ค่อนข้างเยอะ ส่วนของเนื้ออย่างหอยแมลงภู่, กุ้ง และปลาหมึก ทางร้านก็ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีเหมือนกับจานที่แล้ว คือ ใหญ่ เยอะ และสด นอกจากนี้กุ้งยังทอดมาได้กรอบ สามารถทานได้ทั้งตัวเลย
สำหรับเมนูผัดไทยวิลล่านี้เป็นเมนูที่ผมชอบมากที่สุดในอาหารมื้อนี้เลย ส่วนต๋ง ภรรยาผม เธอบอกว่ายังไม่ค่อยโดน ไม่ใช่สไตล์ที่เธอชอบเท่าไหร่ครับ ก็เอาเป็นว่าใครที่ชอบทานอาหารฟิวชั่น รับได้กับการทานผัดไทยใส่ชีส และเป็นผัดไทยที่เส้นสั้นๆ เส้นไม่ได้เหนียวหนึบมาก ก็ลองสั่งจานนี้มาชิมดู แต่ถ้าใครที่เป็นกลุ่มคนที่มองหาผัดไทยสไตล์ไทยแท้ๆ ก็ควรข้ามเมนูนี้ไปครับ
จานถัดมา ยำแสร้งว่ากุ้งย่างปลาฟู เมนูนี้ทางร้านทำออกมาได้ดีเลย รสชาติจัดจ้านถูกปากมาก เครื่องเทศเยอะ ปลาดุกฟูก็ทอดได้กรอบ ส่วนกุ้งก็ตัวใหญ่ดี ใครที่ชอบทานอาหารประเภทยำที่มีรสชาติเผ็ดและเปรี้ยวน่าจะถูกใจกับเมนูนี้ครับ
ปิดฉากอาหารคาวด้วย ปลาเก๋าสามรส เมนูนี้เป็นเมนูที่ราคาแพงที่สุดในมื้อเลยคือ 480 บาท ขนาดตัวปลาที่ได้ถือว่าใหญ่ เนื้อเยอะและทอดมาได้กรอบดี นอกจากนี้รสชาติที่ทางร้านปรุงมาก็มีความเผ็ดนำ ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างจากร้านอื่นๆ ที่ชอบปรุงปลาสามรสให้มีรสหวานนำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมกับต๋งชอบทานรสชาติที่มีเผ็ดนำแบบนี้มากกว่าครับ
ต่อกันที่ของหวานดีกว่า เมนูของหวานที่เราได้ทานก็คือ Chocolate Mouse (Villy) กับ Panna cotta ซึ่งเจ้า Chocolate Mouse นี่ถือเป็น Signature Menu ของทางร้านเลย โดยเค้าจะมีทั้งหมด 4 แบบด้วยกันตามคาแรคเตอร์ของหมี Villy, Kinny, Tubie และ Sammy
สำหรับเจ้าหมี Villy นั้น จะเป็นมูสช็อคโกแลตเข้มข้นที่มีการสอดไส้ราสเบอร์รี่กับสตรอเบอร์รี่ ตัวมูสช็อคโกแลตทำออกมาได้ดี ไม่หวาน และไม่ขมสำหรับผม เพราะโดยปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบทานช็อคโกแลตเพราะมันขม แต่สำหรับเมนูนี้ผมสามารถทานได้เรื่อยๆ เลยครับ
สรุปสำหรับเมนู Chocolate Mouse นี้ ผมว่าใครมาที่ร้าน Villa De Bear ครั้งแรกควรจะสั่งครับ เพราะมันน่ารัก อร่อย และราคาไม่ได้แพงจนเกินไป ส่วนใครจะสั่งเป็นหมีตัวไหนอันนี้ก็แล้วแต่ความชอบเลย
ต่อกันที่ Panna Cotta เมนูนี้ทางร้านจะเสิร์ฟมา 2 ถ้วยบนถาดไม้ที่สวยงาม ถ้วยแรกจะเป็น Panna Cotta ที่โรยท็อปปิ้งด้วยคอนเฟลกกับคาราเมล เนื้อนุ่มแน่นอร่อยดี ส่วนอีกถ้วยนึงจะเป็นผลไม้อย่างแอปเปิ้ล, กีวี, บลูเบอร์รี่ เพื่อเอาไว้กินด้วยกัน ใครที่ชอบทาน Panna Cotta อยู่แล้วน่าจะไม่ผิดหวังกับเมนูนี้ครับ
ในส่วนของเครื่องดื่ม น้ำ BBQ Punch Apple กับ Italian Soda นั้น ผมขอพูดรวมกันเลยนะครับ เรื่องรสชาติของทั้ง 2 แก้วนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนในเรื่องของการตกแต่งนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทางร้านจัดวางองค์ประกอบมาได้ดึงดูดสายตา ถ่ายรูปขึ้น โดยเฉพาะ BBQ Punch Apple ที่มีการเสียบผลไม้เลียนแบบกับการกินบาร์บีคิวครับ
และสำหรับใครที่รู้สึกประทับใจในรสชาติของหวานของทางร้าน อยากจะซื้อกลับไปกินต่อที่บ้านหรือจะซื้อไปฝากเพื่อนๆ ทางร้านเค้าก็มีโซนจำหน่ายแยกออกมาต่างหากนะครับ โดยจุดจำหน่ายจะเป็นอาคารเล็กๆ 1 ชั้นบริเวณด้านหน้าของ Villa De Bear ข้างในอาคารนี้นอกจากจะตกแต่งสวยงามแล้วยังมีของที่ระลึกของทางร้าน รวมไปถึงเครื่องดื่มกับของหวานจำหน่ายด้วย ใครชอบใจอะไร ติดใจเมนูไหนก็สั่งซื้อกลับบ้านได้เลย
แต่ถ้าใครไม่อยากซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน และไหนๆ ก็มาที่ร้านทั้งทีแล้ว ผมขอแนะนำให้เดินไปถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆ ที่ห้องน้ำของทางร้านแทน มันดูน่ารักมุ้งมิ้งไม่เหมือนที่ไหนดีครับ ><
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ผมกับต๋งได้ไปสัมผัสมาในการทานอาหารที่ร้าน Villa De Bear ถ.ราชพฤกษ์ เป็นครั้งแรก และเพื่อให้ทุกคนอ่านชัดๆ เข้าใจง่าย เดี๋ยวเราไปไล่สรุปกันในแต่ละหัวข้อกันเลยครับ
วันที่รับประทาน : วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2561
ช่วงเวลา : 11.00 – 14.30 น.
จำนวน : 2 คน
รสชาติอาหาร : จากเมนูอาหารคาว 4 อย่าง ของหวาน 2 อย่าง และเครื่องดื่ม 2 อย่างที่เราได้ทานนั้น ความเห็นส่วนใหญ่ของผมกับต๋งสอดคล้องไปในทางเดียวกันครับ คือดีและดีมาก ความสด ความใหญ่ของเนื้อที่ใส่มาในอาหารแต่ละอย่างนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ดีเช่นเดียวกัน จะมีเพียงเมนูเดียวที่ผมกับต๋งเห็นแตกต่างกันนั่นก็คือผัดไทยวิลล่า ที่ผมชอบในรสชาติมาก แต่ต๋งคิดว่าเมนูนี้ทางร้านฟิวชั่นมากเกินไปจนไม่เหมือนผัดไทยที่เราคุ้นเคยครับ
ความหลากหลายของอาหาร : เป็นร้านที่มีเมนูอาหารเยอะมากครับ สามารถสั่งได้หลายสไตล์เลยทั้งไทยและยุโรป ดังนั้นน่าจะเป็นร้านที่เหมาะกับการพาคนกลุ่มใหญ่ๆ มาทาน หรืออาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มาทานซ้ำหลายครั้งก็ได้ แต่ทั้งนี้ในการสั่งอาหารเมนูต่างๆ มาทาน อาจจะต้องดูเรื่องของชื่อและส่วนประกอบของเค้าดีๆ นะครับ เพราะบางเมนูของเค้าก็มีการฟิวชั่นส่วนประกอบที่แตกต่างจากร้านอื่นพอควร ซึ่งถ้ารายการไหนไม่แน่ใจก็สอบถามกับทางพนักงานร้านได้เลย จะได้ไม่พลาดครับ
ความสะอาดของร้าน : อยู่ในเกณฑ์ดี สะอาดสะอ้านทั้งบริเวณโต๊ะอาหารและส่วนอื่นๆ เช่น ห้องน้ำ, โซนขายขนม
การบริการของพนักงาน : ข้อนี้ผมให้ความเห็นมากไม่ได้ เพราะวันที่ผมไปนั้นมีคนคอยดูแลโต๊ะผมเป็นพิเศษครับ นอกจากนี้ในช่วงที่ผมไปก็มีแขกโต๊ะอื่นๆ ไปใช้บริการแค่ 10-20% ของพื้นที่นั่งทั้งหมดเท่านั้น ผมก็เลยขอไม่ออกความเห็นในเรื่องนี้ดีกว่าครับ ^^
ความสะดวกของการเดินทาง : พอเป็นร้านอาหารที่อยู่บนถนนราชพฤกษ์ทีไร สิ่งนึงที่มักจะเป็นประเด็นก็คือเรื่องของการเดินทาง เพราะถนนเส้นนี้เป็นถนนใหญ่ที่แทบไม่มีรถประจำทางผ่านเลย คนจะมาต้องมาด้วย Taxi หรือรถส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งในเรื่องของพื้นที่ที่จอดรถนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะทางร้านมีไว้รองรับมากพอดูเลย
ความคุ้มค่า : จากราคาอาหารที่ผมได้กินในวันนี้นั้น อาหารคาวส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคา 200 – 250 บาท/จาน (ยกเว้นปลาเก๋าสามรส ราคา 480 บาท) ส่วนของหวานกับเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 130-170 บาท/แก้ว/ชิ้น (ราคายังไม่รวม Vat 7%) ซึ่งเมื่อเทียบกับรสชาติและปริมาณอาหารที่ได้แล้ว ผมว่าอยู่ในระดับที่รับได้ครับ เพราะราคาอาหารหลายๆ รายการก็ไม่ได้ไม่หนีจากร้านอื่นๆ ในโซนนี้เท่าไหร่ แถมที่นี่ยังได้เปรียบเรื่องบรรยากาศของร้านอีกด้วย แต่ทั้งนี้ถ้าจะให้ดีผมก็อยากให้ราคาในเมนูของทางร้านเป็นราคาอาหารที่ Net แล้ว ไม่ต้องบวกอะไรเพิ่ม เพราะจะทำให้คนที่ไปทานอาหารรู้สึกคุ้มค่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มีแผนจะไปลองทานอาหารที่ร้านนี้อยู่แล้ว ก่อนที่จะไปก็ลองสอบถามเรื่องโปรโมชั่นกับทางร้านดูนะครับ เผื่อจะได้ส่วนลดอะไรเพิ่ม อย่างตอนที่ผมไปนั้นทางร้านก็มีโปรโมชั่นลด 5% สำหรับกลุ่มที่มีคนแต่งชุดครุยไปทานอาหารที่ร้านครับ
สรุป : สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารบนถนนราชพฤกษ์ที่มีบรรยากาศดี, มีจุดถ่ายรูปเยอะ, มีดนตรีสด, อาหารรสชาติดี, มีที่นั่งทั้ง indoor และ outdoor, มากินแล้วสามารถถ่ายรูปลง IG อวดเพื่อนได้ ร้าน Villa De Bear ถือเป็นร้านนึงที่เหมาะสมเลยครับ นอกจากนี้สำหรับใครที่อยากจะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มอีกระดับทั้งการจัดเลี้ยงเป็นกลุ่มขนาด 60-70 คน หรือ การปาร์ตี้สังสรรค์คาราโอเกะกับแก๊งค์ประมาณ 10-20 คน Karaoke Zone ที่พึ่งเปิดใหม่ของทางร้านก็น่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้เลย เพราะราคาต่อห้องต่อคืนนั้นไม่สูงมาก อีกทั้งสภาพห้องก็ใหม่ เพลงที่มีให้เลือกร้องก็เยอะดีครับ
ก็จบลงแล้วสำหรับรีวิวนี้ สำหรับใครที่อยากจะดูบรรยากาศของการรีวิวอาหารครั้งนี้ในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวก็สามารถกดดูที่คลิปด้านล่างได้เลย ส่วนใครที่อยากจะดูข้อมูลร้านนี้เพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดต่อที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้ครับ
Fanpage : Villa De Bear
Tel : 098-4966245
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า ทั้งนี้ทุกท่านสามารถเข้าไปพบปะพูดคุยเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดที่เพจ “ภรรยาหา สามีใช้” ได้เลยครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้ออกไป
Facebook Comments

You may also like