สำหรับคนที่เดินทางท่องเที่ยวและจำเป็นต้องใช้กระเป๋าเดินทางบ่อยๆ นั้น สายรัดกระเป๋าเดินทางคือหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้ชีวิตของเราสะดวกและดีขึ้นกว่าเดิมมากครับ เพราะประโยชน์ของสายรัดกระเป๋าเดินทางนั้นนอกจากจะช่วยทำให้เราสามารถสังเกตเห็นกระเป๋าของเราได้ง่ายแล้ว มันยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ของที่อยู่ภายในกระเป๋าเราหลุดทะลักออกมาเวลาที่เกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างเช่น ซิปกระเป๋าเดินทางแตกหรือชำรุดด้วยครับ
Disclosure : บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ความเห็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกจริงของผมครับ
และด้วยความที่สายรัดกระเป๋าเดินทางนั้นเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่หลายๆ คนมักจะมีไว้ติดตัว ดังนั้นในปัจจุบันนี้มันจึงมีสายรัดกระเป๋าเดินทางจำหน่ายหลากหลายแบบมาก ตั้งแต่เส้นละไม่กี่สิบบาทจนไปถึงเส้นละหลายพัน รวมทั้งมีฟังก์ชั่นยิบย่อยกับรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และในวันนี้ผมจะขอแนะนำให้ทุกคนรู้กับกับสายรัดกระเป๋าเดินทางของ XTravelGear ซึ่งเป็นสายรัดกระเป๋าเดินทางที่ผมได้ลองใช้มาใน 2-3 ทริปหลัง และเป็นสายรัดกระเป๋าเดินทางที่ผมว่ามีความน่าสนใจหลายอย่างเลยครับ
โดยจุดเด่นของสายรัดกระเป๋าเดินทางของ XTravelGear ในความเห็นของผมก็คือ เป็นสายรัดที่มีสีสันสวยงามและมีให้เลือกหลายสี , สามารถสกรีนตัวอักษรเป็นชื่อหรือข้อความที่เราต้องการได้ฟรี (10 ตัวอักษร), มีรหัสล็อคและระบบ TSA ทำให้กระเป๋าเรามีความปลอดภัยมากขึ้น และยังอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่สนามบินในการเปิดตรวจสอบของภายในได้ง่ายๆ ด้วยกุญแจเฉพาะ TSA , มีการรับประกันสินค้านานถึง 1 ปี และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยก็คือสายรัดกระเป๋าเดินทางของ XTravelGear นั้น มีการใส่เครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิทัลที่สามารถชั่งกระเป๋าได้สูงสุดถึง 40 กิโลกรัมมาด้วย!! โดยฟังก์ชั่นนี้เป็นฟังก์ชั่นที่ผมชอบมากๆ ครับ และผมเชื่อว่าสำหรับคนที่เดินทางบ่อยๆ ต้องเจอกับปัญหาเรื่องการจำกัดน้ำหนักกระเป๋าของสายการบิน สิ่งนี้มันจะเป็นอะไรที่ช่วยทำให้ชีวิตของทุกคนสะดวกและง่ายขึ้นมากครับ
และนี่ก็คือหน้าตารวมถึงสีสายรัดกระเป๋าเดินทางต่างๆ ของทาง XTravelGear ใครสนใจสีไหนก็ลอง Mix and Match กับสีตัวอักษรและสีของกระเป๋าเดินทางเราดูนะครับว่าแบบไหนถึงจะสวยงามและลงตัวที่สุด โดยในส่วนของตัวอักษรนั้นเราจะสามารถสกรีนได้สูงสุด 10 ตัวอักษร และจะใช้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทาง XTravelGear มีให้เลือกก็ได้ หลายๆ สัญลักษณ์ที่เค้ามีให้เลือกนั้นดูน่ารักดีครับ ส่วนในเรื่องสีของตัวอักษรนั้นเราจะสามารถเลือกได้ทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ขาว, ดำ, กลิตเตอร์เงิน และกลิตเตอร์ทอง

ส่วนนี่คือหน้าตาของสายรัดกระเป๋าเดินทางของผมกับต๋งครับ โดยเราทั้งคู่เลือกใช้สีเรียบๆ อย่างตัวอักษรสีขาวบนสายรัดสีดำ เนื่องจากว่ากระเป๋าเดินทางส่วนใหญ่ของเราล้วนแต่มีสีสันสดใสทั้งนั้น หากเราใช้สายรัดที่มีสีสันเยอะๆ อีก มันก็จะทำให้ดูลายตามากจนเกินไปครับ @_@
และจากภาพด้านบนหากใครสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าสายรัดกระเป๋าเดินทางทั้ง 2 เส้นของผมกับต๋งนั้น มันจะมีอะไรที่ไม่เหมือนกันอยู่ครับ เพราะในปัจจุบันนี้ทาง XTravelGear จะมีสายรัดกระเป๋าเดินทางจำหน่ายอยู่ 2 แบบ โดยแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดและจุดเด่นของตัวเองตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลยครับ

 

แบบที่ 1 : TSA Easy Unlock (ราคา 649 บาท)

สายรัดกระเป๋าเดินทางรุ่นนี้จะมีจุดเด่น คือ ระบบการปลดล็อคของสายจะง่ายกว่าสายรัดกระเป๋าเดินทางโดยทั่วๆ ไป โดยเราเพียงแค่กดปุ่มตรงกลางเพียงปุ่มเดียวเท่านั้นสายรัดก็จะคลายล็อคออกทันที ไม่ต้องกดที่เขี้ยวสองข้างแบบรุ่นอื่นๆ ครับ และนอกจากนี้สายรัดกระเป๋าเดินทางรุ่นนี้ยังมีการติดตั้งรหัสล็อคแบบตัวเลข 3 หลัก รวมทั้งระบบล็อคกุญแจแบบ TSA มาให้ด้วย โดยในส่วนของการเปลี่ยนแปลงรหัสล็อคของสายรัดนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เราพลิกหัวสายรัดไปด้านหลัง เราก็จะเจอกับสลักที่เอาไว้ตั้งรหัสล็อคใหม่ครับ บอกเลยว่าใช้งานง่ายมาก แต่ถ้าใครงงๆ ไม่เข้าใจวิธีการก็สามารถอ่านคู่มือการเปลี่ยนรหัสที่อยู่ด้านหลังกล่อง หรือเข้าไปดูคลิปสอนการตั้งค่ารหัสได้ที่ช่อง Youtube ของ XTravelGear เลยก็ได้ครับ ^^

 

แบบที่ 2 : TSA & Digital Scale (ราคา 849 บาท)

สายรัดกระเป๋าเดินทางรุ่นนี้เป็นสายรัดรุ่นที่ผมใช้แล้วชอบมากและอยากจะแนะนำให้ทุกคนหาซื้อมาใช้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่เดินทางบ่อยๆ เพราะสายรัดรุ่นนี้จะมีเครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิทัลติดมาด้วย โดยเราสามารถชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทางของเราได้สูงสุดถึง 40 กิโลกรัมเลย รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนหน่วยเป็นปอนด์หรือกิโลกรัมก็ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถถอดเฉพาะส่วนที่เป็นเครื่องชั่งออกมาจากสายรัดเพื่อนำไปชั่งของอย่างอื่นได้อีกด้วยครับ เพียงแต่ว่าเวลาที่เราถอดเอาเครื่องชั่งออกมาจากสายรัดนั้นเราจะสามารถชั่งได้สูงสุด 15 กิโลกรัมเท่านั้น
นี่เป็นหน้าตาหลังจากถอดเอาส่วนที่เป็นเครื่องชั่งดิจิทัลออกมาครับ การถอดเข้าออกนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงแค่เราเลื่อนระบบล็อคซ้ายขวาจากนั้นก็เอานิ้วดันขึ้นลงเท่านั้น โดยหลังจากที่เราถอดเอาหัวเครื่องชั่งนี้ออกมาแล้ว เราจะสามารถนำไปชั่งของอย่างอื่นๆ ได้อีก โดยทาง XTravelGear เค้าจะมีอุปกรณ์เล็กๆ อย่างตะขอเกี่ยวมาให้ด้วยครับ และเพียงแค่เราเอาตะขอเกี่ยวนี้ไปเกี่ยวกับรูด้านหลังของเครื่องชั่งก็จะสามารถใช้ชั่งของอย่างอื่นได้ทันที เพียงแต่ว่าตัวตะขอเกี่ยวนี้จะสามารถรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 15 กิโลกรัม มันจึงเหมาะกับการใช้ชั่งของชิ้นเล็กๆ อย่างเช่น กระเป๋าถือหรือกระเป๋าสะพายที่เราพกติดตัวมากกว่าครับ
ทั้งนี้จากที่ผมได้นำสายรัดรุ่นนี้ไปใช้งานมา ผมก็ได้มีการเปรียบเทียบน้ำหนักกระเป๋าเดินทางของผมที่ได้จากการชั่งด้วยสายรัดกับเครื่องชั่งของสายการบินและก็พบว่าน้ำหนักที่ได้นั้นมีความใกล้เคียงกันพอควรเลยครับ มีความแตกต่างกันน้อยมาก ดังนั้นในเรื่องของความแม่นยำนั้นผมถือว่าโอเคไว้ใจได้เลย แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ควรเอาเครื่องชั่งนี้ไปชั่งอะไรที่ต้องการความแม่นยำสูงหรือใช้ในการชั่งซื้อขายอะไรนะครับ เพราะทาง XTravelGear เค้าก็มีการสกรีนตัวอักษรห้ามมาอย่างเด่นชัดแล้ว และนอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยของเครื่องชั่งน้ำหนักของเรา ทุกครั้งก่อนที่เราจะทำการโหลดกระเป๋าที่เคาน์เตอร์เช็คอิน เราควรจะต้องถอดหัวเครื่องชั่งออกมาเก็บไว้กับตัวทุกครั้งนะครับ เพื่อป้องกันเครื่องชั่งเสียหายจากสายพานและแรงกระแทก ^^
อ้อ ผมลืมบอกไป นอกจากสายรัดกระเป๋าเดินทางรุ่น TSA & Digital Scale นี้จะมีเครื่องชั่งน้ำหนักแล้ว เค้ายังมีรหัสล็อคที่เป็นตัวเลข 3 หลักและระบบล็อคกุญแจแบบ TSA เหมือนกับรุ่น TSA Easy Unlock มาให้ด้วยนะครับ โดยในเรื่องของการตั้งรหัสล็อคและการใช้งานต่างๆ ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกัน เพียงแต่ว่าสายรัดรุ่นที่มีเครื่องชั่งน้ำหนักนี้เวลาที่เราต้องการปลดสายรัดนั้นเราจะต้องกดที่เขี้ยวสองข้างแบบสายรัดโดยทั่วๆ ไป และในส่วนของเครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิทัลนั้น เราจะต้องคอยดูเรื่องแบตเตอรี่ด้วยนะครับว่าหมดยังหรือ หากมันหมดก็ต้องถอดเปลี่ยนใหม่นะครับ ^^
ใครที่อ่านจุดเด่นคร่าวๆ ของสายรัดทั้งสองรุ่นนี้แล้วก็ลองชั่งใจดูนะครับว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน โดยสายรัดทั้งสองรุ่นจะสามารถสกรีนตัวอักษรได้ฟรี 10 ตัวเหมือนกัน, มีสีของสายรัดและตัวอักษรให้เลือกเหมือนกัน, มีระยะเวลารับประกัน 1 ปีเท่ากัน และมีความยาว 2 เมตรเท่ากัน สามารถใช้รัดกระเป๋าเดินทางได้ตั้งแต่ขนาด 20 นิ้ว จนถึง 30 นิ้วเลย แต่ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วผมว่าสำหรับคนที่ไม่ได้ติดขัดเรื่องงบประมาณ ผมเชียร์ให้ใช้รุ่น TSA & Digital Scale ที่ราคา 849 บาท จะดีกว่าครับ เพิ่มเงินอีกแค่ 200 บาท แต่ได้ฟังก์ชั่นที่เยอะกว่า สามารถใช้งานได้หลากหลายกว่า แต่ถ้าใครคิดว่าคงไม่ค่อยได้ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักหรอก อยากได้สายรัดแบบที่ปลดง่ายๆ มากกว่าก็เลือกเป็นรุ่น TSA Easy Unlock ราคา 649 บาทก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเลย
ใครที่สนใจสายรัดกระเป๋าเดินทางของ XTravelGear ก็สามารถติดต่อสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ โดยหลังจากที่เราเลือกสีและแจ้งข้อความตัวอักษรที่เราต้องการเรียบร้อยแล้ว เค้าจะใช้เวลาในการสกรีน 2-3 วัน ส่วนในเรื่องของราคา 649 บาท และ 849 บาทนั้นจะเป็นราคา net ที่รวมค่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และพิเศษสำหรับแฟนเพจภรรยาหา สามีใช้ จะได้รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นจากราคาปกติด้วยครับ โดยวิธีการขอรับส่วนลด 10 % ก็ง่ายๆ เพียงแค่ทำการ capture โพสต์นี้ไปให้ทาง XTravelGear ดู และแจ้งว่าตามมาจากรีวิวนี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วครับ
Fanpage : XTravelGear กระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์ท่องเที่ยว
Website : https://xtravelgear.com
Line : @xtravelgear
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ และสำหรับท่านใดที่ต้องการติดตามเรื่องราวของการกินและเที่ยวของผมกับต๋งแบบใกล้ชิดก็สามารถกดติดตามได้ที่แฟนเพจ “ภรรยาหา สามีใช้” เลยครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า ขอให้ทุกคนเที่ยวและกินอย่างมีความสุข สวัสดีครับ
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมในวันที่ไปใช้บริการเท่านั้นครับ แต่ละท่านที่ได้มีโอกาสไปใช้บริการอาจจะได้รับการบริการที่แตกต่างจากนี้
Facebook Comments